Tortaharn.net

Thursday, 09 September 2010

รายการ
หน้าแรก
ความฝันอันสูงสุด
วัตถุประสงค์
บทความ
ประวัติศาสตร์ทหาร
หนังสือ
รู้จักทอทหาร
ทอทหาร Facebook
ทอทหาร Twitter
ติดต่อทอทหาร
เชื่อมโยง
ค้นหา
สมุดเยี่ยม
เพื่อนบ้านน่าสนใจ
Guru-ICT.com
ทหารดอทเน็ต
ตท.26/จปร.37
ประชาสรรค์
อานันท์
เวบมาสเตอร์
แก้ไขระบบ
บุคคลออนไลน์
ขณะนี้มี 54 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
เข้าสู่ระบบ
ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้ลงทะเบียน? ลงทะเบียนใหม่
ปฏิทิน
« มิถุนายน 2010  
อา. จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส.
  12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930     
เวลาปัจจุบัน
สถิติ
จำนวนสมาชิก : 6017
จำนวนข่าวสาร : 176
เว็บลิงค์: 21
ผู้เยี่ยมชม: 4241625
Syndicate
การจัดการกำลังพล – เมื่อไม่มีสนามรบให้ทหาร PDF พิมพ์ ส่งเมล
แก้ไขโดย ทอทหาร   
วันอาทิตย์ที่ 20 เมษายน พ.ศ.2551


        ผมเชื่อว่าหลายๆ ท่านอาจจะได้ยินว่ามีกล่าวถึงนายทหารชั้นนายพลของกองทัพว่ากองทัพไทยมีนายพลจำนวนมากที่สุดในโลก ซึ่งการกล่าวในลักษณะนี้ถ้าจะว่าไปก็อาจจะไม่ผิดนัก แต่สิ่งสำคัญที่ผมอยากจะกล่าวถึงเรื่องนี้เพราะบริบทของกองทัพแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน ทำให้มุมมองในเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องมีคำอธิบาย หรือทำให้คนไทยในสังคมทราบถึงสาเหตุและปัญหาว่ากองทัพไทยมีความจำเป็นอย่างไรที่จะต้องกระทำในสิ่งดังกล่าว

        ความจริงแล้วปัญหาในเรื่องของการจัดการกำลังพลของกองทัพเป็นปัญหาที่มีมาช้านาน ซึ่งสาเหตุหลักที่นำไปสู่การจัดการกำลังพลที่ไม่มีประสิทธิภาพคือ

        1) การผลิตนายทหารหลักในสัดส่วนที่ไม่เหมาะสม: ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองยุติลง ประเทศต่างๆ ในโลกได้ก้าวเข้าสู่ยุคสงครามเย็นที่ต่างเตรียมสะสมกำลังเพื่อนำไปสู่ความมั่นคงแห่งชาติตน เพราะประเทศที่กำลังพัฒนาต่างได้ถูกใช้พื้นที่เป็นพื้นที่สงครามตัวแทน (Proxy War) ซึ่งประเทศไทยเองก็ไม่แตกต่างจากประเทศอื่นที่ต้องอยู่ในสภาวะของการที่คนไทยใช้อาวุธประหัตประหารกันเองเป็นระยะเวลาร่วม 20 ปี และด้วยเหตุนี้เองกองทัพไทยในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านความมั่นจึงต้องผลิตนายทหารหลักจำนวนมากเพื่อไป นำหน่วยและกำลังพลต่างๆ เข้าทำการรบหรือการปฏิบัติการทางทหารต่างๆ ทำให้มีการผลิตนักเรียนนายร้อยเข้าประจำการแต่ละรุ่นประมาณรุ่นละ 300 กว่านาย เป็นเวลากว่า 10 ปี ต่อมาเมื่อสงครามเย็นยุติลงอย่างปัจุบันทันด่วน ทำให้สัดส่วนของการผลิต บรรจุ และเกษียณอายุราชการ มีความผิดเพี้ยนไปจากที่ควรจะเป็น

        2) การไม่มีระบบรองรับสำหรับการเกษียณอายุก่อน 60 ปี: เนื่องจากสถาบันทหารเป็นสถาบันที่มีความเป็นมาที่ยาวนานคู่กับประเทศไทย จึงส่งผลให้มีการสืบสานจารีตประเพณี วัฒนธรรมองค์กร และแบบธรรมเนียมทหาร ที่มีมาตั้งแต่อดีตกาล รวมถึงค่านิยมที่ว่า “สิบพ่อค้าไม่เท่าหนึ่งพระเลี้ยง” ถูกปลูงฝังลงให้อยู่ในก้นบึงของจิตใต้สำนึกและความเชื่อ ทำให้คนที่เป็นทหารไม่มีความคิดที่จะไปประกอบอาชีพอื่นนอกเหนือจากการเป็นทหาร ดังนั้นโครงการที่กองทัพได้จัดขึ้นรองรับสำหรับการเกษียณอายุก่อน 60 ปี จึงยังไม่เป็นที่ยอมรับและประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดไว้นัก นอกจากนี้โครงการสำหรับการเกษียณอายุก่อน 60 ปี ยังเป็นการดำเนินการที่คิดยังไม่ได้ครอบคลุมในทุกๆ ด้านมากนัก ทั้งนี้เพราะการที่จะให้ทหารหนึ่งคนเดินหันหลังให้กับอาชีพที่เขามีความเชื่อมั่นและยึดถือมาตลอดชีวิต จึงเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก เพราะเขาเหล่านั้นจะต้องออกไปจากกองทัพเพื่อเผชิญกับชีวิตใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม และภายนอกนั้นก็ไม่ได้เข้าใจสิ่งที่เขาได้เสี่ยง เสียสละเมื่อในอดีตและให้เกียรติเขาเหล่านั้นเท่ากับที่เขาได้รับจากกองทัพในปัจจุบัน ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้แล้วใครจะเป็นคนที่ลาออกเพื่อที่จะเกษียณอายุก่อน 60 ปี

        3) การไม่ดำเนินการแก้ไขปัญหากการจัดกำลังพลอย่างจริงจัง: ปัญหาการจัดการกำลังพลเป็นเรื่องที่มีมายาวนาน ปัจจุบันกองทัพต้องใช้งบประมาณกว่า 70% สำหรับเป็นจ่ายเงินเดือนให้กับกำลังทั้งกองทัพ ทำให้มีงบประมาณเหลือเพียง 30% ไปพัฒนากองทัพ ซึ่งถ้าปล่อยให้ปัญหานี้ไม่ได้รับแก้ไขไปเรื่อยๆ กองทัพจะมีขีดความสามารถที่ลดลงไปตามลำดับจนในที่สุดจะยุบตัวลงเพราะกองทัพไม่ได้รับการพัฒนาในสัดส่วนที่ดีพอ ดังนั้นเมื่อปัญหาการจัดการกำลังพลไม่ได้รับการแก้ไขที่จริงจังอะไรนักจากผู้ที่มีอำนาจ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะการดำรงอยู่ของผู้ที่มีอำนาจนั้นมีระยะเวลาที่สั้นและค่านิยมของคนไทยมักจะไม่เมื่อขึ้นมาเป็นผู้ที่มีอำนาจมักจะไม่สานต่อนโยบาย ทำให้ปัญหาดังกล่าวไม่ได้รับการเหลียวแลเท่าไหร่นัก นอกจากนี้เมื่อผู้ที่มีอำนาจขึ้นมามีอำนาจแล้วมักจะไม่ค่อยอยากที่จะออกนโยบายที่ส่งผลกระทบต่อกำลังพลส่วนใหญ่มากนัก ส่วนหนึ่งอาจะจะกลัวการเกลียดชังกล้วการว่ากล่าวและมักจะคิดว่าอีกไม่กี่ปีจะเกษียณแล้วให้ปล่อยให้เป็นปัญหาของคนรุ่นหลังดีกว่า ปัญหาการจัดการกำลังพลจึงเป็นเรื่องที่ไม่ได้การใส่ใจเท่าที่ควร

        เมื่อกองทัพไม่สามารถที่จะจัดการเกี่ยวกับกำลังพลได้อย่างมีประสิทธิภาพเพราะส่วนหนึ่งนั้นยังไม่มีทางออกให้กับผู้ที่ได้ผ่านการเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายและเสียสละแทนคนอื่นมาในช่วงหนึ่งของชีวิต สิ่งที่ตามมาย่อมจะนำไปสู่ปัญหาสำคัญต่างๆ ดังนี้

        1) กองทัพมีขีดความสามารถที่ต่ำลง: การที่ไม่ได้รับการเลื่อนขั้นให้สูงขึ้นนั้นจะส่งผลที่สำคัญคือ ทหารที่ประจำการอยู่มีอายุที่สูงขึ้น เพราะไม่สามารถบรรจุทหารที่หนุ่มมาทดแทน ทำให้มีขีดความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่ลดลง ดังตัวอย่าง เช่น ทหารรบพิเศษควรที่จะเป็นทหารหนุ่มที่มีความเข้มแข็งทนทรหด เพราะต้องเป็นหน่วยที่ต้องปฏิบัติการได้ในทุกสถานที่และส่วนใหญ่ต้องปฏิบัติงานในพื้นที่นอกประเทศ แต่ถ้าเรามีแต่ทหารรบพิเศษที่อายุมาก ๆ ย่อมจะส่งผลให้ขีดความสามารถโดยรวมของหน่วยรบพิเศษลดลง ซึ่งถ้าวิกฤตมากๆ ก็จะนำไปสู่การปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ตามที่รับมอบ และส่งผลโดยรวมในที่สุด

        2) นำไปสู่การวิ่งเต้นเส้นสาย: การที่กองทัพไม่มีระบบที่รองรับการเกษียณอายุก่อน 60 ปี ย่อมจะส่งผลให้มีทหารที่ประจำการสูงอายุแต่ไม่มีตำแหน่งหน้าที่จะให้ทำ เนื่องจากโครงสร้างของกองทัพซึ่งมีความเหมือนกับหน่วยงานทั่วๆ ไปคือ มีลักษณะเป็นปิรามิด ตำแหน่งหน้าที่ตามโครงสร้างจึงมีน้อยลงเมื่อมีระดับสูงขึ้น ดังนั้นเมื่อโครงสร้างกองทัพมีลักษณะเป็นปิรามิด แต่ทหารที่มีไม่ได้ลดลงตามช่วงอายุ ในขณะที่กองทัพได้หาทางออกด้วยการเลื่อนยศให้ทหารที่สูงอายุมีอาวุโสได้มีชั้นยศที่สูงขึ้นแต่ไม่ได้มีตำแหน่งหน้าที่การงานให้ จึงเปิดตำแหน่งที่รู้จักกันในนามตำแหน่ง “ประจำ” ขึ้น เพื่อเป็นทางออก (ซึ่งความจริงแล้วการอยู่ในตำแหน่งประจำก็ไม่ได้หมายความว่าผู้นั้นมีความผิดหรือไม่มีประสิทธิภาพในการทำงานดังที่หลายคนเข้าใจ แต่ประจำเพราะกองทัพไม่มีตำแหน่งให้) และการที่มีตำแหน่งประจำในสัดส่วนที่มากย่อมจะมีปัญหาตามมาคือ ถ้าคนที่ไม่มีคุณธรรมจริยธรรมเพียงพอก็จะเกิดความรู้สึกอยากจะได้ดำรงตำแหน่งหลักและพยายามทุกวิถีทางที่จะให้ตนเองได้อยู่ในตำแหน่งหลัก อันนำไปสู่การวิ่งเต้นเส้นสาย ซึ่งผลที่ตามมาคือการวิ่งเต้นเส้นสายจึงแพร่กระจายไปในทุกที่และทุกครั้งที่มีการปรับย้าย และเป็นปัญหาที่มีอย่างไม่จบสิ้น

        3) ขวัญและกำลังใจของกำลังพลตกต่ำ: การที่ทหารที่รับราชการมาช่วงหนึ่งแล้วไม่สามารถเลื่อนยศให้สูงขึ้นหรือมีความก้าวหน้า ย่อมจะนำไปสู่ขวัญและกำลังใจตกต่ำ โดยขวัญและกำลังใจนี้ถือได้ว่าเป็นอำนาจกำลังรบที่ไม่มีตัวตน ซึ่งเป็นสิ่งที่ใช้บ่งชี้ประการหนึ่งของความเข้มแข็งของกองทัพในการที่จะปฏิบัติหน้าที่และเมื่อเผชิญต่ออริราชศัตรู

        เมื่อปัญหาการจัดการกำลังพลเป็นปัญหาที่ยิ่งใหญ่ที่อยู่คู่กับกองทัพและยังไม่ได้รับการแก้ไขให้เกิดอย่างเป็นรูปธรรมแนวการหาแนวทางในการแก้ไขจึงเป็นเรื่องที่จำเป็น ซึ่งทางออกที่เป็นไปได้ที่จะนำไปสู่การแก้ไขสามารถดำเนินการได้ดังนี้   

        1) จัดทำโครงการรองรับการเกษียณอายุก่อน 60 ปี: สิ่งสำคัญประการแรกที่ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดการกำลังพลจะต้องจัดทำโครงการรองรับสำหรับการเกษียณอายุก่อน 60 ปีให้เกิดอย่างเป็นรูปธรรม โดยโครงการที่จัดทำขึ้นมานี้จะต้องมีกลไกเพื่อทำให้เกิดความเชื่อมั่นว่ากำลังที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับสิทธิประโยชน์อย่างไร กำลังพลที่สนใจสามารถที่จะไปเริ่มงานในอาชีพอื่นอย่างไรได้บ้าง การช่วยหาอาชีพใหม่รองรับ และการดำเนินอื่นๆ ที่จะช่วยให้ผู้เข้าร่วมโครงการเตรียมตัวเพื่อการเกษียณอายุก่อน 60 ปี

        2) รณรงค์ให้มีการเกษียณอายุก่อน 60 ปี: การรณรงค์ให้มีการเกษียณอายุก่อน 60 ปี เป็นเรื่องที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องผลักดันและขับเคลื่อนให้เกิดเป็นรูปธรรม ดังนั้นการให้ข้อมูลข่าวสารที่ชัดเจนจะนำมาซึ่งความเข้าใจที่ถูกต้องว่าการเข้าร่วมโครงการเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ การเป็นทหารนั้นไม่จำเป็นต้องอยู่ในเครื่องแบบเสมอไป การส่งเสริมให้เกษียณอายุก่อน 60 ปีเป็นแนวคิดที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายในกองทัพ จัดชุดรณรงค์เคลื่อนที่และศูนย์ให้ข้อมูลกำลังพลที่มีความสนใจ

        3) ยกย่องให้เกียรติผู้ที่เกษียณอายุก่อน 60 ปี ในทางที่เป็นรูปธรรม: การสร้างความรู้สึกให้ผู้ที่เข้าโครงการเกษียณอายุก่อน 60 ปี ว่าไม่ได้ถูกกองทัพไล่ หรือถูกกองทัพทอดทิ้ง กองทัพจะต้องสร้างสภาวะแวดล้อมให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมว่าผู้ที่เข้าโครงการเกษียณอายุก่อน 60 ปีจะได้รับการยกย่องหลังจากที่เขาได้ออกจากกองทัพไปแล้ว ได้รับเกียรติเทียบเท่ากับทหารที่ยังประจำการอยู่ รวมถึงการประชาสัมพันธ์ให้กับภายนอกได้ทราบว่าผู้ที่เข้าโครงการเกษียณอายุก่อน 60 ปีอย่างสม่ำเสมอ เป็นผู้ที่เคยเสียสละเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเพื่อส่วนรวมและประเทศชาติมาก่อน

        4) มีธรรมาภิบาลในงานสายกำลังพล: ถ้ากองทัพสามารถมีระบบการบริหารงานกำลังพลที่มีความโปร่งใส มีธรรมาภิบาลอย่างจริงจังแล้ว การยอมรับในระบบก็จะเกิดขึ้นและนำไปสู่ความเชื่อมั่นในกระบวนการสรรหา เลื่อนยศ ปลด ย้าย ที่มีความเป็นธรรม ย่อมจะนำมาซึ่งการตัดสินใจในการเข้าร่วมโครงการเกษียณอายุก่อน 60 ปี มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้เพราะว่ากำลังจะทราบดีถึงขีดความสามารถของตนเอง ทราบดีถึงความเหมาะสมที่จะอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อในกองทัพหรือออกไปประกอบอาชีพใหม่ และกำลังพลที่จะคิดวิ่งเต้นเส้นสายจะทราบดีว่าตนเองไม่สามารถวิ่งเต้นได้ดังนั้นออกจากองทัพไปหาอาชีพใหม่ดีกว่าที่จะอยู่ในกองทัพต่อไป อย่างไรก็ดีการมีธรรมภิบาลในสายงานทุกสายงานไม่ใช่เฉพาะแต่สายงานกำลังพลเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก ตราบใดที่มนุษย์ยังมีกิเลส รักใครชอบใครคนนั้นก็มีแนวโน้มที่จะได้โอกาสที่ดีกว่าคนที่เราไม่ชอบ ดังนั้นการสร้างระบบที่เข้มแข็งจะช่วยให้การปรับย้ายอย่างเป็นธรรมเกิดขึ้นได้และนำไปสู่การช่วยให้การตัดสินใจของกำลังพลจะเข้าสู่โครงการเกษียณอายุก่อน 60 ปีดีหรือไม่

        5) มีความต่อเนื่องในการดำเนินการ: ปัญหาใหญ่ของกองทัพไทยและหน่วยงานต่างๆ ในประเทศไทยนั้นคือความไม่ต่อเนื่องในนโยบาย เนื่องการค่านิยมในการที่จะเปลี่ยนแปลงนโยบายใหม่ทั้งหมดสำหรับการก้าวขึ้นมามีอำนาจของผู้ที่เข้ามารับตำแหน่งใหม่เป็นเรื่องที่สามารถกล่าวได้ว่าเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมความเป็นไทย ดังนั้นการที่จะให้โครงการเกษียณอายุก่อน 60 ปี เป็นเรื่องที่ประสบความสำเร็จได้นั้น จะต้องอาศัยความต่อเนื่องทั้งในระดับนโยบาย ระดับบริหาร และระดับปฏิบัติ เพราะไม่ฉะนั้นแล้วโครงการเหล่านี้จะเป็นเรื่องที่ต้องพับเก็บไปในระยะเวลาอันสั้น เพราะไม่ได้รับการสนับสนุนจากผู้ที่ก้าวขึ้นมามีอำนาจใหม่

ภาพที่ 1 แนวคิดในการสร้างทางเลือกให้กำลังพลในการเกษียณอายุ


        จากที่ได้กล่าวมาในข้างต้นจะเห็นได้ว่าการจัดการกำลังพลของทางกองทัพนั้นเป็นเรื่องที่ต้องได้รับการแก้ไขและความใส่ใจจากผู้ที่เกี่ยวข้อง การดำเนินการแบบตามมีตามเกิด เช้าชามเย็นชามเป็นเรื่องที่ไม่สามารถแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรมได้ การคิดไปข้างหน้าและการร่วมการเสียสละจากกำลังพลในกองทัพจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้ปัญหาเรื่องนี้ผ่านพ้นไปด้วยดี การที่กองทัพต้องใช้งบประมาณที่มากกว่า 70% ในการจ่ายเงินเดือนให้กับกำลังพลของกองทัพนั้นเป็นเรื่องน่าเป็นห่วง เพราะกองทัพเองจะเป็นหน่วยงานที่ไม่ค่อยได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร ซึ่งนั่นก็หมายความว่าเรากำลังนำพาประเทศชาติไปสู่ความเสี่ยงเพราะเราไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ตามขีดความสามารถที่ควรจะเป็น ยังไงคงต้องฝากเรื่องเหล่านี้ไว้ให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องไปช่วยกันดำเนินการให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม มีความชัดเจนไม่ใช่สักแต่ว่าทำเพราะต้องทำ และที่สำคัญผมเองตั้งแต่รับราชการมาจนถึงปัจจุบันก็ได้มีโอกาสเห็นมาเยอะว่าวันที่ท่านที่มีอำนาจในการแก้ไขสั่งการล้วนแต่เลือกทำแต่ในสิ่งที่เป็นผลประโยชน์ของตนเองเป็นส่วนใหญ่มากกว่าที่จะดูแลผู้อื่นที่อยู่ในระดับรองๆ ลงมา และสิ่งที่เคยได้ยินมาบ่อยก็คือ “อีกไม่กี่วันก็เกษียณแล้ว รอให้คนใหม่เขามาทำก็แล้วกัน” ซึ่งผมเลยอยากจะบอกว่าถ้าท่านที่มีอำนาจท่านใดคิดในลักษณะนี้ ผมว่าท่านนั่นแหละน่าจะเป็นคนที่เข้าโครงการเกษียณอายุก่อน 60 ปีเป็นคนแรก....เอวังก็ประการฉะนี้
 

< ก่อนหน้า   ถัดไป >
| Tortaharn.net | Powered by Mambopixel.com |