Tortaharn.net

Saturday, 01 November 2014

รายการ
หน้าแรก
ความฝันอันสูงสุด
วัตถุประสงค์
บทความ
ประวัติศาสตร์ทหาร
หนังสือ
รู้จักทอทหาร
Facebook (Tortaharn)
Facebook (Dr.Teeranan)
ทอทหาร Twitter
ติดต่อทอทหาร
เชื่อมโยง
ค้นหา
สมุดเยี่ยม
เพื่อนบ้านน่าสนใจ
Guru-ICT.com
ทหารดอทเน็ต
ตท.26/จปร.37
ประชาสรรค์
อานันท์
เวบมาสเตอร์
แก้ไขระบบ
บุคคลออนไลน์
ขณะนี้มี 43 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
เข้าสู่ระบบ
ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้ลงทะเบียน? ลงทะเบียนใหม่
ปฏิทิน
« สิงหาคม 2012  
อา. จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส.
   1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
เวลาปัจจุบัน
สถิติ
จำนวนสมาชิก : 24125
จำนวนข่าวสาร : 210
เว็บลิงค์: 21
ผู้เยี่ยมชม: 9969997
Syndicate
สงครามเย็น – การเกิดและการดับของสงครามเย็น ตอนที่ 1 PDF พิมพ์ ส่งเมล
แก้ไขโดย ทอทหาร   
วันศุกร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ.2550

           เป็นที่ทราบกันดีว่าหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง การเผชิญหน้ากันระหว่างฝ่ายพันธมิตรกับฝ่ายอักษะได้แปรเปลี่ยนไปเป็นการเผชิญหน้ากันระหว่างอุดมการณ์ทางการเมือง 2 ค่ายคือ ประชาธิปไตยกับคอมมิวนิสต์ และการเผชิญหน้านี้เองจะถูกเรียกว่า “สงครามเย็น (Cold War)” ถึงแม้ปัจจุบันสภาวะของสงครามเย็นได้ยุติลงด้วยความสูญเสียในระดับที่น้อยกว่าการสูญเสียในสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยสงครามโลกครั้งที่สองนั้นมีการสูญเสียชีวิตถึง 72 ล้านคน (รวมทั้งพลเรือนและทหารแยกฝ่ายสัมพันธมิตรสูญเสีย 61 ล้านคน และฝ่ายอักษะสูญเสีย 11ล้านคน) ในขณะที่สงครามเย็นมีการสูญเสียชีวิตคนไปหลายล้านคน (สงครามเกาหลี สงครามเวียดนาม สงครามสหภาพโซเวียต-อัฟกานิสสถาน ฯลฯ รวมแล้วก็หลายล้านคนแต่ไม่ถึง 72 ล้านคน) แต่การสูญเสียในสงครามเย็นก็สามารถกล่วได้ว่ามีการสูญเสียในระดับที่สูงคือระดับที่เป็นหลักล้านชิวิตเหมือนกัน

           ในช่วงสงครามเย็นนั้นไม่เพียงแต่จะมีการสูญเสียชีวิตไปในระดับที่เป็นหลักหลายล้านคนแล้ว สิ่งที่จะนำไปสู่ความหายนะของมวลมนุษย์ชาติ ด้วยความเสี่ยงที่เกือบจะเกิดการโจมตีจากแต่ละฝ่ายด้วยอาวุธนิวเคลียร์หลายครั้ง ดังเช่น กรณีวิกฤตการขีปนาวุธคิวบาในห้วง 14 – 28 ต.ค.2505 (Cuban Missile Crisis) หรือกรณีของเรือดำน้ำ B-59 ชั้น Foxtrot ของสหภาพโซเวียต ที่เกือบจะทำการยิงขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์เนื่องจากเข้าใจว่าเกิดสงครามระหว่างสหภาพโซเวียตกับสหรัฐฯในวันที่ 27 ต.ค.2505 ในห้วงเวลาเดียวกันกับวิกฤตการขีปนาวุธคิวบา ซึ่งก็นับว่าเป็นความโชคดีของมวลมนุษย์ชาติที่ยังคงสามารถดำรงเผ่าพันธุ์เอาไว้ได้ เพราะความเสี่ยงที่เกิดจากกระบวนการตัดสินใจกดปุ่มปล่อยอาวุธของคนเพียงไม่กี่คนเท่านั้น

           คำว่าสงครามเย็น (Cold War) นั้นเริ่มมีใช้ครั้งแรกในคริสตศตวรรษที่ 13 [1] โดยนักเขียนชาวสเปน ชื่อ Don Juan Manuel โดยใช้คำภาษาสเปนคือ “Guerra Fria” ซึ่งมีความหมายว่า “Cold War” แสดงถึงสภาวะความขัดแย้งระหว่าง ศาสนาอิสลามและศาสนาคริสต์ในขณะนั้น (ยุคมืด) และในลำดับต่อมาในวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ.2581 (ค.ศ.1938) ในวารสารเดอะเนชั่น (The Nation) ได้มีการใช้คำว่าว่า “Hitler’s Cold War” หรือ ถอดความเป็นภาษาไทยได้ว่า “สงครามเย็นของฮิตเลอร์” [2] ส่วนคำว่า “Guerra Fria” ได้ปรากฏอีกครั้งในงานเขียนของ Luis Garcia Arias ในบทความชื่อ El Concepto de Guerra y la Denominada "Guerra Fria" ในปี พ.ศ.2499 (ค.ศ.1956) [3]

           สำหรับความหมายของคำว่าสงครามเย็นในพจนานุกรมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ได้ให้ความหมายไว้ว่า “สภาวะความตึงเครียดและความเป็นปฏิปักษ์กันอย่างรุนแรงระหว่างมหาอำนาจตะวันตกกับค่ายคอมมิวนิสต์ของยุโรปตะวันออก” [4] ส่วนคำว่าสงครามเย็นในความหมายที่เข้าใจกันในปัจจุบันที่ว่า สงครามเย็นเป็นสภาวะความขัดแย้งระหว่างประเทศมหาอำนาจ 2 ประเทศที่แบ่งออกเป็น 2 ขั้วอำนาจคือ สหรัฐฯ และสหภาพโซเวียต นั้นมีการกล่าวถึงครั้งแรกโดย Bernard Baruch นักการเงินสหรัฐฯ ผู้เคยเป็นที่ปรึกษาทางด้านเศรษฐกิจให้กับประธานาธิบดี Woodrow Wilson และประธานาธิบดี Franklin D. Roosevelt ในช่วงคริสตศตวรรษที่ 19 โดย ได้ไปกล่าวสุนทรพจน์ที่มลรัฐเซาธ์แคโรไลนา เมื่อวันที่ 16 เมษายน พ.ศ.2490 ได้กล่าวไว้ในสุนทรพจน์ของเขาในประโยคที่ว่า "We are today in the midst of a cold war." หรือถอดใจความเป็นภาษาไทยได้ว่า “วันนี้เราอยู่ท่ามกลางสงครามเย็น” [5] และหลังจากนั้นก็เริ่มมีการใช้คำว่า Cold War หรือ สงครามเย็น แทนสภาวะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และพันธมิตร กับสหภาพโซเวียตและพันธมิตร

           การเกิดขึ้นของสงครามเย็นนั้นยังมีข้อขัดแย้งกันอยู่ทั้งนี้เพราะนักประวัติศาสตร์บางส่วนจะกล่าวว่าสงครามเย็นเริ่มขึ้นในห้วงเวลาหลังสงครามเย็น ในขณะที่อีกส่วนกล่าวว่าสงครามเย็นเริ่มเกิดขึ้นและก่อเค้าลางมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 1 ยุติลง อย่างไรก็ดีการจะกำหนดให้แน่ชัดว่าเกิดขึ้นในห้วงเวลาใดนั้นคงเป็นเรื่องที่สามารถกระทำได้ยาก และต้องย้อนกลับไปพิจารณาที่คำจำกัดความและคำนิยามที่ให้ใว้ในแต่ละฝ่าย แต่ไม่ว่าสงครามเย็นจะเริ่มขึ้นเมื่อไหร่เราคงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าภาพความชัดเจนของสงครามเย็นจะปรากฏชัดเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 กำลังจะยุติลง

           หลังจากที่สงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ยุติลงความเสียหายอย่างหนักได้เกิดขึ้นกับทุก ๆ ประเทศที่เข้าร่วมในการทำสงครามไม่ว่าจะเป็นฝ่ายพันธมิตรหรือฝ่ายอักษะ จะมีแต่เพียงสหรัฐฯ และรัสเซีย 2 ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการเข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่ 2 และด้วยปัจจัยนี้เองจึงส่งผลให้สหรัฐฯ และรัสเซียก้าวขึ้นเป็นประเทศมีอิทธิพลเป็นประเทศมหาอำนาจของสังคมโลกในห้วงเวลาดังกล่าว แต่ด้วยความแตกต่างทางอุดมการณ์ทางการเมือง สังคมโลกจึงถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มประเทศที่มีระบอบการปกครองเป็นประชาธิปไตยมีสหรัฐฯ เป็นประเทศนำ และ กลุ่มประเทศที่มีระบอบการปกครองเป็นคอมมิวนิสต์มีรัสเซียเป็นประเทศนำ และจากการแบ่งขั้วออกเป็น 2 ขั้วนี้เองได้ส่งผลให้เกิดความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศ โดยความตึงเครียดที่เกิดขึ้นนั้นยังคงไปไม่ถึงระดับของความขัดแย้งที่มีการใช้กำลังทหารเข้าทำสงครามในลักษณะของสงครามใหญ่ ๆ ซึ่งสภาวะนี้เองถูกเรียกว่าสงครามเย็น

           การดำเนินการของแต่ละขั้วในช่วงสงครามเย็นจะมีการดำเนินการในวิธีต่าง ๆ เช่น การขยายกลุ่มอำนาจโดยใช้อุดมการณ์ โดยทำการโฆษณาชวนเชื่อ การให้ความช่วยหลือทางด้านเศรษฐกิจ การสร้างอิทธิพลทางการเมือง การใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ การใช้เครื่องมือทางทหาร เป็นต้น นอกจากนี้การดำเนินนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ และสหภาพโซเวียตยังจะเป็นสิ่งที่เพิ่มระดับของความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศ โดยนโยบายการต่างประเทศของสหรัฐฯ และสหภาพโซเวียตในช่วงสงครามเย็นสามารถแบ่งออกเป็น 2 ระยะคือ ช่วงก่อนทศวรรษที่ 1980 และช่วงหลังทศวรรษที่ 1980
นโยบายการต่างประเทศในช่วงก่อนทศวรรษที่ 1980 ของสหภาพโซเวียตคือการสร้างความมั่นคงให้กับระบบคอมมิวนิสต์ทั้งภายในและภายนอกสหภาพโซเวียต ซึ่งรวมถึงหมู่ประเทศพันธมิตรที่อยู่ภายใต้อาณัติของสหภาพโซเวียตด้วย ในขณะที่สหรัฐฯ นั้นมีความชัดเจนที่จะดำเนินการวิธีใด ๆ ก็ตามที่สามารถสกัดกั้นการแพร่ขยายของสัทธิคอมมิวนิสต์ และในช่วงปลายทศวรรษที่ 1980 จนมาถึง ในสมัยต้นทศวรรษที่ 1990 สหรัฐ ฯ ได้มีนโยบายการต่างประเทศกับลัทธิคอมมิวนิสต์ที่ผ่อนคลายลง ดังเช่น สหรัฐอเมริกาได้มองเห็นว่าจีนเป็นผู้มีบทบาทสำคัญมากในเอเชียตะวันออก จึงเริ่มเปิดศักราชใหม่แห่งความสัมพันธ์กับจีน หรือ นโยบายในการยินยอมให้มีการเจรจาลดอาวุธนิวเคลียร์ลง ในขณะเดียวกันสหภาพโซเวียตก็มีท่าที่ผ่อนคลายลงเหมือนกัน มีการเปิดประเทศให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นที่รู้จักกันในชี่อ กลาสนอสท์ (Glasnost) และปรับนโยบายทางด้านเศรษฐกิจให้มีความยืดหยุ่นขึ้น ที่รู้จักกันในชื่อ เปเรสตรอยกา (Perestroika) หรืออย่างกรณีของ การเชิญ ด.ญ. Samantha Smith ผู้ซึ่งมีอายุ 10 ปีในขณะนั้น ไปเยี่ยมสหภาพโซเวียต หลังจากที่เธอเขียนจดหมายแสดงถึงความกลัวในสงครามนิวเคลียร์ส่งไปยัง ประธานาธิบดี Yuri Andropov ของสหภาพโซเวียต และประธานาธิดี Yuri ได้ตอบจดหมายเป็นการส่วนตัวด้วยต้นเองเชิญ ด.ญ. Samantha ไปเยี่ยมสหภาพโซเวียต การกระทำครั้งนี้ของประธานาธิบดี Yuri ได้รับการกล่าวขานในหมู่นักการเคลื่อนไหวทางสันติภาพและทำให้บรรยากาศความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับสหภาพโซเวียตมีท่าทีที่ผ่อนคลายลง

           ความขัดแย้งสำคัญ ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงสงครามเย็นนั้นจะประกอบไปด้วย

           * ปัญหาความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับเยอรมัน: ในช่วงที่เยอรมันกำลังจะพ่ายแพ้ต่อฝ่ายสัมพันธมิตรในช่วงท้ายสงครามโลกครั้งที่ 2 ฝ่ายพันธมิตรหลายประเทศพยายามที่จะกรีฑาทัพเข้าสู่เยอรมันทั้งนี้เพื่อถือโอกาสยึดครองพื้นที่ของเยอรมันเมื่อสงครามโลกยุติลงในการตักตวงผลประโยชน์จากค่าปฏิกรสงคราม ซึ่งเมื่อสงครามยุติลงมี 4 ประเทศเข้ายึดครองเยอรมัน อังกฤษ ฝรั่งเศส สหรัฐฯ และ สหภาพโซเวียต โดย อังกฤษ ฝรั่งเศส และ สหรัฐฯพยายามที่สถาปนาดินแดนเยอรมันทั้งหมดเข้าด้วยกันแต่สหภาพโซเวียตไม่ยินยอม จึงทำให้ อังกฤษ ฝรั่งเศส และ สหรัฐฯรวมดินแดนเยอรมันที่ตนเองยึดครองไว้เข้าด้วยกันเป็น สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน (เยอรมันตะวันตก) ส่วนดินแดนที่สหภาพโซเวียตยึดครองสถาปนาเป็น สาธารณรัฐประชาธิปไตยเยอรมัน (เยอรมันตะวันออก) เมื่อ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2492 (ค.ศ.1949) โดยทั้งสองประเทศแบ่งเมืองหลวงออกเป็นส่วนคือ เบอร์ลินตะวันออก และเบอร์ลินตะวันตก และสิ่งที่ตามมาคือการสร้างกำแพงเบอร์ลิน (Berlin Wall) (ในภาเยอรมันเรียกว่า Berliner Mauer) เป็นกำแพงที่กั้นเบอร์ลินตะวันตก ออกจากเยอรมนีตะวันออกโดยรอบ เริ่มสร้างเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2504 (ค.ศ. 1961) เพื่อจำกัดการเข้าออกระหว่างเบอร์ลินตะวันออกและตะวันตก โดยกำแพงเบอร์ลินนี้ได้ถูกสร้างไว้เป็นระยะเวลา 28 ปี ก่อนจะทลายลงในวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2532 (ค.ศ.1989) เยอรมันทั้งสองประเทศได้ผนวกเข้าเป็นประเทศเดียวกัน ซึ่งถือกันว่าเป็นการสิ้นสุดยุคสงครามเย็น เพราะกำแพงเบอร์ลินถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของสงครามเย็น [6] ในระหว่างที่กำแพงยังตั้งอยู่นั้น มีความพยายามหลบหนีข้ามเขตแดนราว 5,000 ครั้ง มี 192 คนถูกฆ่าระหว่างการหลบหนี และอีกประมาณ 200 คนบาดเจ็บสาหัส ในช่วงแรกนั้น การหลบหนีเป็นไปอย่างไม่ยากนัก เนื่องจากกำแพงในช่วงแรกเป็นเพียงรั้วลวดหนามเตี้ย ๆ และบางส่วนก็กระโดดออกมาทางหน้าต่างของตึกที่อยู่ติดกับกำแพง แต่ไม่นานนักกำแพงก็เปลี่ยนเป็นคอนกรีตที่แน่นหนา ส่วนหน้าต่างตึกต่าง ๆ ที่อยู่ใกล้กับกำแพงก็ถูกก่ออิฐปิดตาย [7]

           * สงครามเกาหลี: เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง เกาหลีเป็นอีกประเทศหนึ่งที่ถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเทศโดยใช้เส้นขนานที่ 38 เป็นเส้นแบ่งเขต โดยเกาหลีเหนือเป็นประเทศที่ปกครองโดยระบอบคอมมิวนิสต์ ส่วนเกาหลีใต้ปกครองในระบอบประชาธิปไตย ต่อมาเมื่อ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2493 (ค.ศ.1950) ได้เกิดสงครามเกาหลีขึ้น เมื่อกำลังทหารเกาหลีเหนือทำการรุกข้ามเส้นขนานที่ 38 ลงมา และเมื่อ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2493 (ค.ศ.1950) สามารถยึดกรุงโซลได้ สหประชาชาติได้มีมติให้นำกำลังทหารเข้าช่วยเกาหลีใต้ ภายใต้การนำของสหรัฐฯ (มีกำลังทหารจากประเทศไทยเข้าร่วมด้วย) เมื่อกำลังสหประชาชาติเข้าไปช่วยเหลือเกาหลีใต้ ทำให้จีนเคลื่อนย้ายกำลังพลเข้สู่พื้นที่การรบตามมา ในสงครามเกาหลีตลอดห้วงเวลาร่วม 3 ปีที่แต่ละฝ่ายทำการรบกันคือตั้งแต่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2493 (ค.ศ. 1950) ถึง 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2496 (ค.ศ. 1953) นั้น หลังจาก นับตั้งแต่ 1 กรกฎาคม พ.ศ.2494 (ค.ศ. 1951) [8] เป็นต้นมา การสู้รบด้วยกำลังทหารขนาดใหญ่แทบจะไม่เกิดขึ้นอีก ทำให้มีความพยายามที่จะเจรจาสงบศึกกันของทั้งสองฝ่าย โดยการเจรจายุติสงครามครั้งแรกเกิดขึ้นที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในเมืองเคซอง เมื่อ 10 กรกฎาคม พ.ศ.2494 (ค.ศ. 1951) ต่อมาได้ย้ายไปเจรจากันที่ ตำบลปันมุมจอม (Punmumjom) ข้อตกลงสงบศึกที่ปันมุมจอมนี้เป็นผลจากการเจรจาที่ยืดเยื้อถึง 255 ครั้ง ใช้เวลา 2 ปี 17 วัน[9] ในสงครามเกาหลีนี้ มีผู้สูญเสียจากการรบกว่า 4 ล้านคน ทั้งทหารและพลเรือน [10]

           * สงครามในอินโดจีน: สถานการณ์ในอินโดจีนในห้วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 จวบจนสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลงนั้นมีความร้อนแรงไม่แพ้ภูมิภาคด้านอื่น ๆ โดยความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในคาบสมุทรอินโดจีนหลัก ๆ จะเป็นประเทศเวียดนาม ลาว กัมพูชา ซึ่งเคยเป็นประเทศอาณานิคมของประเทศฝรั่งเศส นอกจากนี้ ประเทศไทยและพม่าก็ยังเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสงครามสถานการณ์ในห้วงสงครามเย็น

                - เวียดนาม: สถานการณ์เริ่มมาจากขบวนการเวียดมินห์ภายใต้การนำของ โฮจิมินห์ ได้เคลื่อนไหวต่อต้านฝรั่งเศสและญี่ปุ่นที่เข้ายึดครองเวียดนามในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงคราม ฝรั่งเศสได้กลับเข้าไปมีอำนาจในคาบสมุทรอินโดจีน ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านฝรั่งเศสอีกครั้ง โฮจิมินห์ได้ร้องขอให้สหรัฐฯช่วยเหลือในการเจรจากับฝรั่งเศสแต่สหรัฐฯได้นิ่งเฉยเพราะมีความเกรงใจฝรั่งเศส โฮจิมินห์จึงได้เปลี่ยนไปร้องขอความช่วยเหลือจากสหภาพโซเวียตและจีนแทน ซึ่งก็ได้รับการตอบรับและได้รับความช่วยเหลือเป็นอย่างดี และสถานการณ์ในคาบสมุทรอินโดจีนได้เปลี่ยนแปลงไปเมื่อฝรั่งเศสพ่ายแพ้ต่อขบวนการเวียดมินห์ที่เดียนเบียนฟู [11] ส่งผลให้ เวียดนาม ลาว เขมรได้รับเอกราช และด้วยความพ่ายแพ้นี้เองทำใหฝรั่งเศสต้องถอนตัวออกจากภูมิภาคนี้ สหรัฐฯ จึงได้ถือโอกาสนี้เข้ามามีบทบาทแทนฝรั่งเศสในภูมิภาคทางเวียดนามใต้นี้

                การเข้าไปมีอิทธิพลในเวียดนามใต้ได้นำไปสู่การเกิดขึ้นของขบวนการ เวียดกง ซึ่งการต่อต้านนี้ได้สถานการณ์ได้ลุกลามไปสู่สงครามจำกัด (Limited War) ที่รู้จักกันในชื่อ “สงครามเวียดนาม” โดยการสู้รบในสงครามเวียดนามได้เปลี่ยนโฉมหน้าของการทำสงครามสมัยใหม่ด้วยบทเรียนราคาแพงของสหรัฐฯ นำมาซึ่งการถอนตัวออกจากภูมิภานี้เมื่อ สหรัฐฯ ไม่สามารถสร้างชัยชนะขึ้นได้ในดินแดนเวียดนาม สหรัฐฯได้ใช้เวลานานหลายปี ใช้กำลังพลมหาศาล กองทัพที่เกรียงไกรมีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย แต่สูญเสียกำลังพลเกือบจะ 6 หมื่นคนในขณะที่เวียดนามสูญเสียคนไปหลายล้านคน (ในสงครามเวียดนามไทยสูยเสียทหารไป 351 นาย) [12] ในที่สุดสหรัฐฯได้ถอนกำลังทหารออกไปจากภูมิภาคนี้ด้วยปัจจัยทางการเมืองภายในประเทศของตนเอง ทำให้เวียดนามรวมประเทศเวียดนามเหนือและใต้และปกครองภายใต้ระบอบคอมมิวนิสต์ ต่อมาในสมัยประธานาธิบดีบิล คลินตัน สหรัฐฯได้ประกาศฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐ ฯ และเวียดนามขึ้นอีกครั้ง

                - ลาว: หลังจากฝรั่งเศสได้ถอนตัวไปจากภูมิภาคนี้ไปพร้อม ๆ กับการได้รับเอกราชของลาว แต่สถานการณ์ไม่ได้สงบเรียบร้อยตามมาเมื่อ ขบวนการกู้ชาติที่มีความนิยมลัทธิคอมมิวนิสต์ ไม่ยอมรวมกับฝ่ายรัฐบาลที่นิยมประชาธิปไตย (เป็นรัฐบาลที่ฝรั่งเศสได้จัดตั้งก่อนจะถอนทหารออก) เลยส่งผลให้สงครามในลาวที่ต่อสู้เพื่อเอกราชเปลี่ยนสถานภาพไปสู่สงครามระหว่างลัทธิ โดยสหรัฐฯได้ให้การสนับสนุนฝ่ายรัฐบาล ในขณะที่ฝ่ายขบวนการกู้ชาติได้รับการสนับสนุนจากพวกเวียดมินห์ แต่ฝ่ายรัฐบาลได้พ่ายแพ้เมื่อสหรัฐฯถอนกำลังออกจากภูมิภาคนี้ ฝ่ายลาวสูญเสียไปประมาณ 5 หมื่นคน

                - กัมพูชา: เมื่อกัมพูชาได้รับเอกราชหลังจากความพ่ายแพ้ของฝรั่งเศสในเดียนเบียนฟู ได้ดำเนินนโยบายเป็นกลางเพื่อเอาตัวรอดจากสถานการณ์รอบ ๆ ประเทศพร้อม ๆ กับรับการช่วยเหลือจากทุกฝ่ายทั้งโลกประชาธิปไตยและโลกคอมมิวนิสต์ ต่อมาเมื่อสหรัฐฯไม่สามารถควบคุมการดำเนินการต่างของเจ้าสีหนุในขณะนั้นได้ ทำให้สหรัฐฯสนับสนุนให้มีการปฏิวัติรัฐประหารขึ้น ทำให้เจ้าสีหนุลี้ภัยไปกรุงปักกิ่งและจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นขึ้นและร่วมมือกับฝ่ายคอมมิวนิสต์ที่รู้จักกันในชื่อ “เขมรแดง (Khmer Rouge) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “พรรคคอมมิวนิสต์เขมร” (Khmer Communist Party) หรือ “กองทัพแห่งชาติกัมพูชาประชาธิปไตย” (National Army of Democratic Kampuchea) คือ พรรคการเมืองกัมพูชาที่นิยมลัทธิคอมมิวนิสต์ ปกครองราชอาณาจักรกัมพูชา ซึ่งในขณะนั้นถูกเปลี่ยนชื่อเป็นกัมพูชาประชาธิปไตย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2518 ถึง พ.ศ. 2522 [13] ในที่สุดเมื่อสหรัฐฯ ถอนตัวออกจากภูมิภาคนี้รัฐบาลกัมพูชาได้พ่ายแพ้ต่อเขมรแดงและกัมพูชาได้เปลี่ยนแปลงการปกครองไปเป็นระบอบสังคมนิยม ในความขัดแย้งนี้มีผู้เสียชีวิตระหว่างสงครามกว่า 7 หมื่นคน และเสียชีวิตเมื่อเขมรแดงที่นำโดยนายพลพต เข้ายึดครองกัมพูชาอีกกว่า 1.5 ล้านคน

                - ไทย: ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้นแนวความคิดในเรื่องของการปกครองระบอบคอมมิวนิสต์ได้เริ่มแพร่หลายเข้ามายังประเทศไทย เมื่อ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2485 พรรคคอมมิวนิสต์ไทยได้ถือกำเนิดขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์คือ “ต่อต้านญี่ปุ่นโดยประสานกับพรรคคอมมิวนิสต์จีน” เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลงการเคลื่อนไหวของพรรคมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเริ่มมีบทบาทมากขึ้นเรื่อย ๆ เริ่มแรกเดิมทีได้รับการสนับสนุนจากเวียดนามต่อมาได้รับการสนับสนุนจากประเทศจีน การขยายตัวของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ได้ส่งผลให้การดำเนินการของรัฐบาลในสมัยนั้นทำการปราบปรามอย่างรุนแรง มีการออกกฏหมายคือ “พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์” ซึ่งมีโทษที่รุนแรงถึงขั้นประหารชีวิต เมื่อ 6 กรกฎาคม 2502 จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้สั่งประหารชีวิต นายศุภชัย ศรีสติ ข้อมีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ และด้วยการปราบปรามอย่างหนักนี้เองได้ส่งผลให้พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ นำไปสู่ขั้นการทำสงครามปฏิวัติในที่สุด เมื่อ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2508 ได้เกิดการปะทะที่หมู่บ้านนาบัว ต.เรณู อ.ธาตุพนม จังหวัด นครพนม ระหว่างกำลังติดอาวุธของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยกับตำรวจส่งผลให้ เกิดการสูญเสียทั้ง 2 ฝ่าย การเริ่มขั้นสงครามปฏิวัติในครั้งนี้รู้จักกันในนาม “วันเสียงปืนแตก”

                เมื่อการปราบปรามคอมมิวนิสต์ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องทำให้มีผู้คนการหลบหนีเข้าป่าเป็นจำนวนมากขึ้นเรื่อย ทำให้การต่อสู้ขยายตัวออกเป็นวงกว้าง เมื่อสหรัฐฯถอนตัวออกจากภูมิภาคนี้ทำให้หลายฝ่ายมีความเชื่อประเทศไทยจะรอดพ้นจากการล้มล้างระบอบการปกครองไปสู่ระบอบคอมมิวนิสต์ เพราะตั้งแต่การถอนตัวออกจากเวียดนามของประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาถอนกำลังหน่วยสุดท้ายออกจากเวียดนามใต้เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2516 ต่อมาเมื่อ 1 มกราคม 2518 กรุงพนมเปญเมืองหลวงของเขมร ตามมาด้วยกรุงไซ่ง่อน เมืองหลวงของเวียดนามใต้ แตกเมื่อ 30 เมษายน 2518 และกรุงพนมเปญได้แตกอีกครั้ง เมื่อ พล.อ.เทียนวันดุง ของเวียดนามได้นำกำลังกว่า 20 กองพล เข้ายึดเขมร เมื่อ 7 มกราคม 2522 หรือที่รู้จักกันในนาม ยุทธการบัวบาน และนักการทหารหลายคนมีความเชื่อว่า หลังจากเขมรแตกแล้วมีความเป็นไปได้ที่เวียดนามจะทำการรุกต่อมายังไทย การที่ประเทศต่าง ๆ แตกกันเป็นทอด ๆ นี้เองทำให้มีนักวิชาการไปกำหนดเป็นแนวคิดที่เรียกว่าทฤษฏีโดมิโน โดยประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในความเชื่อที่ว่าจะแตกเป็นประเทศต่อไปในแนวคิดของทฤษฏีโดมิโน เพราะกำลังพลมหาศาลของเวียดนามที่เคลื่อนเข้ามาประชิดชายแดนไทย ทำให้เป็นการยากที่ประเทศไทยจะต้านทาน [14]

                ในที่สุดรัฐบาลได้อาศัยความร่วมมือกับประเทศที่เป็นคอมมิวนิสต์ในการปราบคอมมิวนิสต์ในประเทศ ซึ่งประเทศนั้นคือประเทศจีน เป็นที่ทราบกันดีว่าการก่อความไม่สงบไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยใดจะสามารถดำเนินการต่อไปได้จะต้องได้รับการสนับสนุนจากผู้ให้การสนับสนุน และในยุคนั้นจีนสามารถกล่าวได้ว่าเป็นผู้ให้การสนับสนุนรายใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เมื่อประเทศไทยสามารถเจรจาขอให้จีนยุติการสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยได้ ประเทศไทยเริ่มดำเนินการกดดันโดยใช้กำลังทหารอย่างหนัก พร้อมทั้งออกนโยบายรองรับให้ผู้หลงผิดวางอาวุธกลับมาเป็นผู้พัฒนาชาติไทย และนโยบายดังกล่าวคือ คำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 66/23 เรื่อง นโยบายการต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์ และ คำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 65/25 เรื่อง แผนรุกทางการเมือง ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวได้นำพาประเทศไทยไปสู่บรรยากาศแห่งความปรองดองแห่งชาติในที่สุด

อ้างอิง
[1] "Yale Book of Quotations" (2006) Yale University Press, edited by Fred R. Shapiro. อ้างถึงใน http://en.wikipedia.org/wiki/Cold_War
[2] http://en.wikipedia.org/wiki/Cold_War.
[3] ibid.
[4] Plano, Jack C. and Olton, Roy. The International Relations Dictionary. 3 rd ed. ABC-CLIO, 1982. อ้างถึงใน ทองใบ ธีรานันทางกูร, “สงครามเย็น: เรื่องเก่านำมาเล่าใหม่” วารสารโรงเรียนนายเรือ, ปีที่ 5 ฉบับที่ 2, หน้าที่ 20.
[5] [2], op.cit.
[6] http://th.wikipedia.org/wiki/กำแพงเบอร์ลิน..
[7] ibid.
[8] http://th.wikipedia.org/wiki/สงครามเกาหลี.
[9] http://www.tv5.co.th/service/mod/heritage/nation/military/korea/korea.htm.
[10] http://www.cotf.edu/ete/modules/korea/kwar.html.
[11] http://tortaharn.net/contents/index.php?option=com_content&task=view&id=23&Itemid=76.
[12] http://en.wikipedia.org/wiki/Vietnam_War_casualties.
[13] http://th.wikipedia.org/wiki/เขมรแดง.
[14] http://tortaharn.net/contents/index.php?option=com_content&task=view&id=121&Itemid=75.
 

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( วันศุกร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ.2550 )
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
| Tortaharn.net | Powered by Mambopixel.com |