Tortaharn.net

Thursday, 09 September 2010

รายการ
หน้าแรก
ความฝันอันสูงสุด
วัตถุประสงค์
บทความ
ประวัติศาสตร์ทหาร
หนังสือ
รู้จักทอทหาร
ทอทหาร Facebook
ทอทหาร Twitter
ติดต่อทอทหาร
เชื่อมโยง
ค้นหา
สมุดเยี่ยม
เพื่อนบ้านน่าสนใจ
Guru-ICT.com
ทหารดอทเน็ต
ตท.26/จปร.37
ประชาสรรค์
อานันท์
เวบมาสเตอร์
แก้ไขระบบ
บุคคลออนไลน์
ขณะนี้มี 60 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
เข้าสู่ระบบ
ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้ลงทะเบียน? ลงทะเบียนใหม่
ปฏิทิน
« มิถุนายน 2010  
อา. จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส.
  12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930     
เวลาปัจจุบัน
สถิติ
จำนวนสมาชิก : 6017
จำนวนข่าวสาร : 176
เว็บลิงค์: 21
ผู้เยี่ยมชม: 4241639
Syndicate
ทหารอาชีพ – ความเป็นกลางทางการเมืองกับความเป็นทหารอาชีพ PDF พิมพ์ ส่งเมล
แก้ไขโดย ทอทหาร   
วันอาทิตย์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ.2551


        คำพูดที่เกี่ยวข้องกับทหารที่เราได้ยินบ่อยครั้งในทศวรรษนี้มักจะเป็นคำว่า ความเป็นทหารอาชีพ หรือมีนักการทหารบางท่านจะใช้คำว่า ทหารมืออาชีพ ซึ่งในภาษาอังกฤษจะใช้คำว่า Military Profesionalism ความจริงแล้วส่วนหนึ่งที่ทำให้คำว่าทหารอาชีพได้รับการกล่าวถึงมากก็เป็นเพราะว่า ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลงด้วยความสูญเสียทางมนุษย์ชาติที่ยิ่งใหญ่พอสมควร และต่อมาเมื่อเกิดสภาวะแวดล้อมที่มีความไม่มั่นใจและหวาดระแวงกันจนแต่ละฝ่ายมีการสะสมอาวุธนิวเคลียร์มากพอที่จะทำลายโลกได้ทั้งใบ จนในที่สุดสงครามเย็นได้ยุติลงไปพร้อมๆ กับการล่มสลายของสหภาพโซเวียต และสภาวะแวดล้อมทางสังคมและเศรษฐศาสตร์ก้าวเข้าสู่ความเป็นโลกาภิวัตน์ (Globalization) ทำให้ความสำคัญของกำลังอำนาจของชาติทุกชาติในโลก โดยกำลังอำนาจด้านการทหารถูกลดบทบาทและความสำคัญลงไป

        ทำให้การนำคำความว่าทหารชีพมาใช้กันอย่างแพร่หลายในทศวรรษนี้จึงไม่ใช่เรื่องที่ผิดแปลกอะไรกับถือว่าเป็นสิ่งที่ดีเสียอีกที่ ทหารเองซึ่งมีวิชาชีพของตนเองจะได้กลับไปกำหนดสถานะของตนเองในสังคมได้อย่างเหมาะสม เพราะทุกวันนี้สภาวะแวดล้อมของโลกมีความซับซ้อนมากจนเกินกว่าที่แต่ละประเทศจะใช้กำลังอำนาจทางด้านการทหารเข้ามาแก้ปัญหาในลักษณะของการทำสงคราม เพราะในยุคที่ผ่านมานั้น กำลังอำนาจของประเทศต่างๆ ทั่วโลกต่างล้วนแต่เข้าไปเกี่ยวข้องเกี่ยวพันกับการเมือง เพียงแต่ปัจจุบันประเทศที่เจริญแล้วกองทัพของประเทศเหล่านั้นแยกตัวเองออกมาจากการพัวพันกับการเมือง ส่วนประเทศที่กำลังพัฒนาและด้อยพัฒนาต่างให้ความสำคัญกับ ความเป็นทหารอาชีพ และกลายมาเป็นดัชนีชี้วัดความเจริญเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วได้อีกทางหนึ่ง

        นอกจากกระแสโลกาภิวัตน์ที่ส่งผลให้ความสำคัญกับความเป็นทหารอาชีพ แล้วกระแสเบ่งบานของระบอบประชาธิปไตยยังเป็นสิ่งที่ช่วยกระตุ้นให้กองทัพต้องกลับไปยืนในตำแหน่งที่ควรจะเป็นและไม่ไปก้าวก่ายกับกำลังอำนาจด้านอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกำลังอำนาจด้านการเมืองและด้านเศรษฐกิจ เพราะประเทศต่างๆใน โลกใบนี้ปัจจุบันต่างอาศัยการพึ่งพาซึ่งกันและกัน ส่วนประเทศไหนจึงพึงพาใครมากกว่ากันก็ขึ้นอยู่กับขีดความสามารถของประเทศ (National Capabilities) นั้นๆ และถ้าประเทศนั้นๆ มีขีดความสามารถสูงๆ การถูกแทรกแซงจากประเทศอื่นๆ ก็จะอยู่ในระดับที่น้อย แต่หากประเทศใดมีขีดความสามารถที่ไม่สูงพอย่อมมีโอกาสที่จะถูกแทรกแซงจากประเทศอื่นๆ และรวมไปถึงองค์กรต่างๆ ที่ไม่ใช่รัฐ (Non-State Actors)

        ดังนั้นเมื่อการเปลี่ยนแปลงสภาวะแวดล้อมได้ส่งผลให้กองทัพต้องกลับไปยืนในจุดที่ควรจะยืนในสังคม สิ่งสำคัญก็คือ คนที่เป็นทหารจะต้องเข้าใจในบทบาทและหน้าที่ของตนให้ดีไม่ประพฤติปฏิบัติใดๆ ที่จะนำไปสู่ความสับสน วุ่นวายทั้งภายในและภายนอกประเทศ และที่สำคัญยิ่งคือ ทหารอาชีพจะต้องไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับทางการเมือง ดังข้อควงามที่ปรากฏใน เอกสารประกอบการบรรยายของ พล.ท.บุญเยี่ยม สาริมาน เรื่อง “บทบาทและอุดมการณ์ของทหารอาชีพ” ของโรงเรียนเสนาธิการทหารบก ที่ว่า

“บทบาทของทหารที่จะต้องแยกออกจากการเมืองโดยเด็ดขาด ทั้งนี้เพราะการเมืองจะทำให้เกียรติภูมิของทหารตกต่ำลง ทำให้ไม่มีศักดิ์ศรี”

        อย่างไรก็ตามมักจะมีผู้โต้แย้งว่าถ้าไม่ให้ทหารเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมืองแล้วจะถือได้ว่าเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของทหารหรือไม่ในการที่ห้ามทหารที่จะไปแสดงความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับการเมืองในเวทีเปิดที่มีวัตถุประสงค์ทางการเมืองอย่างชัดเจน ทั้งนี้เพราะ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ใน หมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย ได้มีบทบัญญัติไว้ว่า

        มาตรา 28 บุคคลย่อมอ้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หรือใช้สิทธิและเสรีภาพของตนได้เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน

        แต่ในมาตรา 29 ได้กล่าวถึงการจำกัดสิทธิ ไว้ดังนี้

        มาตรา 29 การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ จะกระทำมิได้เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญนี้กำหนดไว้และเท่าที่จำเป็น และจะกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพนั้นมิได้

        และในมาตรา 31 ได้กล่าวถึงสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป ของ ทหาร ตำรวจ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ และพนักงานหรือลูกจ้างขององค์กรของรัฐ ไว้ดังนี้

        มาตรา 31 บุคคลผู้เป็นทหาร ตำรวจ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ และพนักงานหรือลูกจ้างขององค์กรของรัฐ ย่อมมีสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป เว้นแต่ที่จำกัดไว้ในกฎหมายหรือกฎที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการเมือง สมรรถภาพ วินัย หรือจริยธรรม

        ส่วนมาตรา 63 และ 64 ได้กล่าวถึง เสรีภาพในการชุมนุมและการสมาคม ไว้ดังนี้

        มาตรา 63 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ
        การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะในกรณีการชุมนุมสาธารณะ และเพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ หรือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงครามหรือในระหว่างเวลาที่มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือประกาศใช้กฎอัยการศึก

        มาตรา 64 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการรวมกันเป็นสมาคม สหภาพ สหพันธ์ สหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร องค์การเอกชน องค์การพัฒนาเอกชน หรือหมู่คณะอื่น
        ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐย่อมมีเสรีภาพในการรวมกลุ่มเช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป แต่ทั้งนี้ต้องไม่กระทบประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดินและความต่อเนื่องในการจัดทำบริการสาธารณะ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
        การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อคุ้มครองประโยชน์ส่วนรวมของประชาชน เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันมิให้มีการผูกขาดตัดตอนในทางเศรษฐกิจ

        ในมาตรา 74 ได้กล่าวถึงหน้าที่ของชนชาวไทยไว้ดังนี้

        มาตรา 74 บุคคลผู้เป็นข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ มีหน้าที่ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายเพื่อรักษาประโยชน์ส่วนรวม อำนวยความสะดวก และให้บริการแก่ประชาชนตามหลักธรรมาภิบาลของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี
        ในการปฏิบัติหน้าที่และในการปฏิบัติการอื่นที่เกี่ยวข้องกับประชาชน บุคคลตามวรรคหนึ่งต้องวางตนเป็นกลางทางการเมือง

        ฉะนั้นการที่ทหารคนหนึ่งไม่ว่าจะชั้นยศใดจะไปแสดงบทบาทที่ไม่มีความเป็นกลางทางกลางเมืองในเวทีสาธารณะโดยการแต่งเครื่องแบบ นั้นเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาว่ามีความเหมาะสมเพียงใด สิ่งที่สำคัญของการปรากฏตัวในเวทีสาธารณะทางการเมืองโดยมีวัตถุประสงค์ที่ไม่เป็นกลางทางการเมืองจึงเป็นเรื่องที่น่าจะเป็นการกระทำที่ขัดแย้งกับบทบัญญัติที่ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตราที่ 31 มาตราที่ 64 และมาตราที่ 74

        อย่างไรก็ดีอำนาจในการวินิจฉัยว่าผิดหรือถูกหรือไม่ประการใดนั้นคงเป็นเรื่องของบุคคลที่มีอำนาจหน้าที่อย่างตุลาการ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าการที่จะชี้ว่าใครมีความผิดหรือถูกอย่างไรนั้นคงไม่สำคัญไปกว่าจิตสำนึกของตนเองว่าการกระทำดังกล่าวมีความเหมาะสมหรือไม่อย่างไร เพราะบุคคลผู้ที่เป็นทหารนั้นเป็นที่ทราบกันดีโดยทั่วไปว่าจะต้องเป็นผู้ที่มีความอดทน อดกลั้นต่อสิ่งที่ยั่วยุต่างๆ การที่จะกล่าวได้ว่าทหารที่ดีนั้นจะต้องมีเกียรติมีศักดิ์ศรี เพราะฉะนั้นการแต่งเครื่องแบบไปปรากฏที่ใดย่อมเป็นสิ่งที่บ่งชี้ถึงความเป็นทหาร

        วันนี้เรามักจะอยากให้ทหารมีความเป็นทหารอาชีพ แต่บนความเป็นจริงแล้วฝ่ายการเมืองมักชอบที่จะชักจูงหรือนำทหารเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองต่าง เพื่อให้ฝ่ายตนมีความน่าเชื่อถือหรือได้เปรียบ หรือแม้กระทั่งทหารบางคนเองก็มีความโหยหาหรืออยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เมื่อความต้องการตรงกันความเป็นทหารอาชีพจึงเป็นเรื่องยากสำหรับบางคน และทหารบางคนที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองและนำการเมืองเข้ามาวุ่นวายภายในกองทัพ ปล่อยให้มีการแต่งตั้งโยกย้ายกันตามความต้องการของนักการเมือง ทำให้ทหารอาชีพที่เหลือในกองทัพได้รับความเดือดร้อนและยังส่งผลให้เกียรติภูมิของกองทัพตกต่ำลง นี่แหละครับผลจากการที่ทหารเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ยังๆก็ช่วยกันคิดให้เยอะๆ นะครับท่านผู้มากศักดิ์ทั้งหลาย ท่านสามารถแสดงความคิดเห็นทางการเมืองใดๆ ก็ได้ตราบใดที่ท่านไม่นำเครื่องแบบทหารและสถาบันกองทัพเข้าไปเกี่ยวข้อง น่าจะเหมาะสมกว่าใช่มั้ยครับท่าน………

 

< ก่อนหน้า   ถัดไป >
| Tortaharn.net | Powered by Mambopixel.com |