|

ไม่ทราบว่ามีเพื่อนร่วมอาชีพของผมท่านใดมีความรู้สึกเหมือนผมว่า
ทุกวันนี้ความรู้สึกของคนที่เป็นทหารนั้นมีความไม่มั่นคง
มีความสับสนในความเป็นวิชาชีพของตน จนมีคำถามขึ้นในใจเสมอๆ ว่าวันนี้เรา (ทหาร)
นั้นจะยืนกันตรงไหนของสังคมไทย เราควรจะยืนอย่างไร เราควรจะมีบทบาทอย่างไร
สิ่งที่ผมสังเกตได้และใกล้ตัวที่สุดคือ
ความสนใจและใจจดใจจ่อต่อคำสั่งการปรับย้ายข้าราชการทหารในห้วงเดือนเมษายน
และตุลาคมของทุกปี ในสมัยก่อนๆ
ทหารจะไม่รู้สึกอะไรกันมากนักเพราะทุกคนจะดำรงตำแหน่งของตนเองกันประมาณ 2 3 ปี
ถึงจะมีการปรับย้ายกันสักครั้งหนึ่ง แต่ปัจจุบันนั้นไม่ใช่ เรา (ทหารในทุกระดับ)
มีความกังวลใจต่อการปรัยย้ายกันทุก 6 เดือนหรือทุกครั้งที่มีการปรับย้าย
ดังจะสังเกตได้ว่าช่วงใกล้ฤดูปรับย้ายงานเอกสารจะมีการทำงานที่ช้าลง
มีการจับกลุ่มพูดคุยถึงเรื่องปรับย้ายกันบ่อยครั้ง
ส่วนหนึ่งที่สังเกตได้นั้นจะเกิดมาจาก
การปรับย้ายในปัจจุบันทุกคนมีโอกาสเท่ากัน
ไม่ว่าจะครองตำแหน่งนั้นมาแล้วนานเท่าไหร่ก็มีความเป็นไปได้ที่จะถูกย้ายเหมือนกัน
ทำให้เกิดสภาวะไม่มั่นคงในหน้าที่การงาน
และถ้าเขาเหล่านั้นเริ่มที่จะไม่มีหิริโอตัปปะ หรือ
ความละอายต่อบาปแล้วย่อมทำให้เกิดการวิ่งเต้นเส้นสาย
เพื่อให้ตนเองอยู่รอดปลอดภัยหรือ เพื่อให้ตนเองก้าวหน้า
โดยไม่สนใจความถูกต้องเหมาะสม ซึ่งปัจจุบันเรื่องราวในลักษณะนี้มีมากขึ้นตามลำดับ
ความจริงแล้วสาเหตุหลักประการหนึ่งของจุดยืนที่ไม่มั่นคงคือ
การเข้ามาแทรกแซงกองทัพโดยฝ่ายการเมืองมากกว่าสมัยก่อน
ซึ่งการเข้ามาของฝ่ายการเมืองนั้น ส่วนหนึ่งก็มาจากกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก
ซึ่งเมื่อเรา (ทหาร) เข้าใจถึงกระแสการเปลี่ยนแปลงโลก
แล้วจะเห็นได้ว่าการเบ่งบานของกระแสประชาธิปไตยเป็นสาเหตุหลักประการหนึ่งทำให้ทหารในทุก
ๆ ประเทศต้องหันมาทบทวนบทบาทของตนเอง
และเป็นแรงผลักให้ทหารเกิดจากความพยายามที่จะไปยืนในลักษณะที่เป็น ทหารอาชีพ
ทำให้ต้องทิ้งบทบาทจากความเกี่ยวพันในอำนาจที่มีต่อการบริหารประเทศอย่างที่เคยมีในอดีตไปสู่บทบาทของการเป็นกองทัพที่อยู่ภายใต้การบริหารของฝ่ายการเมือง
ดังนั้นเมื่อฝ่ายการเมืองก้าวเข้ามาสู่การกำหนดทิศทางโดยตรงต่อการบริหารจัดการในกองทัพ
ฝ่ายการเมืองสามารถให้คุณให้โทษกับทหารได้ ทหารหลายคนก็เริ่มที่จะขายจิตวิญญาณ
ขายอุดมการณ์ของตน ก้าวเข้าไปหาฝ่ายการเมืองเพื่อให้ตนเองได้ในสิ่งที่ต้องการ
ซึ่งนับได้ว่าเป็นการกระทำที่เลวร้ายและนำไปสู่การวิ่งเต้นเส้นสายอย่างไม่มีวันหยุด
และยังทำลายโครงสร้างที่เข้มแข็งของทหารที่มีอยู่ให้ย่ำแย่ลง
เพราะก่อให้เกิดความแตกแยกในหมู่สังคมทหาร
และที่แย่กว่านั้นก็คือการมีข่าวคราวของการใช้เงินซื้อตำแหน่ง
นอกจากนี้สิ่งที่แย่ลงไปอีกการวิ่งเต้นเส้นสายในหมู่ทหารเริ่มกลับกลายเป็นความรู้สึกที่ธรรมดาที่ใครๆ
ก็ทำกัน ผมมีโอกาสได้รับฟังจากน้องๆ
ร่วมอาชีพของผมว่าหลายคนมีทัศนคติที่จะไขว่คว้าให้ตนเองไปเป็น นายทหารคนสนิท
ของผู้บังคับบัญชาระดับสูง
เนื่องจากมองว่าตนเองอยู่ใกล้ชิดกับผู้บังคับบัญชาระดับสูงแล้วผู้บังคับบัญชาจะช่วยให้ตนเองไปลงในตำแหน่งที่ตนเองต้องการได้
ซึ่งเรื่องนี้มีหลายครั้งที่ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดผู้บังคับบัญชาระดับสูงได้รับโอกาสที่ดีแต่งตั้งให้มีหน้าที่การงานในตำแหน่งที่ดีข้ามหัวรุ่นพี่ไปหลายรุ่น
ในสมัยก่อนๆ นั้นค่านิยมในลักษณะนี้จะมีพบเห็นอยู่บ้างในนายทหารที่มีชั้นยศสูงๆ
แต่ปัจจุบันความคิดเหล่านี้ได้แพร่กระจายลงไปยังนายทหารเด็กๆ
เรื่องเหล่านี้ความจริงแล้วก็ไม่ใช่เรื่องที่ใหม่อะไรมากนักในกองทัพ
เพราะในอดีตก็มักจะมีผู้ที่วิ่งเต้นเส้นสายและกล่าวได้ว่าก้าวหน้าไปไกลกว่าคนที่ทำงานอย่างเดียว
ดังบางตัวอย่างที่ผมได้เคยเจอเองกับตัว
ในสมัยที่ผมเป็นนายทหารคนสนิทผู้บัญชาการทหารบก
มีนายทหารท่านหนึ่งชั้นยศพันเอกพิเศษ ได้เรียกผมเข้าไปพบแล้วกล่าวว่า
น้องพี่เองอาวุโสมากแล้ว อีกไม่กี่ปีจะเกษียณฯ แล้ว
พี่ขอเปิดประตูให้นายหน่อยได้มั้ย
ผมตอบไปว่า
ได้ครับ เพราะใครเปิดก็เหมือนกันครับ
หลังจากวันนั้นพี่ท่านนั้นก็มาเปิดประตูรถให้ผู้บัญชาการทหารบกทุกวัน
พร้อมกับเดินขึ้นบันไดไปส่งถึงหน้าห้องทุกวัน
จนวันหนึ่งพี่ท่านนั้นก็ได้เรียนถามผู้บัญชาการทหารบกว่า
ท่านครับ ว่านที่ผมให้ไปออกดอกรึยังครับ
ผู้บัญชาการทหารบกท่านยิ้มแต่ไม่ได้พูดอะไร
หลังจากนั้นไม่นานนายทหารท่านนั้นได้เป็นนายพลสมใจ
ทำให้ผมนึกแล้วสะท้อนใจว่ายังมีนายทหารอีกหลายนายที่ก้มหน้าก้มตาทำงานโดยที่ไม่มีใครรู้จักหน้าค่าตาเท่าไหร่
กลับไม่ได้รับโอกาสแต่คนที่ไปให้ได้เห็นหรือพบหน้าวันละหลายครั้งกับมีโอกาสมากกว่า
ความจริงแล้วการที่จะตำหนิพี่ท่านนั้นก็คงเป็นเรื่องที่อาจจะไม่ถูกนัก
ทั้งนี้เนื่องจากกองทัพเองไม่ได้มีทางออกสำหรับทหารที่อาวุโสขึ้นเรื่อย ๆ
ประกอบกับสังคมไทยก็ไม่ได้ให้ทางออกแก่ทหารที่สูงอายุขึ้น
เรื่องเหล่านี้แหละคือปัญหาหลักของกองทัพคือ
ทหารเมื่อรับราชการมาถึงช่วงหนึ่งแล้วประเทศและสังคมไทยต้องหาอาชีพให้กับทหารเหล่านี้
เพราะเขาเหล่านั้นได้เคยรับใช้ชาติมา
เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายมาเพื่อให้คนที่อยู่แนวหลังในประเทศมีความสุข
วันหนึ่งเมื่ออายุสูงขึ้นก็ไม่มีงานให้เขาทำ ตำแหน่งหน้าที่การงานมีให้น้อยลง
แต่กองทัพไม่รู้ว่าจะเอาทหารเหล่านี้จะไปไว้ที่ไหน
เลยต้องหาที่อยู่ไว้ในกองทัพในตำแหน่งที่เรียกว่าประจำ
การค้างอยู่ของทหารในกองทัพนั้นได้ส่งผลที่บานปลายอย่างใหญ่หลวงไม่ว่าจะเป็นเรื่องของงบประมาณที่ต้องใช้จ่ายเงินเดือนให้ทหารมากกว่า
70% แทนที่จะได้นำไปจัดหาระบบอาวุธ หรือพัฒนากองทัพให้ดีขึ้น
หรือผู้ที่อยู่ในตำแหน่งประจำเมื่อหลายคนพยายามที่จะกลับลงในตำแหน่งหลัก
ผู้ที่อยู่ในตำแหน่งหลักก็พยายามวิ่งเต้นให้ตนเองสามารถอยู่ในตำแหน่งได้ต่อไป
ตรงนี้ทำให้เกิดการวิ่งเต้นเส้นสายอย่างแพร่หลาย
ปัญหาที่ผมได้กล่าวมานั้นทางกองทัพควรที่จะทำการแก้ไขโดยด่วน
เพราะจะส่งผลโดยรวมต่อกองทัพ
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของประสิทธิภาพของกองทัพเองที่นับวันจะมีทหารแก่ประจำการเยอะ
หรือเรื่องของสัดส่วนที่สัมพันธ์กันระหว่างงบประมาณที่กองทัพได้รับกับงบประมาณที่กองทัพใช้พัฒนากองทัพว่าอยู่ในสัดส่วนที่สูงหรือต่ำอย่างไร
ทหารที่กองทัพผลิตเข้าประจำการกับวันที่เขาเหล่านั้นเกษียณอายุมีจำนวนที่พอ ๆ
กันยกเว้นแต่ผู้ที่เสียชิวิต โดยตัวเลขของผู้ที่ออกจากราชการก่อนเกษยณ์อายุ 60 ปี
ยังอยู่ในระดับที่ต่ำมาก
นอกเหนือจากกองทัพจะต้องหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาแล้ว
รัฐและสังคมไทยเองต้องมีส่วนร่วมและช่วยกันหาทางออก
ทั้งนี้เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับกองทัพ ให้กองทัพมีทหารที่หนุ่มแน่นแข็งแรง
โดยการรองรับทหารที่อาวุโส เข้าไปทำงาน
หรือรัฐหาทางออกให้โดยการสร้างวิชาชีพรองรับทหารเหล่านั้น
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ประเทศอื่นๆ ทั่วโลกได้ดำเนินการ
แต่เมืองไทยอาจจะหาแนวทางไม่เจอว่าจะดำเนินการต่อทหารอาวุโสที่ท่านเคยได้ปฏิบัติหน้าที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายมาเมื่อวัยหนุ่มและยังอยู่ในกองทัพว่าจะให้ท่านเหล่านั้นทำอย่างไร
ปัจจุบันสิ่งที่รัฐและกองทัพดำเนินการคือการตั้งโครงการเกษียณก่อนกำหนด
ซึ่งได้ผลเพียงเล็กน้อย เพราะหลายคนกังวลว่าออกไปแล้วจะอยู่อย่างไร
จะมีความมั่นคงไหม
หรือแม้กระทั่งว่ามีอะไรเป็นหลักประกันให้กับเขาเมื่อเขาตัดสินใจออกไป
เรื่องนี้ถ้าพิจารณาดีๆ ก็คงเป็นเรื่องละเอียดอ่อน
เพราะนายทหารอาวุโสที่เคยมีคุณาประการ
อาจจะรู้สึกว่าเขาเหล่านั้นไร้ค่าถึงได้ให้เขาออก
ความจริงแล้วรัฐต้องสร้างกระบวนการให้ทหารที่อาวุโสที่เมื่อถึงคราวที่เหมาะสมแล้วต้องออกนอกกองทัพก่อนการเกษียณให้มีความรู้สึกภูมิใจ
ว่าในอดีตเขาเหล่านั้นได้ทำหน้าที่อย่างมีคุณค่า
กระตุ้นให้สังคมยอมรับและต้อนรับเขาเหล่านั้นอย่างอบอุ่น
ซึ่งถ้าเขาได้รับเกียรติที่เหมาะสมแล้ว
ผมมีความเชื่อว่าหลายคนมีความอยากที่จะออกนอกกองทัพก่อนที่จะเกษียณอายุ
ประเด็นปัญหาอีกประการหนึ่งที่เรื่องนี้ไม่ได้รับการแก้ไขมากนัก
เพราะว่าการผลักดันจากผู้ที่มีอำนาจนั้นยังไม่มีการผลักดันอย่างแท้จริง
ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะว่าบุคคลที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำกองทัพได้นั้น
ส่วนใหญ่ก็จะบุคคลที่ใกล้จะเกษียณอายุ
ทำให้มีระยะเวลาในการบริหารจัดการกองทัพน้อยไม่สามารถกำหนดแผนงานระยะยาวได้
ประกอบกับปัญหาเรื่องนี้เป็นเรื่องที่กระทบต่อคนหมู่มาก
จนในที่สุดคนที่มีอำนาจแก้ไขหรือจัดการก็จะมีความรู้สึกว่าไม่เป็นเดี๋ยวก็เกษียณอายุแล้วให้คนที่จะก้าวขึ้นมาเป็นคนต่อไปทำดีกว่า
ซึ่งก็เป็นเรื่องที่คิดต่อกันมาเรื่อยๆ จนในที่สุดไม่มีใครทำอะไรกับเรื่องนี้
หรือถ้ามีก็ทำในสิ่งที่ไม่ได้แก้ปัญหาอะไรมากมายนัก
การที่ทหารหรือกองทัพไม่ได้มองปัญหาเหล่านี้หรือมองแล้วแต่ไม่ได้แก้อะไรมากนักอย่างเช่นในปัจจุบัน
จะทำให้ทหารประสบปัญหาเองในอนาคตอันใกล้ สาเหตุหลักประการหนึ่งคือ
สภาพสังคมในปัจจุบันมีการะแสการเปลี่ยนแปลงมากมาย
สิ่งหนึ่งที่เป็นเครื่องมือหลักในการบริหารจัดการของรัฐบาลคือ
การประเมินประสิทธิภาพการทำงาน
และกองทัพก็เป็นหนึ่งในหน่วยงานที่ต้องถูกประเมินประสิทธิภาพ
สิ่งที่ผมเคยประสบอยู่เสมอคือ การพยายามพูดหรือบ่ายเบี่ยงว่า
ฝ่ายบริหารเป็นพลเรือนจะมาเข้าใจทหารได้อย่างไร
ดังนั้นการประเมินที่ฝ่ายพลเรือนใช้นั้นไม่เหมาะกับทหาร
แต่ทหารก็ไม่ได้พยายามหามาตรการประเมินที่สร้างให้เกิดการยอมรับโดยทั่ว
เราชอบคิดว่า กองทัพเราเราประเมินเอง แต่เราก็ไม่มีความรู้ในการประเมิน
ซึ่งในที่สุดแล้ว กองทัพจะถูกจัดการโดยบุคคลภายนอกในที่สุด
เพราะเราไม่ได้ทำอะไรมากนัก
วันนี้ผมอยากจะฝากไว้ว่าประเทศหลายประเทศที่มีการพัฒนาแล้วนั้นได้ถูกประเมินโดยหน่วยงานภายนอกที่เป็นพลเรือน
เรามักจะหาข้ออ้างกันมาตลอด โดยไม่เคยมองหรือคิดไปว่า
ถ้าเรามีประสิทธิภาพจริงแล้วเราจะไปกลัวทำไมกับการประเมิน
ถ้าเราไม่ทำเองคนอื่นเขาจะมาทำแล้ววันนั้นไม่ใช่ใครหรอกครับที่จะเสียใจเรานั่นแหละครับที่จะเสียใจ
แล้วพี่ๆ
ที่เคยเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายมาเพื่อประเทศชาติอาจจะไม่ได้รับเกียรติหรือคุณค่าอะไรเลย
เพราะเรากันเองในกองทัพยังมองไม่เห็นแล้วคนอื่นจะมองเห็นค่าของเขาเหล่านั้นได้อย่างไร
เรื่องนี้ต้องกล่าวว่า Old Soldiers Never Die They just fade away.
ตามอมตะวาจาของ พล.อ.ดักลาส แมคอาเธอร์ ที่เคยกล่าวต่อหน้าสภาคองเกรสของสหรัฐฯ
เมื่อ 19 เม.ย. พ.ศ.2494 จริงๆ ครับ
|