|

ผมเชื่อว่าหลายๆ
ท่านอาจจะได้ยินว่ามีกล่าวถึงนายทหารชั้นนายพลของกองทัพว่ากองทัพไทยมีนายพลจำนวนมากที่สุดในโลก
ซึ่งการกล่าวในลักษณะนี้ถ้าจะว่าไปก็อาจจะไม่ผิดนัก
แต่สิ่งสำคัญที่ผมอยากจะกล่าวถึงเรื่องนี้เพราะบริบทของกองทัพแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน
ทำให้มุมมองในเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องมีคำอธิบาย
หรือทำให้คนไทยในสังคมทราบถึงสาเหตุและปัญหาว่ากองทัพไทยมีความจำเป็นอย่างไรที่จะต้องกระทำในสิ่งดังกล่าว
ความจริงแล้วปัญหาในเรื่องของการจัดการกำลังพลของกองทัพเป็นปัญหาที่มีมาช้านาน
ซึ่งสาเหตุหลักที่นำไปสู่การจัดการกำลังพลที่ไม่มีประสิทธิภาพคือ
1)
การผลิตนายทหารหลักในสัดส่วนที่ไม่เหมาะสม: ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองยุติลง
ประเทศต่างๆ
ในโลกได้ก้าวเข้าสู่ยุคสงครามเย็นที่ต่างเตรียมสะสมกำลังเพื่อนำไปสู่ความมั่นคงแห่งชาติตน
เพราะประเทศที่กำลังพัฒนาต่างได้ถูกใช้พื้นที่เป็นพื้นที่สงครามตัวแทน (Proxy War)
ซึ่งประเทศไทยเองก็ไม่แตกต่างจากประเทศอื่นที่ต้องอยู่ในสภาวะของการที่คนไทยใช้อาวุธประหัตประหารกันเองเป็นระยะเวลาร่วม
20 ปี
และด้วยเหตุนี้เองกองทัพไทยในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านความมั่นจึงต้องผลิตนายทหารหลักจำนวนมากเพื่อไป
นำหน่วยและกำลังพลต่างๆ เข้าทำการรบหรือการปฏิบัติการทางทหารต่างๆ
ทำให้มีการผลิตนักเรียนนายร้อยเข้าประจำการแต่ละรุ่นประมาณรุ่นละ 300 กว่านาย
เป็นเวลากว่า 10 ปี ต่อมาเมื่อสงครามเย็นยุติลงอย่างปัจุบันทันด่วน
ทำให้สัดส่วนของการผลิต บรรจุ และเกษียณอายุราชการ
มีความผิดเพี้ยนไปจากที่ควรจะเป็น
2)
การไม่มีระบบรองรับสำหรับการเกษียณอายุก่อน 60 ปี: เนื่องจากสถาบันทหารเป็นสถาบันที่มีความเป็นมาที่ยาวนานคู่กับประเทศไทย
จึงส่งผลให้มีการสืบสานจารีตประเพณี วัฒนธรรมองค์กร และแบบธรรมเนียมทหาร
ที่มีมาตั้งแต่อดีตกาล รวมถึงค่านิยมที่ว่า สิบพ่อค้าไม่เท่าหนึ่งพระเลี้ยง
ถูกปลูงฝังลงให้อยู่ในก้นบึงของจิตใต้สำนึกและความเชื่อ
ทำให้คนที่เป็นทหารไม่มีความคิดที่จะไปประกอบอาชีพอื่นนอกเหนือจากการเป็นทหาร
ดังนั้นโครงการที่กองทัพได้จัดขึ้นรองรับสำหรับการเกษียณอายุก่อน 60 ปี
จึงยังไม่เป็นที่ยอมรับและประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดไว้นัก
นอกจากนี้โครงการสำหรับการเกษียณอายุก่อน 60 ปี
ยังเป็นการดำเนินการที่คิดยังไม่ได้ครอบคลุมในทุกๆ ด้านมากนัก
ทั้งนี้เพราะการที่จะให้ทหารหนึ่งคนเดินหันหลังให้กับอาชีพที่เขามีความเชื่อมั่นและยึดถือมาตลอดชีวิต
จึงเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก
เพราะเขาเหล่านั้นจะต้องออกไปจากกองทัพเพื่อเผชิญกับชีวิตใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม
และภายนอกนั้นก็ไม่ได้เข้าใจสิ่งที่เขาได้เสี่ยง
เสียสละเมื่อในอดีตและให้เกียรติเขาเหล่านั้นเท่ากับที่เขาได้รับจากกองทัพในปัจจุบัน
ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้แล้วใครจะเป็นคนที่ลาออกเพื่อที่จะเกษียณอายุก่อน 60 ปี
3)
การไม่ดำเนินการแก้ไขปัญหากการจัดกำลังพลอย่างจริงจัง:
ปัญหาการจัดการกำลังพลเป็นเรื่องที่มีมายาวนาน ปัจจุบันกองทัพต้องใช้งบประมาณกว่า
70% สำหรับเป็นจ่ายเงินเดือนให้กับกำลังทั้งกองทัพ ทำให้มีงบประมาณเหลือเพียง 30%
ไปพัฒนากองทัพ ซึ่งถ้าปล่อยให้ปัญหานี้ไม่ได้รับแก้ไขไปเรื่อยๆ
กองทัพจะมีขีดความสามารถที่ลดลงไปตามลำดับจนในที่สุดจะยุบตัวลงเพราะกองทัพไม่ได้รับการพัฒนาในสัดส่วนที่ดีพอ
ดังนั้นเมื่อปัญหาการจัดการกำลังพลไม่ได้รับการแก้ไขที่จริงจังอะไรนักจากผู้ที่มีอำนาจ
ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะการดำรงอยู่ของผู้ที่มีอำนาจนั้นมีระยะเวลาที่สั้นและค่านิยมของคนไทยมักจะไม่เมื่อขึ้นมาเป็นผู้ที่มีอำนาจมักจะไม่สานต่อนโยบาย
ทำให้ปัญหาดังกล่าวไม่ได้รับการเหลียวแลเท่าไหร่นัก
นอกจากนี้เมื่อผู้ที่มีอำนาจขึ้นมามีอำนาจแล้วมักจะไม่ค่อยอยากที่จะออกนโยบายที่ส่งผลกระทบต่อกำลังพลส่วนใหญ่มากนัก
ส่วนหนึ่งอาจะจะกลัวการเกลียดชังกล้วการว่ากล่าวและมักจะคิดว่าอีกไม่กี่ปีจะเกษียณแล้วให้ปล่อยให้เป็นปัญหาของคนรุ่นหลังดีกว่า
ปัญหาการจัดการกำลังพลจึงเป็นเรื่องที่ไม่ได้การใส่ใจเท่าที่ควร
เมื่อกองทัพไม่สามารถที่จะจัดการเกี่ยวกับกำลังพลได้อย่างมีประสิทธิภาพเพราะส่วนหนึ่งนั้นยังไม่มีทางออกให้กับผู้ที่ได้ผ่านการเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายและเสียสละแทนคนอื่นมาในช่วงหนึ่งของชีวิต
สิ่งที่ตามมาย่อมจะนำไปสู่ปัญหาสำคัญต่างๆ ดังนี้
1) กองทัพมีขีดความสามารถที่ต่ำลง:
การที่ไม่ได้รับการเลื่อนขั้นให้สูงขึ้นนั้นจะส่งผลที่สำคัญคือ
ทหารที่ประจำการอยู่มีอายุที่สูงขึ้น เพราะไม่สามารถบรรจุทหารที่หนุ่มมาทดแทน
ทำให้มีขีดความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่ลดลง ดังตัวอย่าง เช่น
ทหารรบพิเศษควรที่จะเป็นทหารหนุ่มที่มีความเข้มแข็งทนทรหด
เพราะต้องเป็นหน่วยที่ต้องปฏิบัติการได้ในทุกสถานที่และส่วนใหญ่ต้องปฏิบัติงานในพื้นที่นอกประเทศ
แต่ถ้าเรามีแต่ทหารรบพิเศษที่อายุมาก ๆ
ย่อมจะส่งผลให้ขีดความสามารถโดยรวมของหน่วยรบพิเศษลดลง ซึ่งถ้าวิกฤตมากๆ
ก็จะนำไปสู่การปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ตามที่รับมอบ และส่งผลโดยรวมในที่สุด
2) นำไปสู่การวิ่งเต้นเส้นสาย:
การที่กองทัพไม่มีระบบที่รองรับการเกษียณอายุก่อน 60 ปี
ย่อมจะส่งผลให้มีทหารที่ประจำการสูงอายุแต่ไม่มีตำแหน่งหน้าที่จะให้ทำ
เนื่องจากโครงสร้างของกองทัพซึ่งมีความเหมือนกับหน่วยงานทั่วๆ ไปคือ
มีลักษณะเป็นปิรามิด ตำแหน่งหน้าที่ตามโครงสร้างจึงมีน้อยลงเมื่อมีระดับสูงขึ้น
ดังนั้นเมื่อโครงสร้างกองทัพมีลักษณะเป็นปิรามิด แต่ทหารที่มีไม่ได้ลดลงตามช่วงอายุ
ในขณะที่กองทัพได้หาทางออกด้วยการเลื่อนยศให้ทหารที่สูงอายุมีอาวุโสได้มีชั้นยศที่สูงขึ้นแต่ไม่ได้มีตำแหน่งหน้าที่การงานให้
จึงเปิดตำแหน่งที่รู้จักกันในนามตำแหน่ง ประจำ ขึ้น เพื่อเป็นทางออก
(ซึ่งความจริงแล้วการอยู่ในตำแหน่งประจำก็ไม่ได้หมายความว่าผู้นั้นมีความผิดหรือไม่มีประสิทธิภาพในการทำงานดังที่หลายคนเข้าใจ
แต่ประจำเพราะกองทัพไม่มีตำแหน่งให้)
และการที่มีตำแหน่งประจำในสัดส่วนที่มากย่อมจะมีปัญหาตามมาคือ
ถ้าคนที่ไม่มีคุณธรรมจริยธรรมเพียงพอก็จะเกิดความรู้สึกอยากจะได้ดำรงตำแหน่งหลักและพยายามทุกวิถีทางที่จะให้ตนเองได้อยู่ในตำแหน่งหลัก
อันนำไปสู่การวิ่งเต้นเส้นสาย
ซึ่งผลที่ตามมาคือการวิ่งเต้นเส้นสายจึงแพร่กระจายไปในทุกที่และทุกครั้งที่มีการปรับย้าย
และเป็นปัญหาที่มีอย่างไม่จบสิ้น
3) ขวัญและกำลังใจของกำลังพลตกต่ำ:
การที่ทหารที่รับราชการมาช่วงหนึ่งแล้วไม่สามารถเลื่อนยศให้สูงขึ้นหรือมีความก้าวหน้า
ย่อมจะนำไปสู่ขวัญและกำลังใจตกต่ำ
โดยขวัญและกำลังใจนี้ถือได้ว่าเป็นอำนาจกำลังรบที่ไม่มีตัวตน
ซึ่งเป็นสิ่งที่ใช้บ่งชี้ประการหนึ่งของความเข้มแข็งของกองทัพในการที่จะปฏิบัติหน้าที่และเมื่อเผชิญต่ออริราชศัตรู
เมื่อปัญหาการจัดการกำลังพลเป็นปัญหาที่ยิ่งใหญ่ที่อยู่คู่กับกองทัพและยังไม่ได้รับการแก้ไขให้เกิดอย่างเป็นรูปธรรมแนวการหาแนวทางในการแก้ไขจึงเป็นเรื่องที่จำเป็น
ซึ่งทางออกที่เป็นไปได้ที่จะนำไปสู่การแก้ไขสามารถดำเนินการได้ดังนี้
1)
จัดทำโครงการรองรับการเกษียณอายุก่อน 60 ปี: สิ่งสำคัญประการแรกที่ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดการกำลังพลจะต้องจัดทำโครงการรองรับสำหรับการเกษียณอายุก่อน
60 ปีให้เกิดอย่างเป็นรูปธรรม
โดยโครงการที่จัดทำขึ้นมานี้จะต้องมีกลไกเพื่อทำให้เกิดความเชื่อมั่นว่ากำลังที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับสิทธิประโยชน์อย่างไร
กำลังพลที่สนใจสามารถที่จะไปเริ่มงานในอาชีพอื่นอย่างไรได้บ้าง
การช่วยหาอาชีพใหม่รองรับ และการดำเนินอื่นๆ
ที่จะช่วยให้ผู้เข้าร่วมโครงการเตรียมตัวเพื่อการเกษียณอายุก่อน 60 ปี
2) รณรงค์ให้มีการเกษียณอายุก่อน 60
ปี: การรณรงค์ให้มีการเกษียณอายุก่อน 60 ปี
เป็นเรื่องที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องผลักดันและขับเคลื่อนให้เกิดเป็นรูปธรรม
ดังนั้นการให้ข้อมูลข่าวสารที่ชัดเจนจะนำมาซึ่งความเข้าใจที่ถูกต้องว่าการเข้าร่วมโครงการเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ
การเป็นทหารนั้นไม่จำเป็นต้องอยู่ในเครื่องแบบเสมอไป การส่งเสริมให้เกษียณอายุก่อน
60 ปีเป็นแนวคิดที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายในกองทัพ
จัดชุดรณรงค์เคลื่อนที่และศูนย์ให้ข้อมูลกำลังพลที่มีความสนใจ
3)
ยกย่องให้เกียรติผู้ที่เกษียณอายุก่อน 60 ปี ในทางที่เป็นรูปธรรม: การสร้างความรู้สึกให้ผู้ที่เข้าโครงการเกษียณอายุก่อน 60 ปี ว่าไม่ได้ถูกกองทัพไล่
หรือถูกกองทัพทอดทิ้ง
กองทัพจะต้องสร้างสภาวะแวดล้อมให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมว่าผู้ที่เข้าโครงการเกษียณอายุก่อน
60 ปีจะได้รับการยกย่องหลังจากที่เขาได้ออกจากกองทัพไปแล้ว
ได้รับเกียรติเทียบเท่ากับทหารที่ยังประจำการอยู่
รวมถึงการประชาสัมพันธ์ให้กับภายนอกได้ทราบว่าผู้ที่เข้าโครงการเกษียณอายุก่อน 60
ปีอย่างสม่ำเสมอ
เป็นผู้ที่เคยเสียสละเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเพื่อส่วนรวมและประเทศชาติมาก่อน
4) มีธรรมาภิบาลในงานสายกำลังพล:
ถ้ากองทัพสามารถมีระบบการบริหารงานกำลังพลที่มีความโปร่งใส
มีธรรมาภิบาลอย่างจริงจังแล้ว
การยอมรับในระบบก็จะเกิดขึ้นและนำไปสู่ความเชื่อมั่นในกระบวนการสรรหา เลื่อนยศ ปลด
ย้าย ที่มีความเป็นธรรม
ย่อมจะนำมาซึ่งการตัดสินใจในการเข้าร่วมโครงการเกษียณอายุก่อน 60 ปี มากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้เพราะว่ากำลังจะทราบดีถึงขีดความสามารถของตนเอง
ทราบดีถึงความเหมาะสมที่จะอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อในกองทัพหรือออกไปประกอบอาชีพใหม่
และกำลังพลที่จะคิดวิ่งเต้นเส้นสายจะทราบดีว่าตนเองไม่สามารถวิ่งเต้นได้ดังนั้นออกจากองทัพไปหาอาชีพใหม่ดีกว่าที่จะอยู่ในกองทัพต่อไป
อย่างไรก็ดีการมีธรรมภิบาลในสายงานทุกสายงานไม่ใช่เฉพาะแต่สายงานกำลังพลเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก
ตราบใดที่มนุษย์ยังมีกิเลส
รักใครชอบใครคนนั้นก็มีแนวโน้มที่จะได้โอกาสที่ดีกว่าคนที่เราไม่ชอบ
ดังนั้นการสร้างระบบที่เข้มแข็งจะช่วยให้การปรับย้ายอย่างเป็นธรรมเกิดขึ้นได้และนำไปสู่การช่วยให้การตัดสินใจของกำลังพลจะเข้าสู่โครงการเกษียณอายุก่อน
60 ปีดีหรือไม่
5) มีความต่อเนื่องในการดำเนินการ:
ปัญหาใหญ่ของกองทัพไทยและหน่วยงานต่างๆ ในประเทศไทยนั้นคือความไม่ต่อเนื่องในนโยบาย
เนื่องการค่านิยมในการที่จะเปลี่ยนแปลงนโยบายใหม่ทั้งหมดสำหรับการก้าวขึ้นมามีอำนาจของผู้ที่เข้ามารับตำแหน่งใหม่เป็นเรื่องที่สามารถกล่าวได้ว่าเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมความเป็นไทย
ดังนั้นการที่จะให้โครงการเกษียณอายุก่อน 60 ปี
เป็นเรื่องที่ประสบความสำเร็จได้นั้น จะต้องอาศัยความต่อเนื่องทั้งในระดับนโยบาย
ระดับบริหาร และระดับปฏิบัติ
เพราะไม่ฉะนั้นแล้วโครงการเหล่านี้จะเป็นเรื่องที่ต้องพับเก็บไปในระยะเวลาอันสั้น
เพราะไม่ได้รับการสนับสนุนจากผู้ที่ก้าวขึ้นมามีอำนาจใหม่

ภาพที่ 1 แนวคิดในการสร้างทางเลือกให้กำลังพลในการเกษียณอายุ
จากที่ได้กล่าวมาในข้างต้นจะเห็นได้ว่าการจัดการกำลังพลของทางกองทัพนั้นเป็นเรื่องที่ต้องได้รับการแก้ไขและความใส่ใจจากผู้ที่เกี่ยวข้อง
การดำเนินการแบบตามมีตามเกิด
เช้าชามเย็นชามเป็นเรื่องที่ไม่สามารถแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรมได้
การคิดไปข้างหน้าและการร่วมการเสียสละจากกำลังพลในกองทัพจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้ปัญหาเรื่องนี้ผ่านพ้นไปด้วยดี
การที่กองทัพต้องใช้งบประมาณที่มากกว่า 70%
ในการจ่ายเงินเดือนให้กับกำลังพลของกองทัพนั้นเป็นเรื่องน่าเป็นห่วง
เพราะกองทัพเองจะเป็นหน่วยงานที่ไม่ค่อยได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร
ซึ่งนั่นก็หมายความว่าเรากำลังนำพาประเทศชาติไปสู่ความเสี่ยงเพราะเราไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ตามขีดความสามารถที่ควรจะเป็น
ยังไงคงต้องฝากเรื่องเหล่านี้ไว้ให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องไปช่วยกันดำเนินการให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
มีความชัดเจนไม่ใช่สักแต่ว่าทำเพราะต้องทำ
และที่สำคัญผมเองตั้งแต่รับราชการมาจนถึงปัจจุบันก็ได้มีโอกาสเห็นมาเยอะว่าวันที่ท่านที่มีอำนาจในการแก้ไขสั่งการล้วนแต่เลือกทำแต่ในสิ่งที่เป็นผลประโยชน์ของตนเองเป็นส่วนใหญ่มากกว่าที่จะดูแลผู้อื่นที่อยู่ในระดับรองๆ
ลงมา และสิ่งที่เคยได้ยินมาบ่อยก็คือ อีกไม่กี่วันก็เกษียณแล้ว
รอให้คนใหม่เขามาทำก็แล้วกัน
ซึ่งผมเลยอยากจะบอกว่าถ้าท่านที่มีอำนาจท่านใดคิดในลักษณะนี้
ผมว่าท่านนั่นแหละน่าจะเป็นคนที่เข้าโครงการเกษียณอายุก่อน 60
ปีเป็นคนแรก....เอวังก็ประการฉะนี้
|