|
ทหารอาชีพ เรื่องวุ่นๆ ของทหารกับการเมือง

ถึงแม้ประเทศไทยจะเพิ่มผ่านบรรยากาศของการทำรัฐประหารมาไม่นาน
ซึ่งทุกคนคิดว่าเหตุการณ์ในลักษณะนี้น่าที่จะผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว
ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการปฏิวัติก็ตาม
ประเทศไทยควรที่จะกลับเข้าสู่ภาวะสงบและพร้อมที่จะก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง
เพราะเราได้เสียโอกาสอะไรไปบางอย่างในขณะที่ประเทศไทยอยู่ในห้วงของการจับตามองจากต่างประเทศ
แต่บทเรียนเหล่านี้กลับไม่ได้จางหายไปจากสังคมไทย
ข่าวลือที่เกี่ยวข้องกับการทำรัฐประหารกลับกลายมาเป็นข่าวที่มีอยู่ตามสื่อต่างๆ
ทุกวัน ดีว่าช่วงนี้เริ่มมีข่าวคราวประเภทนี้น้อยลง
แต่ก็มักจะมีคำถามจากคนที่มีอาชีพอื่นๆ
จำนวนมากที่ถามคนที่มีอาชีพเป็นทหารว่าจะมีการทำรัฐประหารอีกหรือไม่
ความจริงแล้วเรื่องการทำปฏิวัติรัฐประหารนั้นป็นเรื่องที่ผมมีความเชื่อว่าจะเป็นเหตุการณ์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยลงและยากมากขึ้นในในห้วงเวลาปัจจุบัน
ที่เราเรียกกันในทางทหารว่ายุคหลังสงครามเย็น
อย่างกรณีของการทำรัฐประหารในครั้งที่แล้วเมื่อ 19 ก.ย.49 ที่ผ่านมา
ผมเองได้มีคนถามคำถามว่าจะมีการปฏิวัติ (รัฐประหาร) หรือไม่บ่อยครั้ง
ซึ่งมีอยู่ครั้งหนึ่งผมก็ตอบไปอย่างมั่นใจว่า
ไม่เกิดขึ้นแน่นอน ........ครับ
เพราะผมมีความเชื่อโดยส่วนตัวว่ากองทัพไทยยังไงก็ไม่สามารถที่จะทำการปิดอินเตอร์เน็ตได้
(แต่ประเทศข้างบ้านเราทำได้) ทีนี้คงมีคำถามตามมาว่าแล้วอินเตอร์เน็ตเกี่ยวอะไร
คำตอบคือถ้าเรามองย้อนไปในช่วงเหตุการความรุนแรงในช่วง พ.ค.2535
(โชคดีที่ช่วงนั้นผมฝึกอยู่ที่ออสเตรเลียและทางออสเตรเลียไม่ยอมให้พวกผมกลับเมืองไทย)
ที่รัฐบาลสั่งการให้ทหารเข้ามามีส่วนร่วมในการควบคุมสถานการณ์
ในครั้งนั้นประชาชนที่มารวมกลุ่มกันเป็นฝูงชนจำนวนมากโดยผ่านการสื่อสารทางโทรสาร
(Fax) และโทรศัพท์มือถือ
ซึ่งเมื่อฝูงชนมารวมตัวกันมากขึ้นทำให้การควบคุมฝูงชนเป็นไปได้ด้วยความยากลำบากและในที่สุดก็ใช้การเข้าสลายฝูงชนด้วยกำลังทหาร
ผลที่ตามมาคือความรุนแรงและการสูญเสีย
เลยส่งผลให้หลังจากเหตุการณ์ในครั้งนั้นประชาชนโดยทั่วไปมีความจงเกลียดจงชังทหาร
ทหารจะไปไหนไม่กล้าที่จะใส่เครื่องแบบกัน
จากเหตุการณ์ในครั้งนั้นจะเห็นได้ว่าปัจจัยที่ก่อให้เกิดการรวมตัวจำนวนมากของฝูงชนจะเกิดจากความสะดวกในการสื่อสารประชาชนทั่วไปสามารถติดต่อสื่อสารกันได้อย่างสะดวก
รวดเร็ว ไม่จำกัดสถานที่ ซึ่งความสามารถในการสื่อสารสาธารณะที่สะดวกสบาย
จึงส่งผลให้เกิดปัญหาอื่นๆ จามมาอีกหลายประการ เช่น
การก่อความไม่สงบในภาคใต้ที่ใช้โทรศัพท์มือถือเป็นช่องทางในการสื่อสาร
ระหว่างกลุ่มก่อความไม่สงบด้วยกันเองและกับคนภายนอกกลุ่มและรวมไปถึงการสื่อสารกับคนอื่นๆ
ได้ทั้งโลก โดยยากที่ทางฝ่ายรัฐบาลจะเข้าติดตาม
ด้วยความเชื่อมั่นในความสามารถในการสื่อสารนี่เอง
และปัจจุบันยิ่งมีอินเตอร์เน็ต
เลยทำให้ผมมีความเชื่อว่าไม่มีใครสามารถทำการปิดอินเตอร์เน็ตได้
แต่แล้วการทำรัฐประหารได้เกิดขึ้นอีกเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549 ที่ผ่านมา
ซึ่งเมื่อผมทราบข่าวผมก็จะทำการตรวจสอบข้อมูลข่าวสารผลปรากฏว่า
ผมไม่สามารถติดต่อใครได้
(ในช่วงต้นนั้นโทรหาเพื่อนได้บางคนหลังจากนั้นไม่สามารถติดต่อใครได้เลย)
ผลเลยหันมาตรวจสอบข่าวสารจากอินเตอร์เน็ต
แต่ก็ประสบความล้มเหลวเพราะไม่สามารถตรวจสอบอะไรได้ ทำให้ผมนึกในใจว่า
คนที่ทำรัฐประหารนี่เก่งนะ
เพราะสามารถตัดช่องทางการสื่อสารได้ทั้งหมดไม่ว่าโทรศัพท์มือถือ และอินเตอร์เน็ต
แต่บนความเป็นจริงแล้ว
สาเหตุที่โครงข่ายการสื่อสารของประเทศไทยยังไม่สามารถให้บริการได้เนื่องมาจากโครงสร้างพื้นฐานทางด้านโทรคมนาคมยังไม่ดีพอไม่สามารถรองรับการใช้ในปริมาณที่มากได้
จึงทำให้การสื่อสารหยุดชะงักงัน
ตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นถึงระดับของระดับความสามารถของโครงสร้างพื้นฐานทางโทรคมนาคม
ให้ลองสังเกตุจากการที่เราพยายามส่งข้อความ SMS อวยพรวันขึ้นปีใหม่พร้อมๆ
กันในคืนวันที่ 31 ธันวาคม แต่ SMS กลับถูกส่งไปถึงผู้รับอีกวันหนึ่ง คือ 1
มกราคมของอีกปีหนึ่งในช่วงเช้า หรือตอนกลางวัน
เพราะฉะนั้นเลยถือว่าเป็นความโชคดีไปที่การสื่อสารล่ม
ทำให้การทำรัฐประหารไม่ยืดเยื้อและไม่นำมาซึ่งความเสียหายและความรุนแรง
แต่สิ่งที่ปรากฏหลังจากที่ทหารได้มีส่วนหลักในการทำรัฐประหารแล้วปรากฏว่าทหารไม่สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าไรนัก
ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากความสลับซ้อนในปัญหาต่างๆ มีความซ้ำซ้อน สูงมากขึ้น
การแก้ปัญหาต่างๆ ในยุคโลกภิวัตน์
ที่กระทำโดยการรัฐประหารโดยทหารถือได้ว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำเป็นอย่างยิ่ง
ดังนั้นหากจะต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางการเมืองแล้ว
การทำรัฐประหารควรที่จะกระทำโดยการเมืองภาคประชาชน หรือ ประชาสังคม
ทั้งนี้เพราะความสามารถในการสื่อสารที่รวดเร็วและกระแสการเบ่งบานของประชาธิปไตยการดำเนินการใดๆ
ในการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองโดยการยึดอำนาจจากฝ่ายทหารเป็นเรื่องที่ขาดการยอมรับจากนานาอารยะประเทศ
และส่งผลประทบโดยภาพรวมของประเทศในด้านต่างๆ
สถานการณ์ในวันนี้ทหารกำลังที่จะเดินก้าวเข้ามาสู่วงรอบในการทำรัฐประหารโดยทหารหรือที่เรียกกันว่าวงจรอุบาทว์
(Vicious Circle) เร็วขึ้นกว่าเดิม
ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากสังคมมีความเป็นปัจเจกมากขึ้น และการสื่อสารที่รวดเร็ว
ทำให้เรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว
ทำให้การเมืองภาคประชาชนมีความเข้มแข็งมากขึ้น
การต่อสู้เพื่อให้แนวทางที่กลุ่มตนเองต้องการบรรลุผลจึงทำให้กลุ่มต่างๆออกมาเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องในสิ่งที่ตนเองต้องการ
และเมื่อสถานการณ์บานปลายไป
การควบคุมเริ่มมีการใช้ความรุนแรงแล้วในที่สุดต้องใช้กำลังทหารเข้าควบคุมสถานการณ์
สำหรับในอดีตนั้นการปฏิวัติรัฐประหารจะเกิดขึ้นจากเงื่อนไขต่างๆ
โดยหากเงื่อนไขต่างๆนั้นเกิดขึ้นครบหรือเกิดขึ้นในหลายๆ
ข้อความเป็นไปได้ที่ทหารจะออกมาทำการรัฐประหารก็จะมีสูงขึ้น
ตัวอย่างของเงื่อนไขสำคัญที่นำไปสู่การรัฐประหาร ดังนี้
1)
สภาพเศรษฐกิจที่ก่อให้เกิดปัญหาปากท้องของประชาชน ข้าวยากหมากแพง
2)
ประชาชนแบ่งแยกเป็นก๊กเป็นเหล่าที่นำไปสู่ความแตกแยกในสังคม
และส่งผลต่อการอยู่ร่วมกันอย่างไม่สงบสุข
3)
ทหารทะเลาะกันเอง หรือ ทหารทะเลาะกับนักการเมือง หรือ
นักการเมืองทะเลาะกันเองกันเองอย่างรุนแรง ทำให้เกิดการแย่งชิงอำนาจ
4)
การดึงสถาบันพระมหากษัตริย์เข้ามาเป็นเงื่อนไขทางทหารการเมือง
เมื่อเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ในปัจจุบันแล้วองค์ประกอบค่อนข้างที่จะครบ
ขาดแต่เพียงระดับของความรุนแรงที่ยังรุนแรงไม่พอที่จะนำไปสู่การทำรัฐประหาร
ตามที่หลายฝ่ายอยากให้เป็น นอกจากนี้ฝ่ายทหารเองอาจจะมีความระมัดระวังมากขึ้น
เพราะการออกมาทำรัฐประหารในคราวนี้ตามกลุ่มที่ต้องการแย่งชิงอำนาจอาจจะนำไปสู่การกลายเป็นแพะผู้รับบาปแทน
และจะกลายไปเป็นผู้ที่ถูกรังเกียจในสายตาประชาชนและในเวทีโลก
ซึ่งฝ่ายกองทัพหรือทหารเองน่าจะนำบทเรียนจากในอดีตมาพิจารณาอย่างละเอียดว่าที่ผ่านมาหลังจากที่ทหารทำการรัฐประหารแล้วผลที่ตามเป็นอย่างไร
ดังตัวอย่างใกล้ๆ
ที่เพิ่งทำการรัฐประหารไปว่าทหารทำการรัฐประหารไปแล้วแต่ไม่ได้สร้างความแตกต่างทั้งในเชิงบวกและเชิงลบอะไรเลยมีแต่เสียเงินแผ่นดินไปจำนวนมหาศาล
และผลที่ต้องการคือทำการล้มล้างอำนาจเก่าก็ยังไม่สามารถกระทำได้
แสดงว่าการทำรัฐประหารในปัจจุบันจะไม่เกิดประโยชน์อะไรเลยถ้าเรายังไม่สามารถเปลี่ยนรากของความคิดของชนชั้นรากหญ้าหรือคนส่วนใหญ่ของสังคม
ดังนั้นถ้าทหารพยายามที่จะทำรัฐประหารอีกย่อมมีโอกาสที่จะนำไปสู่ความรุนแรงและนองเลือด
ไม่ว่าทางกองทัพจะเลือกยืนฝั่งไหน
กองทัพในฐานะสถาบันทหารที่มีได้ทำหน้าที่อย่างต่อเนื่องมายาวนานร่วมพันปี
คนในกองทัพได้เสียสละทั้งชีวิต ทั้งอวัยวะ และทั้งเลือดเนื้อคนแล้วคนเล่า
เพื่อให้ประเทศไทยคงความเป็นไทยได้ในทุกวันนี้ และวันนี้และต่อๆ ไป
โลกได้มีการเปลี่ยนแปลงไปเยอะ
ความเป็นทหารอาชีพของกองทัพเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งในสมัยปัจจุบัน
ดังนั้นการรักษาบทบาทและหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในทางการเมืองเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน
กองทัพจะถูกนำไปเป็นเครื่องมือทางการเมือง
และสุดท้ายเราก็คือแพะของนักการเมืองที่ใช้เราเป็นฐานในการขยับไปข้างหน้า
ให้เราเหล่าทหารทั้งหลายลองสังเกตุดูดีๆ
ว่าในอดีตที่ผ่านมามีนายทหารคนไหนที่เดินทางเข้าไปพัวพันทางการเมืองแล้วประสบความสำเร็จบ้าง
ตอบได้ว่าถ้านับจริงๆ
แล้วในสมัยสงครามเย็นและหลังสงครามเย็นมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น
ที่เหลือนั้นไม่ประสบความสำเร็จและเรียกได้ว่ามีแต่ความล้มเหลวในทางการเมือง
และมักจะมีคำพูดที่พูดต่อกันมาว่า
รัฐประหารน่ะตอนทำไม่ยาก
แต่สิ่งที่ยากคือหลังจากที่ยึดอำนาจเสร็จแล้ว
ทุกวันนี้ถ้ากองทัพทำการยึดอำนาจซึ่งเมื่อยึดอำนาจเสร็จแล้ว
กองทัพจะทำอย่างไรต่อไปล้มล้างรัฐธรรมนูญหรือไม่ถ้าล้มแล้วทหารมีความรู้ในเรื่องกฏหมายมหาชนเพียงใด
กองทัพจะทำอย่างไรกับอัตราเงินเฟ้อ กับการขาดดุลทางการค้าระหว่างประเทศ
กองทัพจะทำอย่างไรกับการจัดการศึกษาของคนทั้งประเทศ
กองทัพจะทำอย่างไรกับบทบาทในเวทีต่างประเทศ กองทัพจะทำอย่างไรกับภาวะโลกร้อน
กองทัพจะทำอย่างไรกับเรื่องอื่นๆ มากมายที่กองทัพไม่มีความถนัด
ในที่สุดเมื่อทำรัฐประหารเสร็จก็จะต้องให้คนอื่นๆ มาทำต่อ
แล้วยังไงคนที่เลือกมานั้นเขาเห็นด้วยกับการปฏิวัติหรือไม่
เขาคิดเขามองอย่างที่ทหารมองหรือไม่ ซึ่งคำตอบก็คือไม่มีใครรู้
สุดท้ายกองทัพก็กลายเป็นกลุ่มบุคคลที่ก่อให้เกิดวงจรอุบาทว์เสียเอง
ผมอยากจะให้กองทัพมีความสง่างาม
มีความเป็นทหารอาชีพ กองทัพควรจะวางตัวต่อทางการเมือง
ไม่ใช่เห็นดีเห็นงามกับเศษผลประโยชน์ที่ทางฝ่ายการเมืองนำมาล่อให้เราเข้าไปติดกับ
อย่าลืมนะครับว่าประเทศไทยเป็นของคนไทยทุกคน
ไม่ใช่มีแต่กองทัพที่มีความรักชาติเพียงอาชีพเดียว
กองทัพควรที่จะปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติของมันเอง
ระบบทั้งหลายก็จะปรับตัวของมันเอง
กองทัพไม่เคยปล่อยให้ระบบจัดการกันเองแต่กองทัพมักจะก้าวเข้าไปดำเนินการก่อนที่ระบบจะถึงตรงนั้น
และนั่นก็คือตราบาปที่กองทัพเป็นคนประทับไว้ในประวัติศาสตร์ของสังคมเสียเอง
.นี่แหละครับอำนาจที่ทุกคนใฝ่ฝันหา และแล้วก็รักชาติน้ำลายไหลกันทั้งนั้น
|