Tortaharn.net

Monday, 06 September 2010

รายการ
หน้าแรก
ความฝันอันสูงสุด
วัตถุประสงค์
บทความ
ประวัติศาสตร์ทหาร
หนังสือ
รู้จักทอทหาร
ทอทหาร Facebook
ทอทหาร Twitter
ติดต่อทอทหาร
เชื่อมโยง
ค้นหา
สมุดเยี่ยม
เพื่อนบ้านน่าสนใจ
Guru-ICT.com
ทหารดอทเน็ต
ตท.26/จปร.37
ประชาสรรค์
อานันท์
เวบมาสเตอร์
แก้ไขระบบ
บุคคลออนไลน์
ขณะนี้มี 60 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
เข้าสู่ระบบ
ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้ลงทะเบียน? ลงทะเบียนใหม่
ปฏิทิน
« มิถุนายน 2010  
อา. จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส.
  12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930     
เวลาปัจจุบัน
สถิติ
จำนวนสมาชิก : 5998
จำนวนข่าวสาร : 176
เว็บลิงค์: 21
ผู้เยี่ยมชม: 4229957
Syndicate
ทหารอาชีพ – เรื่องวุ่นๆ ของทหารกับการเมือง PDF พิมพ์ ส่งเมล
แก้ไขโดย ทอทหาร   
วันอาทิตย์ที่ 01 มิถุนายน พ.ศ.2551

ทหารอาชีพ – เรื่องวุ่นๆ ของทหารกับการเมือง


        ถึงแม้ประเทศไทยจะเพิ่มผ่านบรรยากาศของการทำรัฐประหารมาไม่นาน ซึ่งทุกคนคิดว่าเหตุการณ์ในลักษณะนี้น่าที่จะผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการปฏิวัติก็ตาม ประเทศไทยควรที่จะกลับเข้าสู่ภาวะสงบและพร้อมที่จะก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง เพราะเราได้เสียโอกาสอะไรไปบางอย่างในขณะที่ประเทศไทยอยู่ในห้วงของการจับตามองจากต่างประเทศ แต่บทเรียนเหล่านี้กลับไม่ได้จางหายไปจากสังคมไทย ข่าวลือที่เกี่ยวข้องกับการทำรัฐประหารกลับกลายมาเป็นข่าวที่มีอยู่ตามสื่อต่างๆ ทุกวัน ดีว่าช่วงนี้เริ่มมีข่าวคราวประเภทนี้น้อยลง แต่ก็มักจะมีคำถามจากคนที่มีอาชีพอื่นๆ จำนวนมากที่ถามคนที่มีอาชีพเป็นทหารว่าจะมีการทำรัฐประหารอีกหรือไม่

        ความจริงแล้วเรื่องการทำปฏิวัติรัฐประหารนั้นป็นเรื่องที่ผมมีความเชื่อว่าจะเป็นเหตุการณ์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยลงและยากมากขึ้นในในห้วงเวลาปัจจุบัน ที่เราเรียกกันในทางทหารว่ายุคหลังสงครามเย็น อย่างกรณีของการทำรัฐประหารในครั้งที่แล้วเมื่อ 19 ก.ย.49 ที่ผ่านมา ผมเองได้มีคนถามคำถามว่าจะมีการปฏิวัติ (รัฐประหาร) หรือไม่บ่อยครั้ง ซึ่งมีอยู่ครั้งหนึ่งผมก็ตอบไปอย่างมั่นใจว่า

ไม่เกิดขึ้นแน่นอน ........ครับ

        เพราะผมมีความเชื่อโดยส่วนตัวว่ากองทัพไทยยังไงก็ไม่สามารถที่จะทำการปิดอินเตอร์เน็ตได้ (แต่ประเทศข้างบ้านเราทำได้) ทีนี้คงมีคำถามตามมาว่าแล้วอินเตอร์เน็ตเกี่ยวอะไร คำตอบคือถ้าเรามองย้อนไปในช่วงเหตุการความรุนแรงในช่วง พ.ค.2535 (โชคดีที่ช่วงนั้นผมฝึกอยู่ที่ออสเตรเลียและทางออสเตรเลียไม่ยอมให้พวกผมกลับเมืองไทย) ที่รัฐบาลสั่งการให้ทหารเข้ามามีส่วนร่วมในการควบคุมสถานการณ์ ในครั้งนั้นประชาชนที่มารวมกลุ่มกันเป็นฝูงชนจำนวนมากโดยผ่านการสื่อสารทางโทรสาร (Fax) และโทรศัพท์มือถือ ซึ่งเมื่อฝูงชนมารวมตัวกันมากขึ้นทำให้การควบคุมฝูงชนเป็นไปได้ด้วยความยากลำบากและในที่สุดก็ใช้การเข้าสลายฝูงชนด้วยกำลังทหาร ผลที่ตามมาคือความรุนแรงและการสูญเสีย เลยส่งผลให้หลังจากเหตุการณ์ในครั้งนั้นประชาชนโดยทั่วไปมีความจงเกลียดจงชังทหาร ทหารจะไปไหนไม่กล้าที่จะใส่เครื่องแบบกัน

        จากเหตุการณ์ในครั้งนั้นจะเห็นได้ว่าปัจจัยที่ก่อให้เกิดการรวมตัวจำนวนมากของฝูงชนจะเกิดจากความสะดวกในการสื่อสารประชาชนทั่วไปสามารถติดต่อสื่อสารกันได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ไม่จำกัดสถานที่ ซึ่งความสามารถในการสื่อสารสาธารณะที่สะดวกสบาย จึงส่งผลให้เกิดปัญหาอื่นๆ จามมาอีกหลายประการ เช่น การก่อความไม่สงบในภาคใต้ที่ใช้โทรศัพท์มือถือเป็นช่องทางในการสื่อสาร ระหว่างกลุ่มก่อความไม่สงบด้วยกันเองและกับคนภายนอกกลุ่มและรวมไปถึงการสื่อสารกับคนอื่นๆ ได้ทั้งโลก โดยยากที่ทางฝ่ายรัฐบาลจะเข้าติดตาม

        ด้วยความเชื่อมั่นในความสามารถในการสื่อสารนี่เอง และปัจจุบันยิ่งมีอินเตอร์เน็ต เลยทำให้ผมมีความเชื่อว่าไม่มีใครสามารถทำการปิดอินเตอร์เน็ตได้ แต่แล้วการทำรัฐประหารได้เกิดขึ้นอีกเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549 ที่ผ่านมา ซึ่งเมื่อผมทราบข่าวผมก็จะทำการตรวจสอบข้อมูลข่าวสารผลปรากฏว่า ผมไม่สามารถติดต่อใครได้ (ในช่วงต้นนั้นโทรหาเพื่อนได้บางคนหลังจากนั้นไม่สามารถติดต่อใครได้เลย) ผลเลยหันมาตรวจสอบข่าวสารจากอินเตอร์เน็ต แต่ก็ประสบความล้มเหลวเพราะไม่สามารถตรวจสอบอะไรได้ ทำให้ผมนึกในใจว่า

คนที่ทำรัฐประหารนี่เก่งนะ เพราะสามารถตัดช่องทางการสื่อสารได้ทั้งหมดไม่ว่าโทรศัพท์มือถือ และอินเตอร์เน็ต

        แต่บนความเป็นจริงแล้ว สาเหตุที่โครงข่ายการสื่อสารของประเทศไทยยังไม่สามารถให้บริการได้เนื่องมาจากโครงสร้างพื้นฐานทางด้านโทรคมนาคมยังไม่ดีพอไม่สามารถรองรับการใช้ในปริมาณที่มากได้ จึงทำให้การสื่อสารหยุดชะงักงัน ตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นถึงระดับของระดับความสามารถของโครงสร้างพื้นฐานทางโทรคมนาคม ให้ลองสังเกตุจากการที่เราพยายามส่งข้อความ SMS อวยพรวันขึ้นปีใหม่พร้อมๆ กันในคืนวันที่ 31 ธันวาคม แต่ SMS กลับถูกส่งไปถึงผู้รับอีกวันหนึ่ง คือ 1 มกราคมของอีกปีหนึ่งในช่วงเช้า หรือตอนกลางวัน

        เพราะฉะนั้นเลยถือว่าเป็นความโชคดีไปที่การสื่อสารล่ม ทำให้การทำรัฐประหารไม่ยืดเยื้อและไม่นำมาซึ่งความเสียหายและความรุนแรง แต่สิ่งที่ปรากฏหลังจากที่ทหารได้มีส่วนหลักในการทำรัฐประหารแล้วปรากฏว่าทหารไม่สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าไรนัก ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากความสลับซ้อนในปัญหาต่างๆ มีความซ้ำซ้อน สูงมากขึ้น การแก้ปัญหาต่างๆ ในยุคโลกภิวัตน์ ที่กระทำโดยการรัฐประหารโดยทหารถือได้ว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำเป็นอย่างยิ่ง

        ดังนั้นหากจะต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางการเมืองแล้ว การทำรัฐประหารควรที่จะกระทำโดยการเมืองภาคประชาชน หรือ ประชาสังคม ทั้งนี้เพราะความสามารถในการสื่อสารที่รวดเร็วและกระแสการเบ่งบานของประชาธิปไตยการดำเนินการใดๆ ในการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองโดยการยึดอำนาจจากฝ่ายทหารเป็นเรื่องที่ขาดการยอมรับจากนานาอารยะประเทศ และส่งผลประทบโดยภาพรวมของประเทศในด้านต่างๆ

        สถานการณ์ในวันนี้ทหารกำลังที่จะเดินก้าวเข้ามาสู่วงรอบในการทำรัฐประหารโดยทหารหรือที่เรียกกันว่าวงจรอุบาทว์ (Vicious Circle) เร็วขึ้นกว่าเดิม ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากสังคมมีความเป็นปัจเจกมากขึ้น และการสื่อสารที่รวดเร็ว ทำให้เรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว ทำให้การเมืองภาคประชาชนมีความเข้มแข็งมากขึ้น การต่อสู้เพื่อให้แนวทางที่กลุ่มตนเองต้องการบรรลุผลจึงทำให้กลุ่มต่างๆออกมาเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องในสิ่งที่ตนเองต้องการ และเมื่อสถานการณ์บานปลายไป การควบคุมเริ่มมีการใช้ความรุนแรงแล้วในที่สุดต้องใช้กำลังทหารเข้าควบคุมสถานการณ์

        สำหรับในอดีตนั้นการปฏิวัติรัฐประหารจะเกิดขึ้นจากเงื่อนไขต่างๆ โดยหากเงื่อนไขต่างๆนั้นเกิดขึ้นครบหรือเกิดขึ้นในหลายๆ ข้อความเป็นไปได้ที่ทหารจะออกมาทำการรัฐประหารก็จะมีสูงขึ้น ตัวอย่างของเงื่อนไขสำคัญที่นำไปสู่การรัฐประหาร ดังนี้

            1) สภาพเศรษฐกิจที่ก่อให้เกิดปัญหาปากท้องของประชาชน ข้าวยากหมากแพง
            2) ประชาชนแบ่งแยกเป็นก๊กเป็นเหล่าที่นำไปสู่ความแตกแยกในสังคม และส่งผลต่อการอยู่ร่วมกันอย่างไม่สงบสุข
            3) ทหารทะเลาะกันเอง หรือ ทหารทะเลาะกับนักการเมือง หรือ นักการเมืองทะเลาะกันเองกันเองอย่างรุนแรง ทำให้เกิดการแย่งชิงอำนาจ
            4) การดึงสถาบันพระมหากษัตริย์เข้ามาเป็นเงื่อนไขทางทหารการเมือง

        เมื่อเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ในปัจจุบันแล้วองค์ประกอบค่อนข้างที่จะครบ ขาดแต่เพียงระดับของความรุนแรงที่ยังรุนแรงไม่พอที่จะนำไปสู่การทำรัฐประหาร ตามที่หลายฝ่ายอยากให้เป็น นอกจากนี้ฝ่ายทหารเองอาจจะมีความระมัดระวังมากขึ้น เพราะการออกมาทำรัฐประหารในคราวนี้ตามกลุ่มที่ต้องการแย่งชิงอำนาจอาจจะนำไปสู่การกลายเป็นแพะผู้รับบาปแทน และจะกลายไปเป็นผู้ที่ถูกรังเกียจในสายตาประชาชนและในเวทีโลก

        ซึ่งฝ่ายกองทัพหรือทหารเองน่าจะนำบทเรียนจากในอดีตมาพิจารณาอย่างละเอียดว่าที่ผ่านมาหลังจากที่ทหารทำการรัฐประหารแล้วผลที่ตามเป็นอย่างไร ดังตัวอย่างใกล้ๆ ที่เพิ่งทำการรัฐประหารไปว่าทหารทำการรัฐประหารไปแล้วแต่ไม่ได้สร้างความแตกต่างทั้งในเชิงบวกและเชิงลบอะไรเลยมีแต่เสียเงินแผ่นดินไปจำนวนมหาศาล และผลที่ต้องการคือทำการล้มล้างอำนาจเก่าก็ยังไม่สามารถกระทำได้ แสดงว่าการทำรัฐประหารในปัจจุบันจะไม่เกิดประโยชน์อะไรเลยถ้าเรายังไม่สามารถเปลี่ยนรากของความคิดของชนชั้นรากหญ้าหรือคนส่วนใหญ่ของสังคม ดังนั้นถ้าทหารพยายามที่จะทำรัฐประหารอีกย่อมมีโอกาสที่จะนำไปสู่ความรุนแรงและนองเลือด ไม่ว่าทางกองทัพจะเลือกยืนฝั่งไหน

        กองทัพในฐานะสถาบันทหารที่มีได้ทำหน้าที่อย่างต่อเนื่องมายาวนานร่วมพันปี คนในกองทัพได้เสียสละทั้งชีวิต ทั้งอวัยวะ และทั้งเลือดเนื้อคนแล้วคนเล่า เพื่อให้ประเทศไทยคงความเป็นไทยได้ในทุกวันนี้ และวันนี้และต่อๆ ไป โลกได้มีการเปลี่ยนแปลงไปเยอะ ความเป็นทหารอาชีพของกองทัพเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งในสมัยปัจจุบัน ดังนั้นการรักษาบทบาทและหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในทางการเมืองเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน กองทัพจะถูกนำไปเป็นเครื่องมือทางการเมือง และสุดท้ายเราก็คือแพะของนักการเมืองที่ใช้เราเป็นฐานในการขยับไปข้างหน้า

        ให้เราเหล่าทหารทั้งหลายลองสังเกตุดูดีๆ ว่าในอดีตที่ผ่านมามีนายทหารคนไหนที่เดินทางเข้าไปพัวพันทางการเมืองแล้วประสบความสำเร็จบ้าง ตอบได้ว่าถ้านับจริงๆ แล้วในสมัยสงครามเย็นและหลังสงครามเย็นมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ที่เหลือนั้นไม่ประสบความสำเร็จและเรียกได้ว่ามีแต่ความล้มเหลวในทางการเมือง และมักจะมีคำพูดที่พูดต่อกันมาว่า

รัฐประหารน่ะตอนทำไม่ยาก แต่สิ่งที่ยากคือหลังจากที่ยึดอำนาจเสร็จแล้ว

        ทุกวันนี้ถ้ากองทัพทำการยึดอำนาจซึ่งเมื่อยึดอำนาจเสร็จแล้ว กองทัพจะทำอย่างไรต่อไปล้มล้างรัฐธรรมนูญหรือไม่ถ้าล้มแล้วทหารมีความรู้ในเรื่องกฏหมายมหาชนเพียงใด กองทัพจะทำอย่างไรกับอัตราเงินเฟ้อ กับการขาดดุลทางการค้าระหว่างประเทศ กองทัพจะทำอย่างไรกับการจัดการศึกษาของคนทั้งประเทศ กองทัพจะทำอย่างไรกับบทบาทในเวทีต่างประเทศ กองทัพจะทำอย่างไรกับภาวะโลกร้อน กองทัพจะทำอย่างไรกับเรื่องอื่นๆ มากมายที่กองทัพไม่มีความถนัด ในที่สุดเมื่อทำรัฐประหารเสร็จก็จะต้องให้คนอื่นๆ มาทำต่อ แล้วยังไงคนที่เลือกมานั้นเขาเห็นด้วยกับการปฏิวัติหรือไม่ เขาคิดเขามองอย่างที่ทหารมองหรือไม่ ซึ่งคำตอบก็คือไม่มีใครรู้ สุดท้ายกองทัพก็กลายเป็นกลุ่มบุคคลที่ก่อให้เกิดวงจรอุบาทว์เสียเอง

        ผมอยากจะให้กองทัพมีความสง่างาม มีความเป็นทหารอาชีพ กองทัพควรจะวางตัวต่อทางการเมือง ไม่ใช่เห็นดีเห็นงามกับเศษผลประโยชน์ที่ทางฝ่ายการเมืองนำมาล่อให้เราเข้าไปติดกับ อย่าลืมนะครับว่าประเทศไทยเป็นของคนไทยทุกคน ไม่ใช่มีแต่กองทัพที่มีความรักชาติเพียงอาชีพเดียว กองทัพควรที่จะปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติของมันเอง ระบบทั้งหลายก็จะปรับตัวของมันเอง กองทัพไม่เคยปล่อยให้ระบบจัดการกันเองแต่กองทัพมักจะก้าวเข้าไปดำเนินการก่อนที่ระบบจะถึงตรงนั้น และนั่นก็คือตราบาปที่กองทัพเป็นคนประทับไว้ในประวัติศาสตร์ของสังคมเสียเอง ………….นี่แหละครับอำนาจที่ทุกคนใฝ่ฝันหา และแล้วก็รักชาติน้ำลายไหลกันทั้งนั้น
 

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( วันจันทร์ที่ 02 มิถุนายน พ.ศ.2551 )
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
| Tortaharn.net | Powered by Mambopixel.com |