|

สถานการณ์ในปัจจุบันคงเป็นสิ่งที่สร้างความเบื่อหน่ายให้กับประชาชนคนไทยจำนวนมาก
ผมเชื่อว่าคนไทยจำนวนมากต้องการความเป็นอยู่ที่ดี ต้องการให้มีอาหารใส่ปากใส่ท้อง
ต้องการมีเงินส่งให้ลูกไปเรียน
โดยมีความเชื่อว่าประเทศไทยควรที่จะเดินไปข้างหน้ามากกว่าที่จะหยุดอยู่กับที่และกำลังจะเดินถอยหลังในที่สุด
ซึ่งสาเหตุที่แท้จริงอาจจะไม่มีใครสามารถฟันธงได้ร้อยเปอร์เซ็นต์
แต่สิ่งที่คนไทยทุกคนสามารถคาดเดาได้ว่ารากของปัญหาส่วนใหญ่จะมาจากคำเดียวคือคำว่า
อำนาจ
เพราะถ้าปัญหาทั้งหลายที่วุ่นวายในปัจจุบันไม่ไปเกี่ยวข้องกับคำว่าอำนาจแล้วทุกอย่างคงจะจบสิ้นภายในเร็ววัน
ในแนวคิดทางด้านความมั่นคงแห่งชาตินั้นจะมีความเชื่อกันว่าประเทศชาติจะมีความเข้มแข็งมั่นคง
สามารถอยู่รอดปลอดภัยจากสิ่งต่างๆ ทั้งปวงได้นั้นประเทศชาตินั้นจะต้องมี
กำลังอำนาจของชาติที่มีความเข้มแข็ง ซึ่งคำว่ากำลังอำนาจของชาติ หรือ National
Power นั้นเริ่มมีการใช้ในทางยุทธศาสตร์ เมื่อตอนปลายศตวรรษที่ 15 โดยมี นักปรัชญา
และ นักการทหาร ชาวอิตาลีชื่อ Niccolo Machiavelli (1469-1527)
ได้เสนอแนวความคิดที่เกี่ยวข้องกับกำลังอำนาจของรัฐ ซึ่งต่อมาก็ได้พัฒนามาเป็น
องค์ประกอบของกำลังอำนาจของชาติ ในขั้นต้นกำลังอำนาจของชาติ จะประกอบไปด้วย
องค์ประกอบหลัก 3 ประการ คือ การเมือง สังคม และ การทหาร จากองค์ประกอบทั้ง 3
ประการนี้เอง จะเป็นสิ่งที่บ่งชี้ว่า รัฐ หรือประเทศใด
จะมีกำลังอำนาจมากเพียงใดที่จะนำมาซึ่งความได้เปรียบต่อรัฐ หรือประเทศอื่น ๆ
ต่อมานักการทหาร ชาวปรัสเซีย ชื่อ Carl von Clausewitz (1780 - 1831)
ได้เพิ่มเติมองค์ประกอบของกำลังอำนาจของชาติ คือ เศรษฐกิจ
อย่างไรก็ดีกำลังอำนาจของชาติ
ในด้านต่าง จะต้องถูกพัฒนาไปในระดับที่เท่าเทียมกัน หรือกล่าวง่าย ๆ
คือต้องสมดุลย์กันทุกด้าน และ มีเป้าหมายที่ชัดเจนและแน่นอน
ถ้าเรามุ่งพัฒนาด้านใดด้านหนึ่ง
โดยเฉพาะเราคงจะไม่สามารถรักษาผลประโยชน์ของชาติของเราไว้ได้ เช่น
ประเทศคูเวตที่มีกำลังอำนาจทางด้านเศรษฐกิจที่แข็งแรง
แต่ไม่ได้มีกำลังอำนาจของชาติทางด้านการทหารที่แข็งแรง ถูกอิรักทำการยึดครอง
ได้อย่างง่ายดาย หรือ อิรักที่นำประเทศเข้าสู่ภาวะสงคราม กับอิหร่าน เป็นระยะเวลา 8
ปี งบประมาณต่าง ๆ ถูกทุ่มให้กับกิจการทหาร
ในที่สุดประเทศต้องประสบปัญหาในเรื่องของงบประมาณ และ
เป็นสาเหตุที่ทำให้ต้องบุกคูเวต เป็นต้น
แต่สำหรับประเทศไทยในวันนี้กลับเผชิญสภาวะที่แปลก
ที่กำลังอำนาจของชาติทางด้านการเมืองกลับมีความขัดแย้งกันเองกับกำลังอำนาจของชาติด้านสังคมจิตวิทยา
จนทำให้กำลังอำนาจของชาติด้านการเมืองโดนปิดล้อมโดยกำลังอำนาจทางสังคมจิตวิทยา
ดังเช่น
เงื่อนไขของความขัดแย้งไม่ลงลอยของคนไทยในชาติกลับกลายมาเป็นเงื่อนไขที่ทำให้การขับเคลื่อนทางการเมืองเกิดภาวะชะงักงัน
ไม่มีทางออก
ไม่ว่าจะทำการแก้ไขด้วยการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยหรือการปฏิวัติรัฐประหารด้วยกำลังอำนาจทางทหาร
ต่างก็ไม่สามารถที่จะแก้ไขให้สภาวะอย่างที่เป็นอยู่คลายลงไปได้
เพราะว่าไม่ว่าจะใช้แนวทางไหนก็ไม่สามารถที่จะทำให้เกิดการขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้
ความจริงแล้วถ้าจะว่าไปก็แปลกที่ก่อนที่สถานการณ์จะบานปลายมาถึงในปัจจุบัน
เราต้องยอมรับว่าก่อนที่จะมีเหตุการณ์ความวุ่นวายในหลายปีก่อนหน้านี้
เราจะพบว่ากำลังอำนาจทางด้านการเมืองของไทยมีความแข็งแกร่งจนประเทศไทยรุดหน้าไปแข่งกับนานาอารยะประเทศได้อย่างโดนเด่นเป็นอย่างมาก
เช่น
การที่พรรคการเมืองได้รับการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงที่ท่วมทันจนสามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในการเมืองในยุคปัจจุบัน
แต่แล้วหลังจากนั้นไม่นานปรากฏว่าความเข้มแข็งทางการเมืองที่มากจนเกินไปกลับนำมาสู่ความขัดแย้งในกำลังอำนาจทางด้านสังคมจิตวิทยา
และขยายผลไปเป็นวงกว้าง และยังนำไปสู่ความแตกแยกในสังคมไทยอย่างรุนแรง
ซึ่งส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะ คนไทย นักการเมือง และประชาชนคนเดินดินทั่วไป
ประสบกับปัญหากับความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง
การละเลยสิทธิของคนกลุ่มน้อยจากคนส่วนใหญ่ด้วยความตั้งใจหรือไม่ก็ตาม
ได้ส่งผลให้เกิดความแตกแยกในสังคมไทยและนำไปสู่การใช้ความรุนแรงและวงจรอุบาทว์ในที่สุด
(กองทัพทำการรัฐประหาร)
สิ่งที่สำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาการปิดล้อมทางการเมืองโดยกำลังอำนาจของชาติด้านสังคมจิตวิทยานั้น
น่าจะมาจากทิฐิ ของแต่ละฝ่ายที่ยึดมันในอัตตาของตนจนลืมคิดถึงประโยชน์ส่วนรวม
ซึ่งถ้ากลุ่มคนแต่ละฝ่ายโงหัวขึ้นมาคิดสักนิดจะมองเห็นว่าประเทศไทยวันนี้ไม่ได้เดินไปไหน
ย่ำอยู่กับที่และกำลังถอยหลัง เพราะคนไม่กี่กลุ่มที่ไม่ยอมกัน
ต่างฝ่ายต่างรักชาติน้ำลายไหลย้อย มัวแต่มองประโยชน์ของตนเองเป็นที่ตั้ง
ประชาชนคนไทยจะได้รับความยากลำบาก จะอดอยากอย่างไรไม่สนใจ
สนใจแต่เพียงว่าจะทำอย่างไรให้ตนเองมีอำนาจ ด้วยวิธีอะไรก็ได้
แล้วคำถามที่ตามมาคือ
แล้วประเทศไทยล่ะจะต้องหาทางออกว่าจะทำกันอย่างไรที่จะทำให้ทุกคนพึงพอใจมากที่สุด
เพราะถ้าทุกคนต่างต้องการให้ได้ในสิ่งที่ตนเองต้องการสูงสุดนั้น
ไม่มีทางเลยที่จะทำให้สังคมไทยสงบ สถานการณ์ ณ
วันนี้นั้นต้องการสถานการณ์ที่ทุกฝ่ายพอใจสูงสุดเท่าที่เป็นไปได้ ซึ่งในทางทฤษฏีเกม
(Game theory) คณิตศาสตร์สาขาหนึ่งจะเรียกว่า Nash Equilibrium หรือ จุดสมดุลของแนช
หรือในภาษาชาวบ้านที่เรารู้จักกันในชื่อ A Win-Win Situation
ซึ่งการที่จะเดินไปถึงจุดดังกล่าวได้นั้นแต่ละฝ่ายต่างต้องมานั่งคิดว่าตนเองจะได้อะไรบ้างจะเสียอะไรบ้าง
ถ้าเลือกทำในแนวทางหนึ่งและฝ่ายตรงข้ามเลือกทำในอีกแนวทางหนึ่ง
ซึ่งเมื่อแต่ละฝ่ายได้คิดวิเคราะห์แล้วจะเห็นได้ว่าอาจจะมีทางออกที่ทุกฝ่ายพอใจก็เป็นได้
วันนี้ผมอยากจะให้ทุกฝ่ายหยุดคิดกันสักนิดว่าเราจะเดินต่อไปข้างหน้าด้วยวิธีที่แต่ละฝ่ายทำกันอยู่ต่อไปหรือไม่อย่างไร
เราจะมีแนวทางอย่างไรที่จะทำให้แต่ละฝ่ายลดราวาศอกลงได้
ซึ่งการที่แต่ละฝ่ายจะทราบได้ว่าที่จริงแล้วฝ่ายตรงข้ามต้องการอะไรกันแน่
ยอมอะไรได้บ้าง และยอมอะไรไม่ได้บ้าง
ในทำนองเดียวกันต้องพิจารณาด้วยว่าตนเองต้องการอะไรกันแน่และยอมอะไรได้บ้าง
ยอมอะไรไม่ได้บ้าง ย่อมจะมีแนวโน้มที่เป็นไปได้แน่
การยุติความขัดแย้งด้วยสันติวิธีเป็นสิ่งที่ทำได้ยากแต่ถ้าเราไม่พยายามที่จะช่วยกันและมองผลประโยชน์แห่งชาติเป็นที่ตั้งแล้ว
เราย่อมไม่สามารถที่จะก้าวไปข้างหน้าได้โดยบาดเจ็บน้อยที่สุด
ซึ่งแนวทางที่น่าจะเป็นไปได้ควรที่จะเริ่มจากการเปิดเวทีเจรจา
ถ้าทั้งสองฝ่ายเริ่มเปิดการเจรจา
การยุติความขัดแย้งด้วยสันติวิธีก็มีโอกาสที่จะเป็นไปได้
แต่ถ้าไม่มีโอกาสแม้แต่จะเริ่มพูดคุยกัน แต่ละคนเสนอความต้องการของตนเองผ่านสื่อ
คงเป็นเรื่องยากที่จะจบลง
..ยังไงก็คิดกันให้มากๆ
นะครับว่าเราทำเพื่อชาติหรือเรากำลังทำเพื่อทำลายชาติกันแน่ครับ
.
|