|

หลายๆ
ท่านคงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าการศึกษาเป็นรากฐานที่สำคัญของคนในชาติ
การศึกษาเป็นสิ่งที่เปรียบเสมือนเครื่องมือที่ช่วยให้คนในชาติมีความรู้และมีวิชาชีพหาเลี้ยงตัวได้
ดังนั้นการช่วยเหลือให้คนในชาติได้มีโอกาสรับการศึกษาที่สูงที่สุดที่เขาเหล่านั้นสามารถกระทำได้จึงเป็นสิ่งที่ดีที่สุด
และถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างชาติให้มีความมั่นคงเจริญ และปลอดภัย
กองทัพไทยเองก็ไม่ได้ต่างอะไรกับสถาบันอื่นๆ
ในฐานะที่เป็นสถาบันหลักสถาบันหนึ่งของชาติที่มีส่วนช่วยในการขับเคลื่อนประเทศชาติให้มีความมั่นคงเจริญก้าวหน้าเมื่อเทียบกับนานาอารยะประเทศ
ดังนั้นการศึกษาของกองทัพจึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งที่จะ หล่อหลอม
ปลูกฝัง และสร้างกำลังพลของกองทัพให้มีความรู้ ความสามารถ และ ความชำนาญ
ในหน้าที่ของตน
การจัดการศึกษาทางทหารเป็นการจัดการศึกษาเฉพาะทางที่อาจจะมีความแตกต่างกับสถาบันการศึกษาอื่นๆ
ที่เปิดการเรียนการสอน ดังตัวอย่างเช่น การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานของกองทัพไทย
ที่มุ่งจัดการศึกษาเพื่อผลิตบุคลากรให้กับกองทัพไทย
และยังต้องคำนึงถึงคุณวุฒิที่เทียบเท่ากับมาตรฐานภายนอก
ที่เมื่อจบการศึกษาจากสถาบันการศึกษาทหารขั้นพื้นฐานไปแล้วสามารถใช้วุฒิการศึกษาที่เทียบเท่ากับสถาบันการศึกษาอื่นๆ
ทั่วไป
ทำให้การศึกษาของกองทัพไทยต้องมีการจัดรูปแบบให้มีลักษณะเฉพาะที่คำนึงถึงทั้งสองด้าน
คือตามมาตรฐานการศึกษาของชาติ และ ความต้องการกำลังพลของกองทัพ
อย่างไรก็ดีการศึกษาขั้นพื้นฐานของกองทัพเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยน่าห่วงใยมากเท่ากับการศึกษาเฉพาะทางด้านอื่นๆ
มากนัก
ถึงแม้ผู้ที่จบการศึกษามาจากสถาบันการศึกษาขั้นพื้นฐานของทหารมาอาจจะมีความสับสนว่าตนเองจบไปเป็นอะไรกันแน่
ระหว่างทหารหรือนักวิชาการ
แต่ด้วยการควบคุมมาตรฐานการศึกษาจากทางฝั่งพลเรือนได้เข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมากในการประกันคุณภาพการศึกษาของสถาบันการศึกษาขั้นพื้นฐานของทหารทำให้ไม่น่าที่จะมีความกังวลใจมาเท่ากับการจัดการศึกษาในระดับกลางและระดับสูงของกองทัพไทย
ในหลักสูตรทางทหารระดับกลางและระดับสูงนั้น
ปัจจุบันที่กองทัพได้เปิดการเรียนการสอนมีอยู่หลายหลักสูตร
มีทั้งเปิดการเรียนการสอนในกองบัญชาการกองทัพไทย (กองบัญชาการทหารสูงสุดเดิม)
กองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ หลายหลักสูตรมีทั้งทหารอย่างเดียว
และหลายหลักสูตรมีทั้งพลเรือนเรียนร่วมกับทหาร
สาเหตุที่มีความน่าห่วงใยคือ
การที่สถาบันการศึกษาระดับสูงของกองทัพไทยบางแห่งไม่มีบุคลากรที่ทำหน้าที่ในการสอนเป็นของตนเอง
หรือกล่าวในภาษาที่ง่ายขึ้นคือไม่มีคนที่ทำหน้าที่เป็นครูหรืออาจารย์เป็นของตนเอง
ทุกวันนี้สิ่งที่เป็นคือการเชิญผู้บรรยายจากภายนอก
และถึงแม้จะเป็นการเชิญผู้บรรยายจากภายนอกที่มีความชำนาญ
มีชื่อเสียงระดับประเทศมาบรรยายอยู่ตลอดเวลา
แต่ผู้บรรยายเหล่านั้นมาบรรยายเพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้นเอง
และมาบรรยายตามหัวข้อที่ทางสถาบันการศึกษานั้นๆ ให้ไป
การดำเนินการดังกล่าวถึงจะเป็นสิ่งที่ดีที่ผู้ที่เข้ารับการศึกษาได้มีโอกาสฟังการบรรยายจากผู้ที่มีชื่อเสียงหรือผู้ที่มีความชำนาญในเรื่องนั้นๆ
แต่สิ่งที่หายไปคือการบูรณาการในภาพรวม
นอกจากนี้สถาบันการศึกษาระดับสูงของกองทัพไทยจะไม่มีองค์ความรู้อยู่ที่สถาบันของตนเองเลยเนื่องจากอาศัยแต่ผู้บรรยายภายนอก
ความจริงแล้วการจัดการศึกษาในระดับสูงของกองทัพนั้นสามารถกล่าวได้ว่าเป็นการจัดการศึกษาที่มีลักษณะเป็นสหวิทยาการ
(Multidisciplinary)
มีความต้องการองค์ความรู้ที่มาจากศาสตร์หลายด้านผสมผสานเข้าด้วยกัน
จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการสนธิองค์ความรู้ในด้านต่างๆ เข้าด้วยกัน
เพื่อนำไปสู่จุดหมายปลายทางคือ
การให้สร้างให้ผู้เข้ารับการศึกษามีความรู้ความเข้าใจในกิจการการป้องกันประเทศและความมั่นคงแห่งชาติ
ในด้านต่างๆ ไม่ว่าผู้ที่เข้ารับการศึกษาจะเป็นทหารหรือไม่
อย่างไรก็ดีการหาบุคลากรในลักษณะดังกล่าวเป็นเรื่องที่มีความยากยิ่ง
และที่ผ่านมากองทัพไม่ได้มีความพยายามที่จะสร้างบุคลากรในลักษณะนี้ขึ้นมา
ทำให้ในปัจจุบันจึงต้องอาศัยผู้บรรยายจากภายนอกเข้ามาบรรยายแล้วผู้ที่เข้ารับการศึกษาไปทำการวิเคราะห์สังเคราะห์ต่อกันเองตามประสบการณ์ที่ตนเองเองมี
ส่วนหนึ่งของปัญหาดังกล่าวมีความเป็นไปได้ว่าวัฒนธรรมองค์กรและและค่านิยมของคนในองค์กร
(ในที่นี้คือวัฒนธรรมและค่านิยมของทหาร) ที่ไม่ให้ความสำคัญกับด้านการศึกษามากนัก
ดังจะเห็นได้จาก คำพูดที่พูดต่อๆ กันมาว่า ผิดเป็นครู
ตั้งในอดีตจวบจนถึงปัจจุบัน
ผู้ที่กระทำความผิดหรือการกระทำใดที่ยังไม่ถึงขึ้นที่จะปลดออกจากกองทัพจะทำการย้ายไปอยู่หน่วยการศึกษา
ทำให้บุคคลที่ไม่มีความเหมาะสมที่จะเป็นตัวอย่างมาอยู่ในสถาบันการศึกษาของทหาร
นอกจากนี้ทหารหลายคนมองเห็นความการศึกษามีความสำคัญตนเองจะต้องมีต้องได้โอกาสในการศึกษาแต่กลับไม่มีใครให้ความสำคัญกับกำลังพลที่ทำหน้าที่เป็นครูบาอาจารย์และผู้ประสิทประสาทวิชา
สิ่งเหล่านี้ผมเองมีโอกาสได้สัมผัสจากสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัว
ผมเองได้มีโอกาสพบเห็นประจำกับคุณครูที่เคยสอนผมตั้งแต่เตรียมทหารหลายท่านต้องไปอยู่หน้าห้องหรือสำนักงานของลูกศิษย์
หลายท่านต้องถูกประจำรอวันเกษียณ
ทั้งนี้เนื่องจากกองทัพไม่มีเส้นทางให้คุณครูเหล่านี้เดินต่อไป
นอกจากนี้กำลังพลระดับสูงที่ถูกปรับย้ายเข้ามาในหน่วยงานด้านการศึกษากองทัพหลายคนไม่เคยมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการศึกษามาก่อน
หลายท่านปรับย้ายมาเพื่อให้ได้ยศสูงขึ้นแล้วรอวันที่จะได้ถูกปรับย้ายไปที่อื่นเพื่อให้มียศสูงขึ้นต่อไป
ดังนั้นเมื่อตราบใดก็ตามหน่วยงานและสถาบันด้านการศึกษาของกองทัพไทยไม่ได้รับการดูแลไม่ได้รับความสำคัญจากกองทัพไทยแล้ว
เรื่องต่างๆ ย่อมที่จะไม่ได้รับการแก้ไข
ครูบาอาจารย์เมื่อรับราชการมาถึงจุดหนึ่งก็ต้องดิ้นรนขวนขวายเพื่อหาความก้าวหน้าของตนเอง
เพราะถ้าไม่ทำจะไม่มีความก้าวหน้าต่อไปจะขยับไปไหนก็ไม่ได้
เรื่องเหล่านี้จึงเป็นเรื่องที่มีความตลกปนความเศร้า
เพราะเราจะสร้างกองทัพและสังคมไทยให้มีความมั่นคงอยู่รอดปลอดภัย
แต่เรากับไม่ได้ให้ความสำคัญกับการศึกษาภายในกองทัพไทยเท่าไหร่นัก
สถาบันการศึกษาของทหารหลายแห่งที่เปิดการเรียนการสอนก็ทำกันมาในรูปแบบเดิมๆ
หลายหลักสูตรยังคงเป็นหลักสูตรที่พัฒนามาจากแนวคิดก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง
เรื่องนี้คงไม่ต้องถามใครที่ไหนไกลเมื่อผมและเพื่อนๆ
ที่ผันตัวเองและก้าวเข้ามาเป็นนักวิชาการของกองทัพ
(อันนี้อุปโลกตัวเองเพราะกองทัพอาจจะมองไม่เหมือนกับที่ผมและเพื่อนๆ มอง)
นับวันจะไม่มีที่ให้ผมและเพื่อนไป
ผมเองคุยกับเพื่อนว่าเราจะไปทำงานในตำแหน่งอะไรดีเมื่อเดินทางมาถึงวันนี้ไม่มีทางจะไป
ทุกวันนี้ถูกผลักให้ไปทำหน้าที่ด้านบริหารซึ่งไม่ได้ใช้ความรู้ความสามารถที่กองทัพอุตส่าห์ส่งให้ไปเรียนมา
และความรู้เหล่านี้ถ้าไม่มีโอกาสได้ใช้นานๆ นับวันจะค่อยๆ เลือนหายไป
นอกจากกองทัพยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับผู้ที่ทำหน้าที่ประสิทธิประสาทวิชาในกองทัพแล้ว
สิ่งที่เป็นปัญหาอีกประการหนึ่งคือ ค่านิยมในเรื่องของการยึดมั่นในยศฐาบรรดาศักดิ์
ซึ่งเรื่องเหล่านี้ส่วนหนึ่งนั้นมาจากการปลูกฝังความเชื่อในวัยเด็กที่ว่า
รุ่นพี่ที่เลวที่สุด ย่อมจะดีกว่ารุ่นน้องที่ดีทีสุด
ทำให้เกิดภาพของการไม่ยอมรับฟังความคิดของคนที่ยศน้อยกว่าถึงแม้เขาจะมีความรู้ความเข้าใจและความชำนาญในเรื่องบางเรื่องดีกว่า
สิ่งที่เป็นเรื่องตลกปนเศร้าอีกประการหนึ่งคือ
ถ้าแต่งเครื่องแบบไปสอนหนังสือแล้วจะมีคนฟังน้อยกว่าถ้าคนคนนั้นใส่สูทผูกไท้ด์ไปสอนหนังสือ
นั่นคือทหารไม่ยอมรับความคิดเห็นของคนที่เป็นทหารด้วยกันแต่จะยอมรับความคิดเห็นของบุคคลภายนอกมากกว่าทั้งๆที่
บางคนสอนหนังสือภายนอกมีลูกศิษย์ที่มีอายุสูงกว่ามาก
เมื่อการก้าวมาเป็นนักวิชาการและครูบาอาจารย์ในกองทัพจึงเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยมีกำลังพลคนไหนอยากที่จะเป็น
โดยการทำงานสอนหนังสือและทำงานวิจัย
เป็นเรื่องหลายคนกังวลจนในที่สุดจัดให้บุคคลภายนอกมาบรรยายน่าที่จะมีความสะดวกกว่าจะไปสอนเอง
เพราะเป็นการผลักภาระไปให้คนอื่นแทน
ซึ่งวันนี้ถ้าเราปล่อยให้อยู่ในสภาพนี้ไปเรื่อยๆ
แล้ววิทยาการด้านการป้องกันประเทศและความมั่นคงจะค่อยๆ เลือนหายไป
เนื้อหาจะมีความผิดเพี้ยนไปตามผู้บรรยายภายนอก ที่อาจจะไม่มีความเข้าใจในวิทยาการฯ
นี้ดีนัก
และผู้ที่เข้ารับการศึกษาจบการศึกษาไปในภายภาคหน้าประสบความสำเร็จแล้วกลับมาบรรยายในสถาบันการศึกษาทางทหารก็จะถ่ายทอดความเข้าใจที่ตนเองเข้าใจเป็นวัฎจักรไปเรื่อย
ๆ เอวังก็ประการฉะนี้ ยังไงขอสักเรื่องให้ ผิดเป็นครู
แล้วกันแก้กันวันนี้ยังไม่สายครับ
..
|