|
เป็นที่ทราบกันดีว่าหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง
การเผชิญหน้ากันระหว่างฝ่ายพันธมิตรกับฝ่ายอักษะได้แปรเปลี่ยนไปเป็นการเผชิญหน้ากันระหว่างอุดมการณ์ทางการเมือง
2 ค่ายคือ ประชาธิปไตยกับคอมมิวนิสต์ และการเผชิญหน้านี้เองจะถูกเรียกว่า
สงครามเย็น (Cold War)
ถึงแม้ปัจจุบันสภาวะของสงครามเย็นได้ยุติลงด้วยความสูญเสียในระดับที่น้อยกว่าการสูญเสียในสงครามโลกครั้งที่
2 โดยสงครามโลกครั้งที่สองนั้นมีการสูญเสียชีวิตถึง 72 ล้านคน
(รวมทั้งพลเรือนและทหารแยกฝ่ายสัมพันธมิตรสูญเสีย 61 ล้านคน และฝ่ายอักษะสูญเสีย
11ล้านคน) ในขณะที่สงครามเย็นมีการสูญเสียชีวิตคนไปหลายล้านคน (สงครามเกาหลี
สงครามเวียดนาม สงครามสหภาพโซเวียต-อัฟกานิสสถาน ฯลฯ รวมแล้วก็หลายล้านคนแต่ไม่ถึง
72 ล้านคน)
แต่การสูญเสียในสงครามเย็นก็สามารถกล่วได้ว่ามีการสูญเสียในระดับที่สูงคือระดับที่เป็นหลักล้านชิวิตเหมือนกัน
ในช่วงสงครามเย็นนั้นไม่เพียงแต่จะมีการสูญเสียชีวิตไปในระดับที่เป็นหลักหลายล้านคนแล้ว
สิ่งที่จะนำไปสู่ความหายนะของมวลมนุษย์ชาติ
ด้วยความเสี่ยงที่เกือบจะเกิดการโจมตีจากแต่ละฝ่ายด้วยอาวุธนิวเคลียร์หลายครั้ง
ดังเช่น กรณีวิกฤตการขีปนาวุธคิวบาในห้วง 14 28 ต.ค.2505 (Cuban Missile Crisis)
หรือกรณีของเรือดำน้ำ B-59 ชั้น Foxtrot ของสหภาพโซเวียต
ที่เกือบจะทำการยิงขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์เนื่องจากเข้าใจว่าเกิดสงครามระหว่างสหภาพโซเวียตกับสหรัฐฯในวันที่
27 ต.ค.2505 ในห้วงเวลาเดียวกันกับวิกฤตการขีปนาวุธคิวบา
ซึ่งก็นับว่าเป็นความโชคดีของมวลมนุษย์ชาติที่ยังคงสามารถดำรงเผ่าพันธุ์เอาไว้ได้
เพราะความเสี่ยงที่เกิดจากกระบวนการตัดสินใจกดปุ่มปล่อยอาวุธของคนเพียงไม่กี่คนเท่านั้น
คำว่าสงครามเย็น (Cold War) นั้นเริ่มมีใช้ครั้งแรกในคริสตศตวรรษที่ 13 [1]
โดยนักเขียนชาวสเปน ชื่อ Don Juan Manuel โดยใช้คำภาษาสเปนคือ Guerra Fria
ซึ่งมีความหมายว่า Cold War แสดงถึงสภาวะความขัดแย้งระหว่าง
ศาสนาอิสลามและศาสนาคริสต์ในขณะนั้น (ยุคมืด) และในลำดับต่อมาในวันที่ 26 มีนาคม
พ.ศ.2581 (ค.ศ.1938) ในวารสารเดอะเนชั่น (The Nation) ได้มีการใช้คำว่าว่า
Hitlers Cold War หรือ ถอดความเป็นภาษาไทยได้ว่า สงครามเย็นของฮิตเลอร์ [2]
ส่วนคำว่า Guerra Fria ได้ปรากฏอีกครั้งในงานเขียนของ Luis Garcia Arias
ในบทความชื่อ El Concepto de Guerra y la Denominada "Guerra Fria" ในปี พ.ศ.2499
(ค.ศ.1956) [3]
สำหรับความหมายของคำว่าสงครามเย็นในพจนานุกรมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ได้ให้ความหมายไว้ว่า
สภาวะความตึงเครียดและความเป็นปฏิปักษ์กันอย่างรุนแรงระหว่างมหาอำนาจตะวันตกกับค่ายคอมมิวนิสต์ของยุโรปตะวันออก
[4] ส่วนคำว่าสงครามเย็นในความหมายที่เข้าใจกันในปัจจุบันที่ว่า
สงครามเย็นเป็นสภาวะความขัดแย้งระหว่างประเทศมหาอำนาจ 2 ประเทศที่แบ่งออกเป็น 2
ขั้วอำนาจคือ สหรัฐฯ และสหภาพโซเวียต นั้นมีการกล่าวถึงครั้งแรกโดย Bernard Baruch
นักการเงินสหรัฐฯ ผู้เคยเป็นที่ปรึกษาทางด้านเศรษฐกิจให้กับประธานาธิบดี Woodrow
Wilson และประธานาธิบดี Franklin D. Roosevelt ในช่วงคริสตศตวรรษที่ 19 โดย
ได้ไปกล่าวสุนทรพจน์ที่มลรัฐเซาธ์แคโรไลนา เมื่อวันที่ 16 เมษายน พ.ศ.2490
ได้กล่าวไว้ในสุนทรพจน์ของเขาในประโยคที่ว่า "We are today in the midst of a cold
war." หรือถอดใจความเป็นภาษาไทยได้ว่า วันนี้เราอยู่ท่ามกลางสงครามเย็น [5]
และหลังจากนั้นก็เริ่มมีการใช้คำว่า Cold War หรือ สงครามเย็น
แทนสภาวะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และพันธมิตร กับสหภาพโซเวียตและพันธมิตร
การเกิดขึ้นของสงครามเย็นนั้นยังมีข้อขัดแย้งกันอยู่ทั้งนี้เพราะนักประวัติศาสตร์บางส่วนจะกล่าวว่าสงครามเย็นเริ่มขึ้นในห้วงเวลาหลังสงครามเย็น
ในขณะที่อีกส่วนกล่าวว่าสงครามเย็นเริ่มเกิดขึ้นและก่อเค้าลางมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่
1 ยุติลง
อย่างไรก็ดีการจะกำหนดให้แน่ชัดว่าเกิดขึ้นในห้วงเวลาใดนั้นคงเป็นเรื่องที่สามารถกระทำได้ยาก
และต้องย้อนกลับไปพิจารณาที่คำจำกัดความและคำนิยามที่ให้ใว้ในแต่ละฝ่าย
แต่ไม่ว่าสงครามเย็นจะเริ่มขึ้นเมื่อไหร่เราคงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าภาพความชัดเจนของสงครามเย็นจะปรากฏชัดเมื่อสงครามโลกครั้งที่
2 กำลังจะยุติลง
หลังจากที่สงครามโลกครั้งที่ 2
ได้ยุติลงความเสียหายอย่างหนักได้เกิดขึ้นกับทุก ๆ
ประเทศที่เข้าร่วมในการทำสงครามไม่ว่าจะเป็นฝ่ายพันธมิตรหรือฝ่ายอักษะ
จะมีแต่เพียงสหรัฐฯ และรัสเซีย 2
ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการเข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่ 2
และด้วยปัจจัยนี้เองจึงส่งผลให้สหรัฐฯ
และรัสเซียก้าวขึ้นเป็นประเทศมีอิทธิพลเป็นประเทศมหาอำนาจของสังคมโลกในห้วงเวลาดังกล่าว
แต่ด้วยความแตกต่างทางอุดมการณ์ทางการเมือง สังคมโลกจึงถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ
กลุ่มประเทศที่มีระบอบการปกครองเป็นประชาธิปไตยมีสหรัฐฯ เป็นประเทศนำ และ
กลุ่มประเทศที่มีระบอบการปกครองเป็นคอมมิวนิสต์มีรัสเซียเป็นประเทศนำ
และจากการแบ่งขั้วออกเป็น 2
ขั้วนี้เองได้ส่งผลให้เกิดความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศ
โดยความตึงเครียดที่เกิดขึ้นนั้นยังคงไปไม่ถึงระดับของความขัดแย้งที่มีการใช้กำลังทหารเข้าทำสงครามในลักษณะของสงครามใหญ่
ๆ ซึ่งสภาวะนี้เองถูกเรียกว่าสงครามเย็น
การดำเนินการของแต่ละขั้วในช่วงสงครามเย็นจะมีการดำเนินการในวิธีต่าง ๆ เช่น
การขยายกลุ่มอำนาจโดยใช้อุดมการณ์ โดยทำการโฆษณาชวนเชื่อ
การให้ความช่วยหลือทางด้านเศรษฐกิจ การสร้างอิทธิพลทางการเมือง
การใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ การใช้เครื่องมือทางทหาร เป็นต้น
นอกจากนี้การดำเนินนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ
และสหภาพโซเวียตยังจะเป็นสิ่งที่เพิ่มระดับของความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศ
โดยนโยบายการต่างประเทศของสหรัฐฯ และสหภาพโซเวียตในช่วงสงครามเย็นสามารถแบ่งออกเป็น
2 ระยะคือ ช่วงก่อนทศวรรษที่ 1980 และช่วงหลังทศวรรษที่ 1980
นโยบายการต่างประเทศในช่วงก่อนทศวรรษที่ 1980
ของสหภาพโซเวียตคือการสร้างความมั่นคงให้กับระบบคอมมิวนิสต์ทั้งภายในและภายนอกสหภาพโซเวียต
ซึ่งรวมถึงหมู่ประเทศพันธมิตรที่อยู่ภายใต้อาณัติของสหภาพโซเวียตด้วย
ในขณะที่สหรัฐฯ นั้นมีความชัดเจนที่จะดำเนินการวิธีใด ๆ
ก็ตามที่สามารถสกัดกั้นการแพร่ขยายของสัทธิคอมมิวนิสต์ และในช่วงปลายทศวรรษที่ 1980
จนมาถึง ในสมัยต้นทศวรรษที่ 1990 สหรัฐ ฯ
ได้มีนโยบายการต่างประเทศกับลัทธิคอมมิวนิสต์ที่ผ่อนคลายลง ดังเช่น
สหรัฐอเมริกาได้มองเห็นว่าจีนเป็นผู้มีบทบาทสำคัญมากในเอเชียตะวันออก
จึงเริ่มเปิดศักราชใหม่แห่งความสัมพันธ์กับจีน หรือ
นโยบายในการยินยอมให้มีการเจรจาลดอาวุธนิวเคลียร์ลง
ในขณะเดียวกันสหภาพโซเวียตก็มีท่าที่ผ่อนคลายลงเหมือนกัน
มีการเปิดประเทศให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นที่รู้จักกันในชี่อ กลาสนอสท์ (Glasnost)
และปรับนโยบายทางด้านเศรษฐกิจให้มีความยืดหยุ่นขึ้น ที่รู้จักกันในชื่อ เปเรสตรอยกา
(Perestroika) หรืออย่างกรณีของ การเชิญ ด.ญ. Samantha Smith ผู้ซึ่งมีอายุ 10
ปีในขณะนั้น ไปเยี่ยมสหภาพโซเวียต
หลังจากที่เธอเขียนจดหมายแสดงถึงความกลัวในสงครามนิวเคลียร์ส่งไปยัง ประธานาธิบดี
Yuri Andropov ของสหภาพโซเวียต และประธานาธิดี Yuri
ได้ตอบจดหมายเป็นการส่วนตัวด้วยต้นเองเชิญ ด.ญ. Samantha ไปเยี่ยมสหภาพโซเวียต
การกระทำครั้งนี้ของประธานาธิบดี Yuri
ได้รับการกล่าวขานในหมู่นักการเคลื่อนไหวทางสันติภาพและทำให้บรรยากาศความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ
กับสหภาพโซเวียตมีท่าทีที่ผ่อนคลายลง
ความขัดแย้งสำคัญ ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงสงครามเย็นนั้นจะประกอบไปด้วย
* ปัญหาความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับเยอรมัน:
ในช่วงที่เยอรมันกำลังจะพ่ายแพ้ต่อฝ่ายสัมพันธมิตรในช่วงท้ายสงครามโลกครั้งที่ 2
ฝ่ายพันธมิตรหลายประเทศพยายามที่จะกรีฑาทัพเข้าสู่เยอรมันทั้งนี้เพื่อถือโอกาสยึดครองพื้นที่ของเยอรมันเมื่อสงครามโลกยุติลงในการตักตวงผลประโยชน์จากค่าปฏิกรสงคราม
ซึ่งเมื่อสงครามยุติลงมี 4 ประเทศเข้ายึดครองเยอรมัน อังกฤษ ฝรั่งเศส สหรัฐฯ และ
สหภาพโซเวียต โดย อังกฤษ ฝรั่งเศส และ
สหรัฐฯพยายามที่สถาปนาดินแดนเยอรมันทั้งหมดเข้าด้วยกันแต่สหภาพโซเวียตไม่ยินยอม
จึงทำให้ อังกฤษ ฝรั่งเศส และ
สหรัฐฯรวมดินแดนเยอรมันที่ตนเองยึดครองไว้เข้าด้วยกันเป็น สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน
(เยอรมันตะวันตก) ส่วนดินแดนที่สหภาพโซเวียตยึดครองสถาปนาเป็น
สาธารณรัฐประชาธิปไตยเยอรมัน (เยอรมันตะวันออก) เมื่อ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2492
(ค.ศ.1949) โดยทั้งสองประเทศแบ่งเมืองหลวงออกเป็นส่วนคือ เบอร์ลินตะวันออก
และเบอร์ลินตะวันตก และสิ่งที่ตามมาคือการสร้างกำแพงเบอร์ลิน (Berlin Wall)
(ในภาเยอรมันเรียกว่า Berliner Mauer) เป็นกำแพงที่กั้นเบอร์ลินตะวันตก
ออกจากเยอรมนีตะวันออกโดยรอบ เริ่มสร้างเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2504 (ค.ศ.
1961) เพื่อจำกัดการเข้าออกระหว่างเบอร์ลินตะวันออกและตะวันตก
โดยกำแพงเบอร์ลินนี้ได้ถูกสร้างไว้เป็นระยะเวลา 28 ปี ก่อนจะทลายลงในวันที่ 9
พฤศจิกายน พ.ศ. 2532 (ค.ศ.1989) เยอรมันทั้งสองประเทศได้ผนวกเข้าเป็นประเทศเดียวกัน
ซึ่งถือกันว่าเป็นการสิ้นสุดยุคสงครามเย็น
เพราะกำแพงเบอร์ลินถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของสงครามเย็น [6]
ในระหว่างที่กำแพงยังตั้งอยู่นั้น มีความพยายามหลบหนีข้ามเขตแดนราว 5,000 ครั้ง มี
192 คนถูกฆ่าระหว่างการหลบหนี และอีกประมาณ 200 คนบาดเจ็บสาหัส ในช่วงแรกนั้น
การหลบหนีเป็นไปอย่างไม่ยากนัก เนื่องจากกำแพงในช่วงแรกเป็นเพียงรั้วลวดหนามเตี้ย ๆ
และบางส่วนก็กระโดดออกมาทางหน้าต่างของตึกที่อยู่ติดกับกำแพง
แต่ไม่นานนักกำแพงก็เปลี่ยนเป็นคอนกรีตที่แน่นหนา ส่วนหน้าต่างตึกต่าง ๆ
ที่อยู่ใกล้กับกำแพงก็ถูกก่ออิฐปิดตาย [7]
* สงครามเกาหลี: เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง
เกาหลีเป็นอีกประเทศหนึ่งที่ถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเทศโดยใช้เส้นขนานที่ 38
เป็นเส้นแบ่งเขต โดยเกาหลีเหนือเป็นประเทศที่ปกครองโดยระบอบคอมมิวนิสต์
ส่วนเกาหลีใต้ปกครองในระบอบประชาธิปไตย ต่อมาเมื่อ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2493
(ค.ศ.1950) ได้เกิดสงครามเกาหลีขึ้น
เมื่อกำลังทหารเกาหลีเหนือทำการรุกข้ามเส้นขนานที่ 38 ลงมา และเมื่อ 28 มิถุนายน
พ.ศ. 2493 (ค.ศ.1950) สามารถยึดกรุงโซลได้
สหประชาชาติได้มีมติให้นำกำลังทหารเข้าช่วยเกาหลีใต้ ภายใต้การนำของสหรัฐฯ
(มีกำลังทหารจากประเทศไทยเข้าร่วมด้วย)
เมื่อกำลังสหประชาชาติเข้าไปช่วยเหลือเกาหลีใต้
ทำให้จีนเคลื่อนย้ายกำลังพลเข้สู่พื้นที่การรบตามมา ในสงครามเกาหลีตลอดห้วงเวลาร่วม
3 ปีที่แต่ละฝ่ายทำการรบกันคือตั้งแต่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2493 (ค.ศ. 1950) ถึง 27
กรกฎาคม พ.ศ. 2496 (ค.ศ. 1953) นั้น หลังจาก นับตั้งแต่ 1 กรกฎาคม พ.ศ.2494 (ค.ศ.
1951) [8] เป็นต้นมา การสู้รบด้วยกำลังทหารขนาดใหญ่แทบจะไม่เกิดขึ้นอีก
ทำให้มีความพยายามที่จะเจรจาสงบศึกกันของทั้งสองฝ่าย
โดยการเจรจายุติสงครามครั้งแรกเกิดขึ้นที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในเมืองเคซอง เมื่อ 10
กรกฎาคม พ.ศ.2494 (ค.ศ. 1951) ต่อมาได้ย้ายไปเจรจากันที่ ตำบลปันมุมจอม (Punmumjom)
ข้อตกลงสงบศึกที่ปันมุมจอมนี้เป็นผลจากการเจรจาที่ยืดเยื้อถึง 255 ครั้ง ใช้เวลา 2
ปี 17 วัน[9] ในสงครามเกาหลีนี้ มีผู้สูญเสียจากการรบกว่า 4 ล้านคน
ทั้งทหารและพลเรือน [10]
* สงครามในอินโดจีน: สถานการณ์ในอินโดจีนในห้วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2
จวบจนสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลงนั้นมีความร้อนแรงไม่แพ้ภูมิภาคด้านอื่น ๆ
โดยความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในคาบสมุทรอินโดจีนหลัก ๆ จะเป็นประเทศเวียดนาม ลาว
กัมพูชา ซึ่งเคยเป็นประเทศอาณานิคมของประเทศฝรั่งเศส นอกจากนี้
ประเทศไทยและพม่าก็ยังเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสงครามสถานการณ์ในห้วงสงครามเย็น
- เวียดนาม: สถานการณ์เริ่มมาจากขบวนการเวียดมินห์ภายใต้การนำของ โฮจิมินห์
ได้เคลื่อนไหวต่อต้านฝรั่งเศสและญี่ปุ่นที่เข้ายึดครองเวียดนามในระหว่างสงครามโลกครั้งที่
2 เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงคราม ฝรั่งเศสได้กลับเข้าไปมีอำนาจในคาบสมุทรอินโดจีน
ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวเพื่อต่อต้านฝรั่งเศสอีกครั้ง
โฮจิมินห์ได้ร้องขอให้สหรัฐฯช่วยเหลือในการเจรจากับฝรั่งเศสแต่สหรัฐฯได้นิ่งเฉยเพราะมีความเกรงใจฝรั่งเศส
โฮจิมินห์จึงได้เปลี่ยนไปร้องขอความช่วยเหลือจากสหภาพโซเวียตและจีนแทน
ซึ่งก็ได้รับการตอบรับและได้รับความช่วยเหลือเป็นอย่างดี
และสถานการณ์ในคาบสมุทรอินโดจีนได้เปลี่ยนแปลงไปเมื่อฝรั่งเศสพ่ายแพ้ต่อขบวนการเวียดมินห์ที่เดียนเบียนฟู
[11] ส่งผลให้ เวียดนาม ลาว เขมรได้รับเอกราช
และด้วยความพ่ายแพ้นี้เองทำใหฝรั่งเศสต้องถอนตัวออกจากภูมิภาคนี้ สหรัฐฯ
จึงได้ถือโอกาสนี้เข้ามามีบทบาทแทนฝรั่งเศสในภูมิภาคทางเวียดนามใต้นี้
การเข้าไปมีอิทธิพลในเวียดนามใต้ได้นำไปสู่การเกิดขึ้นของขบวนการ เวียดกง
ซึ่งการต่อต้านนี้ได้สถานการณ์ได้ลุกลามไปสู่สงครามจำกัด (Limited War)
ที่รู้จักกันในชื่อ สงครามเวียดนาม
โดยการสู้รบในสงครามเวียดนามได้เปลี่ยนโฉมหน้าของการทำสงครามสมัยใหม่ด้วยบทเรียนราคาแพงของสหรัฐฯ
นำมาซึ่งการถอนตัวออกจากภูมิภานี้เมื่อ สหรัฐฯ
ไม่สามารถสร้างชัยชนะขึ้นได้ในดินแดนเวียดนาม สหรัฐฯได้ใช้เวลานานหลายปี
ใช้กำลังพลมหาศาล กองทัพที่เกรียงไกรมีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย
แต่สูญเสียกำลังพลเกือบจะ 6 หมื่นคนในขณะที่เวียดนามสูญเสียคนไปหลายล้านคน
(ในสงครามเวียดนามไทยสูยเสียทหารไป 351 นาย) [12]
ในที่สุดสหรัฐฯได้ถอนกำลังทหารออกไปจากภูมิภาคนี้ด้วยปัจจัยทางการเมืองภายในประเทศของตนเอง
ทำให้เวียดนามรวมประเทศเวียดนามเหนือและใต้และปกครองภายใต้ระบอบคอมมิวนิสต์
ต่อมาในสมัยประธานาธิบดีบิล คลินตัน สหรัฐฯได้ประกาศฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐ
ฯ และเวียดนามขึ้นอีกครั้ง
- ลาว: หลังจากฝรั่งเศสได้ถอนตัวไปจากภูมิภาคนี้ไปพร้อม ๆ
กับการได้รับเอกราชของลาว แต่สถานการณ์ไม่ได้สงบเรียบร้อยตามมาเมื่อ
ขบวนการกู้ชาติที่มีความนิยมลัทธิคอมมิวนิสต์
ไม่ยอมรวมกับฝ่ายรัฐบาลที่นิยมประชาธิปไตย
(เป็นรัฐบาลที่ฝรั่งเศสได้จัดตั้งก่อนจะถอนทหารออก)
เลยส่งผลให้สงครามในลาวที่ต่อสู้เพื่อเอกราชเปลี่ยนสถานภาพไปสู่สงครามระหว่างลัทธิ
โดยสหรัฐฯได้ให้การสนับสนุนฝ่ายรัฐบาล
ในขณะที่ฝ่ายขบวนการกู้ชาติได้รับการสนับสนุนจากพวกเวียดมินห์
แต่ฝ่ายรัฐบาลได้พ่ายแพ้เมื่อสหรัฐฯถอนกำลังออกจากภูมิภาคนี้
ฝ่ายลาวสูญเสียไปประมาณ 5 หมื่นคน
- กัมพูชา:
เมื่อกัมพูชาได้รับเอกราชหลังจากความพ่ายแพ้ของฝรั่งเศสในเดียนเบียนฟู
ได้ดำเนินนโยบายเป็นกลางเพื่อเอาตัวรอดจากสถานการณ์รอบ ๆ ประเทศพร้อม ๆ
กับรับการช่วยเหลือจากทุกฝ่ายทั้งโลกประชาธิปไตยและโลกคอมมิวนิสต์
ต่อมาเมื่อสหรัฐฯไม่สามารถควบคุมการดำเนินการต่างของเจ้าสีหนุในขณะนั้นได้
ทำให้สหรัฐฯสนับสนุนให้มีการปฏิวัติรัฐประหารขึ้น
ทำให้เจ้าสีหนุลี้ภัยไปกรุงปักกิ่งและจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นขึ้นและร่วมมือกับฝ่ายคอมมิวนิสต์ที่รู้จักกันในชื่อ
เขมรแดง (Khmer Rouge) หรือที่รู้จักกันในชื่อ พรรคคอมมิวนิสต์เขมร (Khmer
Communist Party) หรือ กองทัพแห่งชาติกัมพูชาประชาธิปไตย (National Army of
Democratic Kampuchea) คือ พรรคการเมืองกัมพูชาที่นิยมลัทธิคอมมิวนิสต์
ปกครองราชอาณาจักรกัมพูชา ซึ่งในขณะนั้นถูกเปลี่ยนชื่อเป็นกัมพูชาประชาธิปไตย
ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2518 ถึง พ.ศ. 2522 [13] ในที่สุดเมื่อสหรัฐฯ
ถอนตัวออกจากภูมิภาคนี้รัฐบาลกัมพูชาได้พ่ายแพ้ต่อเขมรแดงและกัมพูชาได้เปลี่ยนแปลงการปกครองไปเป็นระบอบสังคมนิยม
ในความขัดแย้งนี้มีผู้เสียชีวิตระหว่างสงครามกว่า 7 หมื่นคน
และเสียชีวิตเมื่อเขมรแดงที่นำโดยนายพลพต เข้ายึดครองกัมพูชาอีกกว่า 1.5 ล้านคน
- ไทย: ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
นั้นแนวความคิดในเรื่องของการปกครองระบอบคอมมิวนิสต์ได้เริ่มแพร่หลายเข้ามายังประเทศไทย
เมื่อ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2485 พรรคคอมมิวนิสต์ไทยได้ถือกำเนิดขึ้น
โดยมีวัตถุประสงค์คือ ต่อต้านญี่ปุ่นโดยประสานกับพรรคคอมมิวนิสต์จีน
เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2
ยุติลงการเคลื่อนไหวของพรรคมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเริ่มมีบทบาทมากขึ้นเรื่อย ๆ
เริ่มแรกเดิมทีได้รับการสนับสนุนจากเวียดนามต่อมาได้รับการสนับสนุนจากประเทศจีน
การขยายตัวของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย
ได้ส่งผลให้การดำเนินการของรัฐบาลในสมัยนั้นทำการปราบปรามอย่างรุนแรง
มีการออกกฏหมายคือ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์
ซึ่งมีโทษที่รุนแรงถึงขั้นประหารชีวิต เมื่อ 6 กรกฎาคม 2502 จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์
ได้สั่งประหารชีวิต นายศุภชัย ศรีสติ ข้อมีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์
และด้วยการปราบปรามอย่างหนักนี้เองได้ส่งผลให้พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเติบโตขึ้นเรื่อย
ๆ นำไปสู่ขั้นการทำสงครามปฏิวัติในที่สุด เมื่อ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2508
ได้เกิดการปะทะที่หมู่บ้านนาบัว ต.เรณู อ.ธาตุพนม จังหวัด นครพนม
ระหว่างกำลังติดอาวุธของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยกับตำรวจส่งผลให้
เกิดการสูญเสียทั้ง 2 ฝ่าย การเริ่มขั้นสงครามปฏิวัติในครั้งนี้รู้จักกันในนาม
วันเสียงปืนแตก
เมื่อการปราบปรามคอมมิวนิสต์ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องทำให้มีผู้คนการหลบหนีเข้าป่าเป็นจำนวนมากขึ้นเรื่อย
ทำให้การต่อสู้ขยายตัวออกเป็นวงกว้าง
เมื่อสหรัฐฯถอนตัวออกจากภูมิภาคนี้ทำให้หลายฝ่ายมีความเชื่อประเทศไทยจะรอดพ้นจากการล้มล้างระบอบการปกครองไปสู่ระบอบคอมมิวนิสต์
เพราะตั้งแต่การถอนตัวออกจากเวียดนามของประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาถอนกำลังหน่วยสุดท้ายออกจากเวียดนามใต้เมื่อวันที่
29 มีนาคม 2516 ต่อมาเมื่อ 1 มกราคม 2518 กรุงพนมเปญเมืองหลวงของเขมร
ตามมาด้วยกรุงไซ่ง่อน เมืองหลวงของเวียดนามใต้ แตกเมื่อ 30 เมษายน 2518
และกรุงพนมเปญได้แตกอีกครั้ง เมื่อ พล.อ.เทียนวันดุง ของเวียดนามได้นำกำลังกว่า 20
กองพล เข้ายึดเขมร เมื่อ 7 มกราคม 2522 หรือที่รู้จักกันในนาม ยุทธการบัวบาน
และนักการทหารหลายคนมีความเชื่อว่า
หลังจากเขมรแตกแล้วมีความเป็นไปได้ที่เวียดนามจะทำการรุกต่อมายังไทย
การที่ประเทศต่าง ๆ แตกกันเป็นทอด ๆ
นี้เองทำให้มีนักวิชาการไปกำหนดเป็นแนวคิดที่เรียกว่าทฤษฏีโดมิโน
โดยประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในความเชื่อที่ว่าจะแตกเป็นประเทศต่อไปในแนวคิดของทฤษฏีโดมิโน
เพราะกำลังพลมหาศาลของเวียดนามที่เคลื่อนเข้ามาประชิดชายแดนไทย
ทำให้เป็นการยากที่ประเทศไทยจะต้านทาน [14]
ในที่สุดรัฐบาลได้อาศัยความร่วมมือกับประเทศที่เป็นคอมมิวนิสต์ในการปราบคอมมิวนิสต์ในประเทศ
ซึ่งประเทศนั้นคือประเทศจีน
เป็นที่ทราบกันดีว่าการก่อความไม่สงบไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยใดจะสามารถดำเนินการต่อไปได้จะต้องได้รับการสนับสนุนจากผู้ให้การสนับสนุน
และในยุคนั้นจีนสามารถกล่าวได้ว่าเป็นผู้ให้การสนับสนุนรายใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย
เมื่อประเทศไทยสามารถเจรจาขอให้จีนยุติการสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยได้
ประเทศไทยเริ่มดำเนินการกดดันโดยใช้กำลังทหารอย่างหนัก
พร้อมทั้งออกนโยบายรองรับให้ผู้หลงผิดวางอาวุธกลับมาเป็นผู้พัฒนาชาติไทย
และนโยบายดังกล่าวคือ คำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 66/23 เรื่อง
นโยบายการต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์ และ คำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 65/25 เรื่อง
แผนรุกทางการเมือง
ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวได้นำพาประเทศไทยไปสู่บรรยากาศแห่งความปรองดองแห่งชาติในที่สุด
อ้างอิง
[1] "Yale Book of Quotations" (2006) Yale University Press, edited by Fred R.
Shapiro. อ้างถึงใน http://en.wikipedia.org/wiki/Cold_War
[2] http://en.wikipedia.org/wiki/Cold_War.
[3] ibid.
[4] Plano, Jack C. and Olton, Roy. The International Relations Dictionary. 3 rd
ed. ABC-CLIO, 1982. อ้างถึงใน ทองใบ ธีรานันทางกูร, สงครามเย็น:
เรื่องเก่านำมาเล่าใหม่ วารสารโรงเรียนนายเรือ, ปีที่ 5 ฉบับที่ 2, หน้าที่ 20.
[5] [2], op.cit.
[6] http://th.wikipedia.org/wiki/กำแพงเบอร์ลิน..
[7] ibid.
[8] http://th.wikipedia.org/wiki/สงครามเกาหลี.
[9] http://www.tv5.co.th/service/mod/heritage/nation/military/korea/korea.htm.
[10] http://www.cotf.edu/ete/modules/korea/kwar.html.
[11]
http://tortaharn.net/contents/index.php?option=com_content&task=view&id=23&Itemid=76.
[12] http://en.wikipedia.org/wiki/Vietnam_War_casualties.
[13] http://th.wikipedia.org/wiki/เขมรแดง.
[14]
http://tortaharn.net/contents/index.php?option=com_content&task=view&id=121&Itemid=75.
|