|

คำพูดที่เกี่ยวข้องกับทหารที่เราได้ยินบ่อยครั้งในทศวรรษนี้มักจะเป็นคำว่า
ความเป็นทหารอาชีพ หรือมีนักการทหารบางท่านจะใช้คำว่า ทหารมืออาชีพ
ซึ่งในภาษาอังกฤษจะใช้คำว่า Military Profesionalism
ความจริงแล้วส่วนหนึ่งที่ทำให้คำว่าทหารอาชีพได้รับการกล่าวถึงมากก็เป็นเพราะว่า
ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2
ยุติลงด้วยความสูญเสียทางมนุษย์ชาติที่ยิ่งใหญ่พอสมควร
และต่อมาเมื่อเกิดสภาวะแวดล้อมที่มีความไม่มั่นใจและหวาดระแวงกันจนแต่ละฝ่ายมีการสะสมอาวุธนิวเคลียร์มากพอที่จะทำลายโลกได้ทั้งใบ
จนในที่สุดสงครามเย็นได้ยุติลงไปพร้อมๆ กับการล่มสลายของสหภาพโซเวียต
และสภาวะแวดล้อมทางสังคมและเศรษฐศาสตร์ก้าวเข้าสู่ความเป็นโลกาภิวัตน์
(Globalization) ทำให้ความสำคัญของกำลังอำนาจของชาติทุกชาติในโลก
โดยกำลังอำนาจด้านการทหารถูกลดบทบาทและความสำคัญลงไป
ทำให้การนำคำความว่าทหารชีพมาใช้กันอย่างแพร่หลายในทศวรรษนี้จึงไม่ใช่เรื่องที่ผิดแปลกอะไรกับถือว่าเป็นสิ่งที่ดีเสียอีกที่
ทหารเองซึ่งมีวิชาชีพของตนเองจะได้กลับไปกำหนดสถานะของตนเองในสังคมได้อย่างเหมาะสม
เพราะทุกวันนี้สภาวะแวดล้อมของโลกมีความซับซ้อนมากจนเกินกว่าที่แต่ละประเทศจะใช้กำลังอำนาจทางด้านการทหารเข้ามาแก้ปัญหาในลักษณะของการทำสงคราม
เพราะในยุคที่ผ่านมานั้น กำลังอำนาจของประเทศต่างๆ
ทั่วโลกต่างล้วนแต่เข้าไปเกี่ยวข้องเกี่ยวพันกับการเมือง
เพียงแต่ปัจจุบันประเทศที่เจริญแล้วกองทัพของประเทศเหล่านั้นแยกตัวเองออกมาจากการพัวพันกับการเมือง
ส่วนประเทศที่กำลังพัฒนาและด้อยพัฒนาต่างให้ความสำคัญกับ ความเป็นทหารอาชีพ
และกลายมาเป็นดัชนีชี้วัดความเจริญเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วได้อีกทางหนึ่ง
นอกจากกระแสโลกาภิวัตน์ที่ส่งผลให้ความสำคัญกับความเป็นทหารอาชีพ
แล้วกระแสเบ่งบานของระบอบประชาธิปไตยยังเป็นสิ่งที่ช่วยกระตุ้นให้กองทัพต้องกลับไปยืนในตำแหน่งที่ควรจะเป็นและไม่ไปก้าวก่ายกับกำลังอำนาจด้านอื่นๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกำลังอำนาจด้านการเมืองและด้านเศรษฐกิจ เพราะประเทศต่างๆใน
โลกใบนี้ปัจจุบันต่างอาศัยการพึ่งพาซึ่งกันและกัน
ส่วนประเทศไหนจึงพึงพาใครมากกว่ากันก็ขึ้นอยู่กับขีดความสามารถของประเทศ (National
Capabilities) นั้นๆ และถ้าประเทศนั้นๆ มีขีดความสามารถสูงๆ
การถูกแทรกแซงจากประเทศอื่นๆ ก็จะอยู่ในระดับที่น้อย
แต่หากประเทศใดมีขีดความสามารถที่ไม่สูงพอย่อมมีโอกาสที่จะถูกแทรกแซงจากประเทศอื่นๆ
และรวมไปถึงองค์กรต่างๆ ที่ไม่ใช่รัฐ (Non-State Actors)
ดังนั้นเมื่อการเปลี่ยนแปลงสภาวะแวดล้อมได้ส่งผลให้กองทัพต้องกลับไปยืนในจุดที่ควรจะยืนในสังคม
สิ่งสำคัญก็คือ
คนที่เป็นทหารจะต้องเข้าใจในบทบาทและหน้าที่ของตนให้ดีไม่ประพฤติปฏิบัติใดๆ
ที่จะนำไปสู่ความสับสน วุ่นวายทั้งภายในและภายนอกประเทศ และที่สำคัญยิ่งคือ
ทหารอาชีพจะต้องไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับทางการเมือง ดังข้อควงามที่ปรากฏใน
เอกสารประกอบการบรรยายของ พล.ท.บุญเยี่ยม สาริมาน เรื่อง
บทบาทและอุดมการณ์ของทหารอาชีพ ของโรงเรียนเสนาธิการทหารบก ที่ว่า
บทบาทของทหารที่จะต้องแยกออกจากการเมืองโดยเด็ดขาด
ทั้งนี้เพราะการเมืองจะทำให้เกียรติภูมิของทหารตกต่ำลง ทำให้ไม่มีศักดิ์ศรี
อย่างไรก็ตามมักจะมีผู้โต้แย้งว่าถ้าไม่ให้ทหารเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมืองแล้วจะถือได้ว่าเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของทหารหรือไม่ในการที่ห้ามทหารที่จะไปแสดงความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับการเมืองในเวทีเปิดที่มีวัตถุประสงค์ทางการเมืองอย่างชัดเจน
ทั้งนี้เพราะ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ใน หมวด 3
สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย ได้มีบทบัญญัติไว้ว่า
มาตรา 28
บุคคลย่อมอ้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หรือใช้สิทธิและเสรีภาพของตนได้เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น
ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน
แต่ในมาตรา 29
ได้กล่าวถึงการจำกัดสิทธิ ไว้ดังนี้
มาตรา 29
การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้
จะกระทำมิได้เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย
เฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญนี้กำหนดไว้และเท่าที่จำเป็น
และจะกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพนั้นมิได้
และในมาตรา 31
ได้กล่าวถึงสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป ของ ทหาร ตำรวจ
ข้าราชการ เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ และพนักงานหรือลูกจ้างขององค์กรของรัฐ ไว้ดังนี้
มาตรา 31
บุคคลผู้เป็นทหาร ตำรวจ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ
และพนักงานหรือลูกจ้างขององค์กรของรัฐ
ย่อมมีสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป
เว้นแต่ที่จำกัดไว้ในกฎหมายหรือกฎที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย
เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการเมือง สมรรถภาพ วินัย หรือจริยธรรม
ส่วนมาตรา 63 และ 64
ได้กล่าวถึง เสรีภาพในการชุมนุมและการสมาคม ไว้ดังนี้
มาตรา 63
บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ
การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้
เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะในกรณีการชุมนุมสาธารณะ
และเพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ
หรือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงครามหรือในระหว่างเวลาที่มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือประกาศใช้กฎอัยการศึก
มาตรา 64
บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการรวมกันเป็นสมาคม สหภาพ สหพันธ์ สหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร
องค์การเอกชน องค์การพัฒนาเอกชน หรือหมู่คณะอื่น
ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐย่อมมีเสรีภาพในการรวมกลุ่มเช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป
แต่ทั้งนี้ต้องไม่กระทบประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดินและความต่อเนื่องในการจัดทำบริการสาธารณะ
ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง
จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย
เฉพาะเพื่อคุ้มครองประโยชน์ส่วนรวมของประชาชน
เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
หรือเพื่อป้องกันมิให้มีการผูกขาดตัดตอนในทางเศรษฐกิจ
ในมาตรา 74
ได้กล่าวถึงหน้าที่ของชนชาวไทยไว้ดังนี้
มาตรา 74
บุคคลผู้เป็นข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ
หรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ
มีหน้าที่ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายเพื่อรักษาประโยชน์ส่วนรวม อำนวยความสะดวก
และให้บริการแก่ประชาชนตามหลักธรรมาภิบาลของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี
ในการปฏิบัติหน้าที่และในการปฏิบัติการอื่นที่เกี่ยวข้องกับประชาชน
บุคคลตามวรรคหนึ่งต้องวางตนเป็นกลางทางการเมือง
ฉะนั้นการที่ทหารคนหนึ่งไม่ว่าจะชั้นยศใดจะไปแสดงบทบาทที่ไม่มีความเป็นกลางทางกลางเมืองในเวทีสาธารณะโดยการแต่งเครื่องแบบ
นั้นเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาว่ามีความเหมาะสมเพียงใด
สิ่งที่สำคัญของการปรากฏตัวในเวทีสาธารณะทางการเมืองโดยมีวัตถุประสงค์ที่ไม่เป็นกลางทางการเมืองจึงเป็นเรื่องที่น่าจะเป็นการกระทำที่ขัดแย้งกับบทบัญญัติที่ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตราที่ 31 มาตราที่ 64 และมาตราที่ 74
อย่างไรก็ดีอำนาจในการวินิจฉัยว่าผิดหรือถูกหรือไม่ประการใดนั้นคงเป็นเรื่องของบุคคลที่มีอำนาจหน้าที่อย่างตุลาการ
แต่สิ่งที่สำคัญกว่าการที่จะชี้ว่าใครมีความผิดหรือถูกอย่างไรนั้นคงไม่สำคัญไปกว่าจิตสำนึกของตนเองว่าการกระทำดังกล่าวมีความเหมาะสมหรือไม่อย่างไร
เพราะบุคคลผู้ที่เป็นทหารนั้นเป็นที่ทราบกันดีโดยทั่วไปว่าจะต้องเป็นผู้ที่มีความอดทน
อดกลั้นต่อสิ่งที่ยั่วยุต่างๆ
การที่จะกล่าวได้ว่าทหารที่ดีนั้นจะต้องมีเกียรติมีศักดิ์ศรี
เพราะฉะนั้นการแต่งเครื่องแบบไปปรากฏที่ใดย่อมเป็นสิ่งที่บ่งชี้ถึงความเป็นทหาร
วันนี้เรามักจะอยากให้ทหารมีความเป็นทหารอาชีพ
แต่บนความเป็นจริงแล้วฝ่ายการเมืองมักชอบที่จะชักจูงหรือนำทหารเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองต่าง
เพื่อให้ฝ่ายตนมีความน่าเชื่อถือหรือได้เปรียบ
หรือแม้กระทั่งทหารบางคนเองก็มีความโหยหาหรืออยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง
เมื่อความต้องการตรงกันความเป็นทหารอาชีพจึงเป็นเรื่องยากสำหรับบางคน
และทหารบางคนที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองและนำการเมืองเข้ามาวุ่นวายภายในกองทัพ
ปล่อยให้มีการแต่งตั้งโยกย้ายกันตามความต้องการของนักการเมือง
ทำให้ทหารอาชีพที่เหลือในกองทัพได้รับความเดือดร้อนและยังส่งผลให้เกียรติภูมิของกองทัพตกต่ำลง
นี่แหละครับผลจากการที่ทหารเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ยังๆก็ช่วยกันคิดให้เยอะๆ
นะครับท่านผู้มากศักดิ์ทั้งหลาย ท่านสามารถแสดงความคิดเห็นทางการเมืองใดๆ
ก็ได้ตราบใดที่ท่านไม่นำเครื่องแบบทหารและสถาบันกองทัพเข้าไปเกี่ยวข้อง
น่าจะเหมาะสมกว่าใช่มั้ยครับท่าน
|