Tortaharn.net

Thursday, 09 September 2010

รายการ
หน้าแรก
ความฝันอันสูงสุด
วัตถุประสงค์
บทความ
ประวัติศาสตร์ทหาร
หนังสือ
รู้จักทอทหาร
ทอทหาร Facebook
ทอทหาร Twitter
ติดต่อทอทหาร
เชื่อมโยง
ค้นหา
สมุดเยี่ยม
เพื่อนบ้านน่าสนใจ
Guru-ICT.com
ทหารดอทเน็ต
ตท.26/จปร.37
ประชาสรรค์
อานันท์
เวบมาสเตอร์
แก้ไขระบบ
บุคคลออนไลน์
ขณะนี้มี 52 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
เข้าสู่ระบบ
ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้ลงทะเบียน? ลงทะเบียนใหม่
ปฏิทิน
« มิถุนายน 2010  
อา. จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส.
  12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930     
เวลาปัจจุบัน
สถิติ
จำนวนสมาชิก : 6017
จำนวนข่าวสาร : 176
เว็บลิงค์: 21
ผู้เยี่ยมชม: 4241617
Syndicate
การศึกษาทางทหาร – การศึกษาทางทหารกับความสามารถหลักที่หายไป PDF พิมพ์ ส่งเมล
แก้ไขโดย ทอทหาร   
วันจันทร์ที่ 07 เมษายน พ.ศ.2551


    หลายๆ ท่านคงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าการศึกษาเป็นรากฐานที่สำคัญของคนในชาติ การศึกษาเป็นสิ่งที่เปรียบเสมือนเครื่องมือที่ช่วยให้คนในชาติมีความรู้และมีวิชาชีพหาเลี้ยงตัวได้ ดังนั้นการช่วยเหลือให้คนในชาติได้มีโอกาสรับการศึกษาที่สูงที่สุดที่เขาเหล่านั้นสามารถกระทำได้จึงเป็นสิ่งที่ดีที่สุด และถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างชาติให้มีความมั่นคงเจริญ และปลอดภัย กองทัพไทยเองก็ไม่ได้ต่างอะไรกับสถาบันอื่นๆ ในฐานะที่เป็นสถาบันหลักสถาบันหนึ่งของชาติที่มีส่วนช่วยในการขับเคลื่อนประเทศชาติให้มีความมั่นคงเจริญก้าวหน้าเมื่อเทียบกับนานาอารยะประเทศ ดังนั้นการศึกษาของกองทัพจึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งที่จะ หล่อหลอม ปลูกฝัง และสร้างกำลังพลของกองทัพให้มีความรู้ ความสามารถ และ ความชำนาญ ในหน้าที่ของตน

    การจัดการศึกษาทางทหารเป็นการจัดการศึกษาเฉพาะทางที่อาจจะมีความแตกต่างกับสถาบันการศึกษาอื่นๆ ที่เปิดการเรียนการสอน ดังตัวอย่างเช่น การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานของกองทัพไทย ที่มุ่งจัดการศึกษาเพื่อผลิตบุคลากรให้กับกองทัพไทย และยังต้องคำนึงถึงคุณวุฒิที่เทียบเท่ากับมาตรฐานภายนอก ที่เมื่อจบการศึกษาจากสถาบันการศึกษาทหารขั้นพื้นฐานไปแล้วสามารถใช้วุฒิการศึกษาที่เทียบเท่ากับสถาบันการศึกษาอื่นๆ ทั่วไป ทำให้การศึกษาของกองทัพไทยต้องมีการจัดรูปแบบให้มีลักษณะเฉพาะที่คำนึงถึงทั้งสองด้าน คือตามมาตรฐานการศึกษาของชาติ และ ความต้องการกำลังพลของกองทัพ

    อย่างไรก็ดีการศึกษาขั้นพื้นฐานของกองทัพเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยน่าห่วงใยมากเท่ากับการศึกษาเฉพาะทางด้านอื่นๆ มากนัก ถึงแม้ผู้ที่จบการศึกษามาจากสถาบันการศึกษาขั้นพื้นฐานของทหารมาอาจจะมีความสับสนว่าตนเองจบไปเป็นอะไรกันแน่ ระหว่างทหารหรือนักวิชาการ แต่ด้วยการควบคุมมาตรฐานการศึกษาจากทางฝั่งพลเรือนได้เข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมากในการประกันคุณภาพการศึกษาของสถาบันการศึกษาขั้นพื้นฐานของทหารทำให้ไม่น่าที่จะมีความกังวลใจมาเท่ากับการจัดการศึกษาในระดับกลางและระดับสูงของกองทัพไทย

    ในหลักสูตรทางทหารระดับกลางและระดับสูงนั้น ปัจจุบันที่กองทัพได้เปิดการเรียนการสอนมีอยู่หลายหลักสูตร มีทั้งเปิดการเรียนการสอนในกองบัญชาการกองทัพไทย (กองบัญชาการทหารสูงสุดเดิม) กองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ หลายหลักสูตรมีทั้งทหารอย่างเดียว และหลายหลักสูตรมีทั้งพลเรือนเรียนร่วมกับทหาร

    สาเหตุที่มีความน่าห่วงใยคือ การที่สถาบันการศึกษาระดับสูงของกองทัพไทยบางแห่งไม่มีบุคลากรที่ทำหน้าที่ในการสอนเป็นของตนเอง หรือกล่าวในภาษาที่ง่ายขึ้นคือไม่มีคนที่ทำหน้าที่เป็นครูหรืออาจารย์เป็นของตนเอง ทุกวันนี้สิ่งที่เป็นคือการเชิญผู้บรรยายจากภายนอก และถึงแม้จะเป็นการเชิญผู้บรรยายจากภายนอกที่มีความชำนาญ มีชื่อเสียงระดับประเทศมาบรรยายอยู่ตลอดเวลา แต่ผู้บรรยายเหล่านั้นมาบรรยายเพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้นเอง และมาบรรยายตามหัวข้อที่ทางสถาบันการศึกษานั้นๆ ให้ไป การดำเนินการดังกล่าวถึงจะเป็นสิ่งที่ดีที่ผู้ที่เข้ารับการศึกษาได้มีโอกาสฟังการบรรยายจากผู้ที่มีชื่อเสียงหรือผู้ที่มีความชำนาญในเรื่องนั้นๆ แต่สิ่งที่หายไปคือการบูรณาการในภาพรวม นอกจากนี้สถาบันการศึกษาระดับสูงของกองทัพไทยจะไม่มีองค์ความรู้อยู่ที่สถาบันของตนเองเลยเนื่องจากอาศัยแต่ผู้บรรยายภายนอก

    ความจริงแล้วการจัดการศึกษาในระดับสูงของกองทัพนั้นสามารถกล่าวได้ว่าเป็นการจัดการศึกษาที่มีลักษณะเป็นสหวิทยาการ (Multidisciplinary) มีความต้องการองค์ความรู้ที่มาจากศาสตร์หลายด้านผสมผสานเข้าด้วยกัน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการสนธิองค์ความรู้ในด้านต่างๆ เข้าด้วยกัน เพื่อนำไปสู่จุดหมายปลายทางคือ การให้สร้างให้ผู้เข้ารับการศึกษามีความรู้ความเข้าใจในกิจการการป้องกันประเทศและความมั่นคงแห่งชาติ ในด้านต่างๆ ไม่ว่าผู้ที่เข้ารับการศึกษาจะเป็นทหารหรือไม่ อย่างไรก็ดีการหาบุคลากรในลักษณะดังกล่าวเป็นเรื่องที่มีความยากยิ่ง และที่ผ่านมากองทัพไม่ได้มีความพยายามที่จะสร้างบุคลากรในลักษณะนี้ขึ้นมา ทำให้ในปัจจุบันจึงต้องอาศัยผู้บรรยายจากภายนอกเข้ามาบรรยายแล้วผู้ที่เข้ารับการศึกษาไปทำการวิเคราะห์สังเคราะห์ต่อกันเองตามประสบการณ์ที่ตนเองเองมี

    ส่วนหนึ่งของปัญหาดังกล่าวมีความเป็นไปได้ว่าวัฒนธรรมองค์กรและและค่านิยมของคนในองค์กร (ในที่นี้คือวัฒนธรรมและค่านิยมของทหาร) ที่ไม่ให้ความสำคัญกับด้านการศึกษามากนัก ดังจะเห็นได้จาก คำพูดที่พูดต่อๆ กันมาว่า “ผิดเป็นครู” ตั้งในอดีตจวบจนถึงปัจจุบัน ผู้ที่กระทำความผิดหรือการกระทำใดที่ยังไม่ถึงขึ้นที่จะปลดออกจากกองทัพจะทำการย้ายไปอยู่หน่วยการศึกษา ทำให้บุคคลที่ไม่มีความเหมาะสมที่จะเป็นตัวอย่างมาอยู่ในสถาบันการศึกษาของทหาร นอกจากนี้ทหารหลายคนมองเห็นความการศึกษามีความสำคัญตนเองจะต้องมีต้องได้โอกาสในการศึกษาแต่กลับไม่มีใครให้ความสำคัญกับกำลังพลที่ทำหน้าที่เป็นครูบาอาจารย์และผู้ประสิทประสาทวิชา

    สิ่งเหล่านี้ผมเองมีโอกาสได้สัมผัสจากสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัว ผมเองได้มีโอกาสพบเห็นประจำกับคุณครูที่เคยสอนผมตั้งแต่เตรียมทหารหลายท่านต้องไปอยู่หน้าห้องหรือสำนักงานของลูกศิษย์ หลายท่านต้องถูกประจำรอวันเกษียณ ทั้งนี้เนื่องจากกองทัพไม่มีเส้นทางให้คุณครูเหล่านี้เดินต่อไป นอกจากนี้กำลังพลระดับสูงที่ถูกปรับย้ายเข้ามาในหน่วยงานด้านการศึกษากองทัพหลายคนไม่เคยมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการศึกษามาก่อน หลายท่านปรับย้ายมาเพื่อให้ได้ยศสูงขึ้นแล้วรอวันที่จะได้ถูกปรับย้ายไปที่อื่นเพื่อให้มียศสูงขึ้นต่อไป

    ดังนั้นเมื่อตราบใดก็ตามหน่วยงานและสถาบันด้านการศึกษาของกองทัพไทยไม่ได้รับการดูแลไม่ได้รับความสำคัญจากกองทัพไทยแล้ว เรื่องต่างๆ ย่อมที่จะไม่ได้รับการแก้ไข ครูบาอาจารย์เมื่อรับราชการมาถึงจุดหนึ่งก็ต้องดิ้นรนขวนขวายเพื่อหาความก้าวหน้าของตนเอง เพราะถ้าไม่ทำจะไม่มีความก้าวหน้าต่อไปจะขยับไปไหนก็ไม่ได้ เรื่องเหล่านี้จึงเป็นเรื่องที่มีความตลกปนความเศร้า เพราะเราจะสร้างกองทัพและสังคมไทยให้มีความมั่นคงอยู่รอดปลอดภัย แต่เรากับไม่ได้ให้ความสำคัญกับการศึกษาภายในกองทัพไทยเท่าไหร่นัก สถาบันการศึกษาของทหารหลายแห่งที่เปิดการเรียนการสอนก็ทำกันมาในรูปแบบเดิมๆ หลายหลักสูตรยังคงเป็นหลักสูตรที่พัฒนามาจากแนวคิดก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง

    เรื่องนี้คงไม่ต้องถามใครที่ไหนไกลเมื่อผมและเพื่อนๆ ที่ผันตัวเองและก้าวเข้ามาเป็นนักวิชาการของกองทัพ (อันนี้อุปโลกตัวเองเพราะกองทัพอาจจะมองไม่เหมือนกับที่ผมและเพื่อนๆ มอง) นับวันจะไม่มีที่ให้ผมและเพื่อนไป ผมเองคุยกับเพื่อนว่าเราจะไปทำงานในตำแหน่งอะไรดีเมื่อเดินทางมาถึงวันนี้ไม่มีทางจะไป ทุกวันนี้ถูกผลักให้ไปทำหน้าที่ด้านบริหารซึ่งไม่ได้ใช้ความรู้ความสามารถที่กองทัพอุตส่าห์ส่งให้ไปเรียนมา และความรู้เหล่านี้ถ้าไม่มีโอกาสได้ใช้นานๆ นับวันจะค่อยๆ เลือนหายไป

    นอกจากกองทัพยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับผู้ที่ทำหน้าที่ประสิทธิประสาทวิชาในกองทัพแล้ว สิ่งที่เป็นปัญหาอีกประการหนึ่งคือ ค่านิยมในเรื่องของการยึดมั่นในยศฐาบรรดาศักดิ์ ซึ่งเรื่องเหล่านี้ส่วนหนึ่งนั้นมาจากการปลูกฝังความเชื่อในวัยเด็กที่ว่า “รุ่นพี่ที่เลวที่สุด ย่อมจะดีกว่ารุ่นน้องที่ดีทีสุด” ทำให้เกิดภาพของการไม่ยอมรับฟังความคิดของคนที่ยศน้อยกว่าถึงแม้เขาจะมีความรู้ความเข้าใจและความชำนาญในเรื่องบางเรื่องดีกว่า สิ่งที่เป็นเรื่องตลกปนเศร้าอีกประการหนึ่งคือ “ถ้าแต่งเครื่องแบบไปสอนหนังสือแล้วจะมีคนฟังน้อยกว่าถ้าคนคนนั้นใส่สูทผูกไท้ด์ไปสอนหนังสือ” นั่นคือทหารไม่ยอมรับความคิดเห็นของคนที่เป็นทหารด้วยกันแต่จะยอมรับความคิดเห็นของบุคคลภายนอกมากกว่าทั้งๆที่ บางคนสอนหนังสือภายนอกมีลูกศิษย์ที่มีอายุสูงกว่ามาก

    เมื่อการก้าวมาเป็นนักวิชาการและครูบาอาจารย์ในกองทัพจึงเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยมีกำลังพลคนไหนอยากที่จะเป็น โดยการทำงานสอนหนังสือและทำงานวิจัย เป็นเรื่องหลายคนกังวลจนในที่สุดจัดให้บุคคลภายนอกมาบรรยายน่าที่จะมีความสะดวกกว่าจะไปสอนเอง เพราะเป็นการผลักภาระไปให้คนอื่นแทน ซึ่งวันนี้ถ้าเราปล่อยให้อยู่ในสภาพนี้ไปเรื่อยๆ แล้ววิทยาการด้านการป้องกันประเทศและความมั่นคงจะค่อยๆ เลือนหายไป เนื้อหาจะมีความผิดเพี้ยนไปตามผู้บรรยายภายนอก ที่อาจจะไม่มีความเข้าใจในวิทยาการฯ นี้ดีนัก และผู้ที่เข้ารับการศึกษาจบการศึกษาไปในภายภาคหน้าประสบความสำเร็จแล้วกลับมาบรรยายในสถาบันการศึกษาทางทหารก็จะถ่ายทอดความเข้าใจที่ตนเองเข้าใจเป็นวัฎจักรไปเรื่อย ๆ เอวังก็ประการฉะนี้ ยังไงขอสักเรื่องให้ “ผิดเป็นครู” แล้วกันแก้กันวันนี้ยังไม่สายครับ……..

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( วันอังคารที่ 08 เมษายน พ.ศ.2551 )
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
| Tortaharn.net | Powered by Mambopixel.com |