Tortaharn.net

Monday, 06 September 2010

รายการ
หน้าแรก
ความฝันอันสูงสุด
วัตถุประสงค์
บทความ
ประวัติศาสตร์ทหาร
หนังสือ
รู้จักทอทหาร
ทอทหาร Facebook
ทอทหาร Twitter
ติดต่อทอทหาร
เชื่อมโยง
ค้นหา
สมุดเยี่ยม
เพื่อนบ้านน่าสนใจ
Guru-ICT.com
ทหารดอทเน็ต
ตท.26/จปร.37
ประชาสรรค์
อานันท์
เวบมาสเตอร์
แก้ไขระบบ
บุคคลออนไลน์
ขณะนี้มี 62 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
เข้าสู่ระบบ
ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้ลงทะเบียน? ลงทะเบียนใหม่
ปฏิทิน
« มิถุนายน 2010  
อา. จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส.
  12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930     
เวลาปัจจุบัน
สถิติ
จำนวนสมาชิก : 5998
จำนวนข่าวสาร : 176
เว็บลิงค์: 21
ผู้เยี่ยมชม: 4229992
Syndicate
สงครามเย็น – การเกิดและการดับของสงครามเย็น ตอนจบ PDF พิมพ์ ส่งเมล
แก้ไขโดย ทอทหาร   
วันเสาร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ.2551

        * การเข้ายึดครองอัฟกานิสถานของสภาพโซเวียต: เมื่อวันที่ 17 กรกฏาคม พ.ศ.2516 (ค.ศ.1973) Mohammad Daoud Khan หลานของกษัตริย์ Mohammad Zahir Shah ของอัฟกานิสถาน ได้ร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์อัฟกานิสถาน (People's Democratic Party of Afghanistan: PDPA) ทำการปฏิวัติยึดอำนาจจากกษัตริย์ Shah และได้สถาปนาตนเองขึ้นเป็นประธานาธิบดี [1] ซึ่งต่อมาได้สถาปนาสาธารณรัฐอัฟกานิสถาน และได้เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบประชาธิปไตยไปสู่ระบอบคอมมิวนิสต์ ในปี พ.ศ.2521(ค.ศ.1978) [2] โดยได้ปลดฝ่ายตรงข้ามที่น่าสงสัยออกจากรัฐบาลอันนำไปสู่การนองเลือด และ ประธานธิบดี Khan ได้เสียชีวิตจากการนองเลือดในครั้งนั้น และ Nur Muhammad Taraki ผู้ซึ่งเป็นเลขาธิการพรรค PDPA ได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดี โดยมี Hafizullah Amin เป็นรองประธานาธิบดี อย่างไรก็ดีได้มีความแตกแยกภายในพรรค PAPD โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ต่อมา ในวันที่ 14 กันยายน พ.ศ.2522 (ค.ศ.1979) รองประธานาธิบดี Amin ได้ทำการยึดอำนาจ จากประธานาธิบดี Taraki หลังจากที่ Taraki เป็นประธานาธิบดีได้ประมาณ 18 เดือน ผลคือ Amin ได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดี และ ประธานาธิบดี Taraki เสียชีวิตจากการยึดอำนาจดังกล่าว
 
        ประธานาธิบดี Aim เมื่อก้าวขึ้นมามีอำนาจได้เริ่มคุกคามสมาชิกพรรค PAPD จำนวนมากด้วยการกล่าวหาและจับกุม ทำให้ผู้คนเกิดความหวาดกลัวและโกรธเกลียด ประธานาธิบดี Aim เป็นจำนวนมาก ผู้ที่รอดจากการคุกคามของประธานาธิบดี Aim ต่างก็หลบหนีออกไปรอบ ๆประเทศเช่น ปากีสถาน หรือ อิหร่าน และในที่สุดคือการนำไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มต่อต้านเอง ประธานาธิบดี Aim ได้สั่งการให้ปราบปรามกลุ่มต่อต้านอย่างหนัก แต่ยิ่งปราบปรามยิ่งมีกลุ่มต่อต้านเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ประธานาธิบดี Aim เริ่มหันไปหาประเทศที่จะสามารถให้การสนับสนุนเขาในการปราบปรามได้ ซึ่งก็ไม่มีประเทศใดให้การสนับสนุน

        ประธานาธิบดี Aim จึงหันไปหาสหภาพโซเวียต ทางสหภาพโซเวียตได้ส่งความช่วยเหลือทางทหารซึ่งนำไปสู่ การเคลื่อนย้ายกำลังเข้าไปอยู่ในอัฟกานิสถาน พร้อมกับที่ปรึกษาทางทหาร แต่ภาพของประธานาธิบดี Aim ได้ปรากฏเด่นชัดคือ ต่อต้านรัฐอิสลาม เน้นการผสมผสานประกอบกับ KGB รายงานว่าประธานาธิบดี Aimเป็นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสังหารประธานาธิบดี Taraki โดยหน่วยรักษาความปลอดภัยของประธานาธิบดี Aim 2 คนเป็นผู้สังหาร และยังมีรายงานว่าประธานาธิบดี Aim ได้มีการประชุมลับกับ CIA ทำให้สหภาพโซเวียตเริ่มมอง ประธานาธิบดี Aim เป็นสายลับของ CIA

        ประธานาธิบดี Aim เริ่มรู้ตัวว่าสหภาพโซเวียตไม่ไว้ใจตนเอง จึงระมัดระวังแม้กระทั่งอาหารยังต้องสับเปลี่ยนหลอกล่อจนในที่สุดลูกเขยของประธานาธิบดี Aim ได้รับพิษจนถึงขั้นบาดเจ็บอย่างรุนแรง เนื่องจาก KGB ได้ส่งสายลับ Mitalin TalyBov ลอบเข้าไปเป็นหัวหน้าพ่อครัวของประธานธิบดี ต่อมาเมื่อ 22 ธันวาคม พ.ศ.2522 (ค.ศ.1979) ที่ปรึกษาทางทหารของสหภาพโซเวียตได้แนะนำให้กองทัพอัฟกานิสถานนำรถถังและยุทโธปกรณ์สำคัญเข้ารับการปรณนิบัติบำรุงตามวงรอบ รวมถึงระบบโทรคมนาคมที่เชื่อมต่อออกไปนอกกรุงคาบูลชำรุดต้องได้รับการซ่อมแซม ทำให้กรุงดาบูลถูกโดเดี่ยว ฝ่ายบริหารจึงให้ประธานาธิบดี Aim ย้ายจากที่ทำงานในกรุงดาบูลไปยังพระราชวัง Tajbeg ด้วยความเชื่อว่าจะปลอดภัยเมื่อ กองกำลังของสหภาพโซเวียตบุกเข้าสู่อัฟกานิสถาน แต่สถานการณ์ก็ไม่ได้ดีขึ้นอย่างที่ดาดหวังนัก เมื่อ สหภาพโซเวียตฯ ได้ส่งกำลังส่งทางอากาศเข้าสมทบกับกำลังภาคพื้นของตนเองที่กรุงคาบูลในวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ.2522 (ค.ศ.1979) หลังจากย้ายเข้าไปพำนักในพระราชวัง Tajbeg ได้เพียง 5 วัน

        ทหารสหภาพโซเวียตฯ ประมาณ 700 นาย จาก KGB OSNAZ (Alpha Group) และ GRU SPETSNAZ ซิ่งเป็นหน่วยรบพิเศษของสหภาพโซเวียตฯ จาก Alpha Group และ Zenith Group เข้าทำการยึดสถานที่สำคัญทางราชการ หน่วยทหาร สถานีวิทยุโทรทัศน์ ในกรุงคาบูล และยังบุกเข้าไปยังพระราชวัง Tajbeg โดยการปฏิบัติการทางทหารในครั้งนี้เริ่มต้นเมื่อเวลา 1900 ของวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ.2522 (ค.ศ.1979) หน่วยรบพิเศษสหภาพโซเวียต (Spetsnaz) ได้ทำการระเบิดศูนย์การการติดต่อสื่อสารของกรุงคาบูลทำให้การทำให้กรุงคาบูลกลายไปเป็นอัมพาตไป ต่อมาเวลา 1915 การบุกเข้าสู่พระราชวัง Tajbeg ได้เริ่มขึ้น และการปฏิบัติการยุติลงเมื่อตอนเช้าของวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ.2522 (ค.ศ.1979) พร้อมกับประธานาธิบดี Aim และหน่วยรักษาความปลอดภัย 200 นายเสียชีวิต

        ผบ.กองกำลังทหารสหภาพโซเวียตที่เมืองเทอมิทธ์ (Termez) ซึ่งอยู่บริเวณชายแดนอัฟกานิสถานกับสหภาพโซเวียตฯ (ปัจจุบันคือบริเวณของ อุซเบกิสถาน) ได้ประกาศผ่านทางวิทยุกระจายเสียงกรุงคาบูลว่า “อัฟกานิสถานได้รับอิสระภาพจากอำนาจของประธานาธิบดี Aim แล้ว” ย้อนกลับไปวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ.2522 (ค.ศ.1979) กองกำลังทางบกของสหภาพโซเวียตภายใต้การควบคุมของ จอมพล Sergei Sokolov ได้สั่งเคลื่อนย้ายกำลังเข้าสู่อัฟกานิสถานผ่านทางตอนเหนือ ตอนเช้าวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ.2522 (ค.ศ.1979) กองพลส่งทางอากาศ ที่ 103rd Guards 'Vitebsk' ได้ทำการเคลื่อนที่ทางอากาศไปยังสนามบินที่บากราม และกำลังทางบกที่เคลื่อนที่ตามเข้าสู่อัฟกานิสถานจะประกอบไปด้วย กำลังพลภายใต้ กองทัพที่ 40 ของสหภาพโซเวียตฯ ที่ประกอบกำลังไปด้วย พล.ร.ยานยนต์ที่ 5 พล.ร.ยานยนต์ที่ 108 ร.ยานยนต์ ที่ 860 (หย่อนกำลัง) พล.น้อย ส่งทางอากาศที่ 56 (หย่อนกำลัง) และ กองทัพอากาศผสมที่ 36 นอกจากนี้ยังมีกำลังตามมาสมทบอีกคือ พล.ร.ยานยนต์ที่ 58 และ พล.ร.ยานยนต์ที่ 201 และหน่วยทหารขนาดเล็กอีกจำนวนหนึ่ง สรุปโดยภาพรวมแล้วใช้กำลังพลในขั้นต้นประมาณ 80,000 นาย รถถัง 1,800 คัน และอากาศยานประมาณ 2,000 ลำ และในเฉพาะสัปดาห์ที่ 2 นั้นสหภาพโซเวียตได้ใช้เที่ยวบินไปยังกรุงคาบูลกว่า 4,000 เที่ยว ในที่สุดช่วงต้นของสงครามสหภาพโซเวียตฯ มีกำลังพลอยู่ในอัฟกานิสถานกว่า 100,000 นาย

        การเข้ายึดครองอัฟกานิสถานของสหภาพโซเวียตฯ นั้นสหภาพโซเวียตฯ ได้ทุ่มกำลังทหาร และทรัพยากรทางทหารจำนวนมากเข้าไปสู่อัฟกานิสถาน แต่การยึดครองก็ไม่ได้ง่าย สะดวก และดูโสภานัก เมื่อกองกำลังของสหภาพโซเวียตได้เผชิญกับกลุ่มต่อต้าน ที่ใช้แนวความคิดในเรื่องของสงครามกองโจรเข้าทำการต่อกรกับกองทัพอันเกรียงไกรที่มียุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยอย่างครบครันในลักษณะของสงครามอสมมาตร โดยการเผชิญกันครั้งนี้ระหว่างสหภาพโซเวียตฯ กับ กลุ่มต่อต้านที่ชื่อ “มูจาฮิดีน” ซึ่งมูจาฮิดีนนั้นได้รับการสนับสนุนจากประเทศหลายประเทศ คือ สหรัฐฯ ปากีสถาน ซาอุดิอาระเบีย อังกฤษ จีน และประเทศอื่น ๆ อีกหลายประเทศ การดำเนินการโดยใช้สงครามตัวแทน (Proxy War) นี้อาจกล่าวได้ว่าเป็นรูปแบบของการความขัดแย้งในยุคสงครามเย็น ในระหว่างที่สหภาพโซเวียตฯ เข้ายึดครองมีการปฏิบัติการทางทหารทั้งหมด 4 ขั้นตอนคือ [3]

        1) ขั้นที่ 1 เข้ายึดครอง (ธันวาคม พ.ศ.2522 (ค.ศ.1979) – กุมภาพันธ์ พ.ศ.2523 (ค.ศ.1980)): เป็นช่วงต้นของการเข้ายึดครองด้วยการเคลื่อนย้ายกำลังเข้าสู่อัฟกานิสถานทางบก 2 ทางและทางอากาศ 1 ทาง แต่สหภาพโซเวียตฯ สามารถยึดพื้นที่ได้อย่างจำกัดเนื่องจากเผชิญกับการต่อต้าน

        2) ขั้นที่ 2 การรุก (มีนาคม พ.ศ.2523 (ค.ศ.1980) – เมษายน พ.ศ.2528 (ค.ศ.1985)): เมื่อเผชิญกับการต่อต้านต่อต้านจากลุ่มต่างๆ สหภาพโซเวียตฯ จึงทำการยึดครองเมืองสำคัญ พื้นที่ยุทธศาสตร์ และ พื้นที่เป็นศูนย์กลางการสื่อสาร ในขณะที่กลุ่มต่อต้านมูจาฮิดีนได้แบ่งเป็นกลุ่มเล็กๆ กระจายกันทำสงครามกองโจร

        3) ขั้นที่ 3 ขั้นกำหนดยุทธศาสตร์ออกจากอัฟกานิสถาน (เมษายน พ.ศ.2528 (ค.ศ.1985) – มกราคม พ.ศ.2530 (ค.ศ.1987)): เมื่อ มิกาอิล กอร์บาชอฟ (Mikhail Gorbachev) ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำสหภาพโซเวียตฯ ทำให้นโยบายในอัฟกานิสถานเปลี่ยนไป จึงมีแนวความคิดที่จะถอนกำลังออกจากอัฟกานิสถาน และโดยเริ่มโอนพื้นที่การรบให้กับกำลังของอัฟกานิสถาน

        4) ขั้นที่ 4 ขั้นถอนตัว (มกราคม พ.ศ.2530 (ค.ศ.1987) – กุมภาพันธ์ พ.ศ.2532 (ค.ศ.1989)): ในขั้นการถอนตัวของกองกำลังสหภาพโซเวียตฯ แบบกำลังออกเป็น 2 ส่วน กำลังส่วนแรกจะถอนตัวออกระหว่างวันที่ 15 พฤษภาคม - 16 สิงหาคม พ.ศ.2531 และกำลังส่วนที่ 2 ถอนตัวออกจากอัฟกานิสถานระหว่างวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ.2532 (ค.ศ.1989) – 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2533 (ค.ศ.1990) โดยระหว่างที่กองกำลังของสหถาพโซเวียตฯ ถอนตัวนั้นไม่ได้ถูกรบกวนโดยกลุ่มมูจาฮิดีนเลย

        การถอนตัวออกจากอัฟกานิสถานเป็นการยุติบทบาทของสหภาพโซเวียตฯ ที่มีต่ออัฟกานิสถานการเผชิญหน้าของสหภาพโซเวียตฯ นั้นทำให้สหภาพโซเวียตฯ มีสภาพที่ไม่แตกต่างอะไรนักกับที่สหรัฐฯเผชิญในสงครามเวียดนาม สหภาพโซเวียตฯ ต้องติดอยู่ในอัฟกานิสถานนานร่วม 10 ปี ตั้งแต่ ธันวาคม พ.ศ.2522 (ค.ศ.1979) จนถึง กุมภาพันธ์ พ.ศ.2532 (ค.ศ.1989) สหภาพโซเวียตฯ ได้สูญเสียทหารและเจ้าหน้าที่ไปร่วม 15,000 คน ในขณะที่ฝ่ายอัฟกานิสถานสูญเสียทหารและพลเรือนไปร่วม 1,000,000 คน [4]

        * การล่มสลายของสหภาพโซเวียต: หลังจากสตาลิน (Joseph Stalin) ประธานาธิบดีสหภาพโซเวียตฯ ถึงแก่กรรมใน พ.ศ.2496 (ค.ศ.1953) ผู้ที่ก้าวขึ้นมีอำนาจต่อคือ นิคิตา ครุสชอฟ (Nikita Khrushchev) ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคอมมิวนิสต์หรือไม่ก็ตามดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสัมพันธ์ระหว่างสหภาพโซเวียตฯ กับจีน โดยสหภาพโซเวียตฯ ได้ขยายการช่วยเหลือจีนด้วยการสร้างโรงงานอุตสาหกรรมกว่า 200 แห่ง และเครื่องมือทางอุตสาหกรรมจำนวนมาก อย่างไรก็ตามความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสหภาพโซเวียตกับจีนมีอันต้องเปลี่ยนไป ทั้งนี้เนื่องจาก ครุสชอฟ ได้ประกาศแก้ไขทบทวนคำสอนของคอมมิวนิสต์ในเรื่อง “สงครามกับการปฏิวัติ” [5] เพื่อนำไปใช้เป็นพื้นฐานในการลดกำลังทหารและอาวุธในนโยบายของคอมมิวนิสต์ในยุคนิวเคลียร์ นอกจากนี้ ครุสชอฟ ยังได้กล่าวตำหนิสตาลินอย่างรุนแรง ทำให้จีนไม่พอใจและเหมาเจ๋อตง ผู้นำจีนในขณะนั้นได้กล่าวว่า “การตำหนิสตาลินของครุสชอฟเป็นความผิดพลาด” [6]

        ต่อมาเมื่อ พฤศจิกายน พ.ศ.2500 (ค.ศ.1957) สหภาพโซเวียตฯ ได้จัดการประชุมพรรคคอมมิวนิสต์ทั่วโลกที่กรุงมอสโก ซึ่งถือว่าเป็นการพบกันระหว่างผู้นำคอมมิวนิสต์ทั่วโลกครั้งแรกหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง โดยการจัดการประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ให้โลกคอมมิวนิสต์ยอมรับในแนวคิดใหม่ของครุสชอฟ ที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และ การเปลี่ยนแปลงไปสู่ลัทธิสังคมนิมยมอย่างสันติวิธี ในการประชุมครั้งนั้นผู้นำจีน (เหมาเจ๋อตง) ไม่ได้แสดงออกถึงท่าทีว่ายอมรับหรือไม่ยอมรับในแนวคิดของครุสชอฟ นอกจากนี้ผู้นำจีน ยังได้ขอให้สหภาพโซเวียตถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ครุสชอฟ ต้องยอมเพื่อรักษาเอกภาพในโลกคอมมิวนิสต์

        ถัดมาในปี พ.ศ.2501 (ค.ศ.1958) ครุสชอฟ เดินทางไปเยือนจีนอย่างเร่งด่วน[49] ซึ่งไม่มีใครทราบสาเหตุที่แท้จริงแต่มีการคาดการณ์วาการเดินทางเยือนจีนครั้งนั้นของครุสชอฟ ได้ถูกขอร้องจากเหมาเจ๋อตง ให้ช่วยเหลือจีนบุกเกาะไต้หวัน แต่ครุสชอฟ คงไม่เห็นด้วย แต่เพื่อเป็นการรักษาสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน ในเดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ.2502 (ค.ศ.1959) สหภาพโซเวียตฯ ได้ให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจของจีนครั้งใหญ่

        ต่อมาวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ.2502 (ค.ศ.1959) จีนได้ประกาศว่าสหภาพโซเวียตฯ ได้ยกเลิกการช่วยเหลือเทคโนโลยีทางด้านการป้องกันประเทศ โดยข้อตกลงความช่วยเหลือนี้จะมีผลครอบคลุมถึงการที่สหภาพโซเวียตฯ จะต้องส่งตัวอย่างของอาวุธนิวเคลียร์ให้กับจีน การประกาศของจีนในครั้งนี้ถือได้ว่ามิตรภาพที่ดีงามที่เคยมีต่อกันนั้นได้ล่มสลายลง ทำให้เวทีระหว่างประเทศคอมมิวนิสต์หลายครั้งถัดมาเกิดการเผชิญหน้ากันระหว่างสหภาพโซเวียตฯ กับจีน และในปีถัดมา (พ.ศ.2503 (ค.ศ.1960)) ช่างเทคนิคและครอบครัวของชาวสหภาพโซเวียตฯ ที่พำนักอยู่ในจีนได้ทยอยเดินทางออกจากจีน

        ความขัดแย้งระหว่างสหภาพโซเวียตฯและจีนที่เริ่มต้นมาจากมุมมองที่ต่างกันลัทธิคอมมิวสิสต์ ได้ขยายวงออกไปจนเกิดแนวความคิดตะวันตกและคอมมิวนิสต์ตะวันออก ต่อมาเมื่อ ครุสชอฟ ได้หมดอำนาจลง คนที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำคนต่อไปคือ เลโอนิด เบรซเนฟ (Leonid Brezhnev) ได้พยายามที่จะพัฒนาความสัมพันธ์กับจีนให้ดีขึ้นแต่เขายังคงไม่ละทิ้งแนวความคิดในการอยู่ร่วมกับตะวันตกอย่างสันติ ทำให้ในที่สุดจีนเองก็ได้กล่าวประนาม เบรซเนฟ อย่างรุนแรง และสถานการณ์ต่างๆ ไม่ได้ดีขึ้น ถึงแม้จะเปลี่ยนผู้นำไปอีกหลายคน เช่น ยูริ แอนโดรปอฟ (Yuri Andropov) คอนสแตนติน เชอร์เนนโก (Konstantin Chernenko) จนกระทั่งมาถึง มิคาอิล กอร์บาชอฟ (Mikhail Gorbachev) ที่ออกนโยบายต่างๆ เช่น การควบคุมเศรษฐกิจผ่านทางนโยบายกลาสนอสต์ (การเปิดกว้างทางการเมือง) เปเรสตรอยกา (การวางโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่) และอุสโคเรนิเย (การเร่งพัฒนาการทางเศรษฐกิจ) ทำให้สหภาพโซเวียตฯ หันไปมีความสนิทกับประเทศตะวันตกมากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐฯ ที่มีความร่วมมือกันลดอาวุธนิวเคลียร์ที่แต่ละฝ่ายมีอยู่ รวมถึงถอนกำลังออกจากยุโรปตะวันออกและอัฟกานิสถานและยังได้เข้าร่วมกับองค์การนาโต้ หรือองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ

        ในเดือน ธันวาคม พ.ศ.2532 (ค.ศ.1989) ประธานาธิบดีจอร์จ บุช แห่งสหรัฐอเมริกา กับประธานาธิบดีกอร์บาชอฟ พบกันที่เกาะมอลตา ประกาศว่า สงครามเย็นสิ้นสุดลงแล้วอย่างเป็นทางการ ต่อมากลางปี พ.ศ.2533 (ค.ศ.1990) ประเทศในยุโรปตะวันออก พันธมิตรของสหภาพโซเวียตฯ เคลื่อนไหวเรียกร้องความเป็นประชาธิปไตย ส่งผลให้ระบอบคอมมิวนิสต์ในยุโรปตะวันออกถึงกาลอวสาน [7]

        ในปี พ.ศ.2533 (ค.ศ.1990) กอร์บาชอฟได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ และยังได้รับยกย่องจากนิตยสารไทม์เป็นบุรุษแห่งศตวรรษ(Man of the Decade) แต่ปัญหาขาดแคลนสินค้าอุปโภคบริโภค และความล้าหลังทางการผลิตที่สั่งสมมานานทำให้นโยบายเปเรสทรอยก้าล้มเหลว ความนิยมในกอร์บาชอฟเริ่มตกลง ต่อมาเกิดรัฐประหารขึ้นในเดือนสิงหาคม พ.ศ.2534 (ค.ศ.1991) โดยกลุ่มคอมมิวนิสต์หัวเก่าที่ไม่ต้องการการเปลี่ยนแปลงสู่ตลาดเสรี แต่บอริส เยลต์ชิน สามารถกู้สถานการณ์เอาไว้ได้ กอร์บาชอฟจึงสิ้นคะแนนนิยมอย่างแท้จริงและประกาศลาออกจากตำแหน่ง รวมถึงประกาศยุบพรรคคอมมิวนิสต์และการสลายตัวของสหภาพเมื่อวันที่ 6 ธันวาคมปี พ.ศ. 2534 (ค.ศ.1991) ต่อหน้ามหาชน ถือเป็นการอวสานของสหภาพโซเวียตฯ อย่างสิ้นเชิง

        ดังนั้นนโยบายทางเศรษฐกิจของสหภาพโซเวียตฯ ที่หันมาใช้แบบทุนนิยมของตะวันตก นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2528 (ค.ศ.1985) การลงนามในสัญญาลดอาวุธและการค้ากับตะวันตก ถือได้ว่าเป็นการยุติสงครามเย็นที่ทั้งสองประเทศมหาอำนาจสู้รบกันมากว่า 40 ปี การเปลี่ยนแปลงนโยบายของกอร์บาชอฟ ทำให้ความตึงเครียดซึ่งปกคลุมโลกมานานกว่า 4 ทศวรรษ หายไปในช่วงเวลาเพียงคืนเดียวความจริงแล้วเมื่อมองย้อนไปถึงสมัยครุสชอฟเป็นผู้นำของโซเวียตจะเห็นได้ชัดเจนว่านโยบายอยู่รวมกันอย่างสันติกับกลายเป็นนโยบายที่กอร์บาชอฟนำมาใช้ให้เป็นรูปธรรมที่ชัดเจนพร้อมกับการหายไปของสงครามเย็น
 

อ้างอิง

[1] http://en.wikipedia.org/wiki/Soviet_war_in_Afghanistan.
[2] ibid.
[3] ibid.
[4] ibid.
[5] ธนู แก้วโอภาส, “เหตุการณ์สำคัญที่สุดของโลกในศตวรรษที่ 20: ศตวรรษแห่งสงคราม”, สำนักพิมพ์สุขภาพใจ, พิมพ์ครั้งที่ 2, 2549, หน้าที่ 727.
[6] ibid, หน้าที่ 729.
[7] http://en.wikipedia.org/wiki/Timeline_of_events_in_the_Cold_War.
 

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( วันพุธที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ.2551 )
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
| Tortaharn.net | Powered by Mambopixel.com |