Tortaharn.net

Thursday, 09 September 2010

รายการ
หน้าแรก
ความฝันอันสูงสุด
วัตถุประสงค์
บทความ
ประวัติศาสตร์ทหาร
หนังสือ
รู้จักทอทหาร
ทอทหาร Facebook
ทอทหาร Twitter
ติดต่อทอทหาร
เชื่อมโยง
ค้นหา
สมุดเยี่ยม
เพื่อนบ้านน่าสนใจ
Guru-ICT.com
ทหารดอทเน็ต
ตท.26/จปร.37
ประชาสรรค์
อานันท์
เวบมาสเตอร์
แก้ไขระบบ
บุคคลออนไลน์
ขณะนี้มี 67 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
เข้าสู่ระบบ
ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้ลงทะเบียน? ลงทะเบียนใหม่
ปฏิทิน
« มิถุนายน 2010  
อา. จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส.
  12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930     
เวลาปัจจุบัน
สถิติ
จำนวนสมาชิก : 6018
จำนวนข่าวสาร : 176
เว็บลิงค์: 21
ผู้เยี่ยมชม: 4241660
Syndicate
อารยะขัดขืน – สงครามอสมาตรในทางการเมือง PDF พิมพ์ ส่งเมล
แก้ไขโดย ทอทหาร   
วันพฤหัสบดีที่ 18 กันยายน พ.ศ.2551


        ในห้วงที่การเมืองมีความร้อนแรงในช่วงปัจจุบันนี้คิดว่าคงไม่มีคำๆ ใดที่จะมีคนกล่าวถึงและนำมาใช้มากเท่ากับว่า “อารยะขัดขืน” และผมก็ยังมีความเชื่ออีกว่ายังมีคนอีกจำนวนมากที่ยังไม่มีความเข้าใจในคำว่าอารยะขัดขืนว่าคืออะไร และยังคนอีกจำนวนมากที่ยังไม่รู้ว่าการปฏิบัติอย่างไรถึงจะเรียกว่าอารยะขัดขืน ดังนั้นเพื่อให้ทุกๆ ท่านมีความเข้าในบทบาทของการใช้อารยะขัดขืนและการเผชิญกับอารยนะขัดขืน ในบทความนี้จึงมุ่งที่จะขยายความและทำความเข้าใจในอารยะขัดขืนในฐานะของเครื่องมือของการเมืองภาคประชาชนในยุคหลังสมัยใหม่ (Postmodern)

        คำว่า อารยะขัดขืน ในภาษาไทยมีคำที่มีความหมายทดแทนกันและใช้กันมานานแล้วคือคำว่า ดื้อแพ่ง และมีนักวิชาการบางท่านได้ใช้คำว่า สิทธิในการไม่เชื่อฟังรัฐของประชาชน สำหรับ อารยะขัดขืน คำภาษาไทยนั้นถ้าถอดความหมายตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ [1] แล้ว คำว่า อารยะ หมายถึง เจริญ ส่วนคำว่า ขัดขืน หมายถึง ไม่ประพฤติตาม ไม่ทําตาม

        ดังนั้น อารยะขัดขืน จะมีความโดยรวมคือ การขัดขืนของผู้เจริญ ความจริงแล้วคำว่าอารยะขัดขืนจะมาจากคำในภาษาอังกฤษคือ Civil Disobedience ซึ่งเป็นคำที่มีความหมายมาจากบทความ ที่ชื่อ "Resistance to Civil Government" [2] ของ เฮนรี เดวิด ธอโร (Henry David Thoreau)[3] นักเขียนชาวสหรัฐอเมริกา ที่เขียนบทความเพื่ออธิบายการไม่ยอมจ่ายภาษีให้รัฐด้วยเหตุที่ว่าไม่เห็นด้วยกับนโยบายเรื่องทาสและสงครามเม็กซิกัน-อเมริกัน และเป็นเหตุผลให้ ธอโร ต้องเข้าคุกหนึ่งคืน โดย ธอโร อธิบายว่าการกระทำดังกล่าวถือเป็นการต่อสู้กับอำนาจรัฐโดยไม่ใช้ความรุนแรง

        หลังจากนั้นแนวคิดของ ธอโร ได้ส่งอิทธิพลต่อ มหาตมะ คานธี ในการกำหนดแนวทางการต่อสู้กับรัฐบาลอังกฤษที่ยึดครองอินเดีย โดยการใช้หลักอหิงสาที่มีความสัมพันธ์กับแนวทางที่ คานธี เรียกว่า สัตยาเคราะห์ (Satyagrahi) โดยมีแนวทางในการต่อสู้ ดังนี้

            1) ผู้ใช้แนวทางการต่อสู้ด้วยอหิงสาจะไม่เคืองแค้นด้วยความโกรธ
            2) ผู้ใช้แนวทางการต่อสู้ด้วยอหิงสาอาจจะต้องเจ็บปวดจากความโกรธแค้นของฝ่ายตรงข้าม
            3) ผู้ใช้แนวทางการต่อสู้ด้วยอหิงสาจะยอมรับการปราบปรามจากฝ่ายตรงข้ามโดยไม่โต้ตอบ (เนื่องจากความกลัวที่จะถูกลงโทษ) และผู้ใช้แนวทางการต่อสู้ด้วยอหิงสาจะไม่ยอมทำตามคำสั่งที่เกิดขึ้นจากความโกรธ
            4) เมื่อผู้ที่มีอำนาจพยายามเข้าจับกุมผู้ใช้แนวทางการต่อสู้ด้วยอหิงสาจะยินยอมให้จับกุม ไม่ขัดขืนการจับกุม และยินยอมให้ยืดครองทรัพย์สินของเขาเหล่านั้นถ้าผู้มีอำนาจต้องการยึด
            5) ถ้าผู้ใช้แนวทางการต่อสู้ด้วยอหิงสามีทรัพย์สินสิ่งของที่มีหน้าที่จะต้องดูแล เขาเหล่านั้นจะปฏิเสธที่จะมอบให้ผู้มีอำนาจ ถึงแม้ว่าการปกป้องทรัพย์สินเหล่านั้นอาจทำให้เขาต้องเสียชีวิต แต่เขาเหล่านั้นจะไม่โต้ตอบใด ๆ
            6) การโต้ตอบของผู้ใช้แนวทางการต่อสู้ด้วยอหิงสานั้นรวมถึงการสบถสาบานหรือการสาปแช่ง
            7) ผู้ใช้แนวทางการต่อสู้ด้วยอหิงสาจะไม่ลบหลู่ฝ่ายตรงข้าม และจะไม่มีเข้าร่วมในกิจกรรมใดก็ตามที่ขัดแย้งกับจิตวิญญาณของอหิงสา
            8) ผู้ใช้แนวทางการต่อสู้ด้วยอหิงสาจะไม่แสดงความเคารพต่อธงชาติอังกฤษ แต่เขาเหล่านั้นจะไม่ลบหลู่ธงชาติอังกฤษ หรือผู้มีอำนาจ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นชาวอังกฤษหรือชาวอินเดีย
            9) ในการต่อสู้ ถ้ามีใครลบหลู่ผู้ที่มีอำนาจ หรือทำร้ายผู้ที่มีอนาจ ผู้ใช้แนวทางการต่อสู้ด้วยอหิงสาจะเข้าปกป้องผู้ที่มีอำนาจจากการดูถูกและทำร้ายนั้น แม้ว่าจะต้องเอาชีวิตเข้าเสี่ยงก็ตาม
 

        สำหรับแนวทางทั้ง 9 ที่ คานธีได้กำหนดขึ้นมาเพื่อใช้ในการต่อสู้กับอำนาจของประเทศที่ยึดครองคืออังกฤษ นั้นจะพบว่าเป็นแนวทางที่ต้องใช้ความอดทน อดกลั้นอย่างแท้จริง และเป็นการปฏิบัติที่สะท้อนต่อแนวคิดและจิตวิญาณที่มุ่งมั่นแนวแน่ของหลักการอหิงสา และที่สำคัญจะต้องไม่มีวาระซ่อนเร้น (Hidden Agenda) ของผู้ที่แอบอ้าง โดยใช้ความมุ่งมั่นและความเชื่อของผู้อื่นเป็นเครื่องมือในการต่อรองกับสิ่งต่างๆ ที่ผู้แอบอ้างต้องการให้บรรลุผล

        ปัจจุบันแนวคิด อารยะขัดขืนได้แพร่หลายกระจายไปยังที่ต่างๆ ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นที่แอฟริกาใต้ สหรัฐฯ และที่สำคัญคือ ประเทศไทย ได้มีการกล่าวถึงแนวทางของอารยะขัดขืนกันในหลายปีที่ผ่านมา เช่น ใน ปี พ.ศ. 2540 ได้มีหนังสือชื่อ ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่ ของ ดร.ไชยวัฒน์ เจริญสินโอฬาร ทิ่พิมพ์โดย สำนักพิมพ์วิภาษา (มีการพิมพ์ครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ. 2545) โดยในหนังสือมีการกล่าวถึงเรื่อง Civil Disobedience ในชื่อภาษาไทยว่า สิทธิในการไม่เชื่อฟังรัฐของประชาชน และ พ.ศ. 2543 ได้มีหนังสือชื่อ สิทธิการดื้อแพ่งต่อกฎหมาย : ศาสตร์แห่งการไม่เชื่อฟังรัฐ ของ สมชาย ปรีชาศิลปกุล ที่พิมพ์โดย สำนักพิมพ์ร่วมด้วยช่วยกัน แต่ที่จะเห็นมีบทบาทเด่นชัดและมีการนำมาปฏิบัติคือ การประท้วงขับไล่นายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ในปี พ.ศ. 2549 และมาถึงปัจจุบัน

        จากที่กล่าวมานั้นจะพบว่าการอารยะขัดขืนนั้นจะมีรูปแบบดำเนินการที่มีความคลายๆ กับแนวคิดในเรื่องของ สงครามอสมมาตร (Asymetric Warfare) โดยแนวความคิดของสงครามอสมมาตร จะมีลักษณะดังนี้

“สงครามอสมมาตรคือความขัดแย้งระหว่างคู่ปรปักษ์ที่พยายามหาจุดอ่อนของอีกฝ่ายหนึ่ง แล้วใช้ยุทธศาสตร์และยุทธวิธีของสงครามนอกแบบเข้าดำเนินการเพื่อชดเชยจุดอ่อนของตน ก่อให้เกิดประโยชน์กับฝ่ายของตน ให้ฝ่ายตนเป็นฝ่ายดำรงความริเริ่ม และมีเสรีในการปฏิบัติ โดยแสวงประโยชน์จากจุดอ่อนของฝ่ายตรงข้าม อันนำไปสู่ความเท่าเทียมกันในการทำสงคราม”



รูปที่ 1 สงครามแบบสมมาตร

        ดังนั้นเมื่อขยายความคำว่า สงครามอสมมาตร แล้วจะสามารถอธิบายได้ถึงความแตกต่างระหว่าง สงครามสมมาตร กับ สงครามอสมมาตร ดังนี้ ในรูปที่ 1 จะแสดงให้เห็นถึงกำลังของทั้งสองฝ่ายที่ต้องการจะเอาชนะกัน โดยทั้งสองฝ่ายจะทำการรบบนขอบเขตของความรู้ ความคิด ความสนใจ เดียวกัน มี รูปแบบ เป้าหมาย และวิธีการ ที่มีความคล้ายคลึงกัน เช่น การรบในสงครามตามแบบที่ใช้กำลังทหารเข้าชนกันและทำลายล้างกันให้มากที่สุด
 

รูปที่ 2 สงครามแบบอสมมาตร

        ในขณะที่แนวคิดของสงครามอสมมาตรนั้นจะมีความแตกต่างกับสงครามแบบสมมาตร ตรงที่แต่ละฝ่ายจะมีรูปแบบและวิธีการ ที่แตกต่างกัน แต่ทั้งสองฝ่ายก็จะมีเป้าหมายร่วมกันในการที่จะไปบรรลุเป้าหมายดังกล่าว ตัวอย่างเช่น กลุ่มอัลกออิดะห์ ใช้เครื่อบินโดยสารและมีดคัตเตอร์ เป็นอาวุธแทนขีปนาวุธ และที่สำคัญคือ อาวุธที่เลือกมานั้นกลับกลายมาเป็นสิ่งที่สามารถทำลายตึกเวิร์ลเทรดเซ็นเตอร์ ซึ่งถือเป็นการประกาศสงครามกับโลกตะวันตกของกลุ่มอัลกออิดะห์ โดยการทำลายสัญญาลักษณ์แห่งโลกทุนนิยมกับชีวิตอีกร่วม 3 พันคน พร้อมๆ กับความสับสนจนสหรัฐฯ ปฏิบัติการใดๆ ไม่ถูก ที่ต้องเผชิญกับความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงด้วยอุปกรณ์เพียงไม่กี่อย่างจากกลุ่มคนเพียงไม่กี่คน นับว่าเป็นการท้าทายประเทศที่มีกำลังทหารที่มีจำนวนมากและทันสมัยที่สุดในโลก

        ซึ่งเมื่อกลับมาพิจารณาการใช้แนวทางอารยะขัดขืนอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน จะเห็นได้ว่า ทางฝ่ายภาครัฐนั้นปฏิบัติใด ๆ ไม่ถูกเมื่อเผชิญกับการใช้แนวทางอารยะขัดขืนของฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ดังจะเห็นได้จากชุดความคิดที่เรียกว่า “การปราบจราจล” โดยการประกาศใช้กฏหมายที่ให้อำนาจกับกำลังตำรวจ-ทหารในการเข้าปราบปราม (สมัยก่อนเป็นกฎอัยการศึก ปัจจุบันนิยมใช้ พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน) ตามมาด้วยการนำการบังคับใช้กฏหมายเป็นเครื่องมือ ในการดำเนินการต่อกลุ่มที่เป็นแกนนำ แต่ปรากฏว่าการสั่งการและดำเนินการของภาครัฐ กลับไม่เป็นผล เมื่อการบังคับใช้กฏหมายต่างๆ กับ พธม. ไม่สามารถดำเนินการได้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการจัดการต่อแกนนำ หรือการดำเนินการโดยขออำนาจจากฝ่ายตุลาการต่างๆ รวมถึงการประกาศ พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน โดยไม่ได้ศึกษาก่อนว่าถ้าประกาศแล้วทำไม่ได้อย่างที่ประกาศจะส่งผลตามมาอย่างไร

        นอกจากนี้ฝ่ายรัฐบาลยังเจอกับ ทหารขัดขืน (Soldier Disobedience) เมื่อประกาศให้อำนาจกับฝ่ายทหารในการใช้กำลัง แต่ทหารไม่ปฏิบัติตามคำสั่งที่รัฐบาลต้องการส่งผลให้เกิดสภาวะการค้างคาและไม่ทราบว่าจะดำเนินการต่ออย่างไร โชคดีที่สถานการณ์ผ่อนคลายลงเมื่อนายกรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งด้วยปัญหาในเรื่องคุณสมบัติ

        อย่างไรก็ดีการใช้แนวทางอารยะขัดขืนของฝ่าย พธม. แม้จะถือได้ว่าเป็นการดำเนินสงครามแบบอสมมาตรที่ กำหนดเป้าหมายเดียวกันกับฝ่ายรัฐบาลคือการเอาชนะ แต่ฝ่าย พธม. เลือกขอบเขตของความรู้ ความคิด ความสนใจ (New Domain) ที่ไม่ซ้อนทับกับฝ่ายรัฐบาล ด้วยการไม่ใช้มวลชนเข้าทำการปฏิวัติด้วยความรุนแรงอย่างที่เดยใช้มาในอดีต แต่กลับใช้รูปแบบหลักการอหิงสา โดยวิธีการแบบอารยะขัดขืนแทน และหลอกล่อให้ฝ่ายรัฐบาลใช้ชุดความคิดเดิมคือ การปราบจราจล เข้ากระทำต่อประชาชน ซึ่งถ้าฝ่ายรัฐบาลดำเนินการจริงก็จะส่งผลเสียอย่างใหญ่หลวงต่อสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แต่ก็ถือว่าโชคดีที่สถานการณ์ยังไปไม่ถึง จุดแตกหัก (Decisive Point) ที่ใช้ความรุนแรง (ถึงแม้จะมีความพยายามที่จะใช้ แต่ฝ่ายทหารก็ใช้แนวทางเป็นกลางดื้อแพ่งไม่ปฏิบัติตาม)

        ซึ่งเมื่อสถานการณ์ไปไม่ถึงจุดแตกหักตามที่ฝ่าย พธม.ต้องการ ณ วันนี้จึงเกิดปัญหาความยืดเยื้อเข้ามาแทน กลายมาเป็น จุดผกผัน (Culmination Point) ทำให้เกิดผลเสียมุมกลับมายังฝ่าย พธม. เพราะการชุมนุมจะต้องใช้การสนับสนุนด้วยเงินจำนวนมาก ประกอบกับต้องใช้ความอดทนอย่างใหญ่หลวงกับผู้ที่มาเข้าร่วม ยิ่งถ้าปล่อยนานวันไปผลเสียก็จะตกมาอยู่กับกลุ่ม พธม.เอง ทำให้ พธม.ต้องปรับยุทธศาสตร์ใหม่ เน้นในเรื่องของการเมืองใหม่กับประชาภิวัฒน์แทน ดังจะเห็นได้จากการปรับเปลี่ยนฉากหลังของเวทีใหม่ พร้อมกับการณรงค์ใหม่ๆ (New Campaign) ที่ตามมา

        ณ ช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่ฝ่ายรัฐบาลมีความได้เปรียบ เพราะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในฝั่งรัฐบาลประกอบกับนายกรัฐมนตรีใหม่ที่ท่าทีที่ไม่เหมือนนายกรัฐมนตรีท่านเก่า ทำให้ง่ายต่อการเปลี่ยนขอบเขตของความรู้ ความคิด ความสนใจ (New Domain) ใหม่ ซึ่งถ้ากำหนดดีๆ ย่อมจะส่งผลให้เกิดความได้เปรียบ เช่น การเปลี่ยนชุดความคิดใหม่จากเดิม การปราบปรามจราจล และการแก้ปัญหาโดยใช้หลักนิติศาสตร์ ไปเป็น ชุดความคิดของ การยุติความขัดแย้งด้วยสันติวิธี และการแก้ปัญหาโดยใช้หลักรัฐศาสตร์ เข้ามาแทน ซึ่งถ้าทำได้ ฝ่ายรัฐบาลกลับจะกลายมาเป็นฝ่ายรุกแทน

        ความจริงแล้วถ้าสังเกตุให้ดีแล้วจะพบว่า ทุกฝ่ายต่างจะใช้คนที่เป็นทหารมาวางแผน ดังนั้นการวางแผนต่างๆ จึงมาจากตำราเล่มเดียวกัน แต่สิ่งที่จะทำให้มีผลแพ้ชนะนั้น ก็คือ ใครก็ตามที่เป็นฝ่ายรุก เพราะในทางทหารนั้น การรุกเท่านั้นจะนำมาซึ่งชัยชนะ การรุกจะทำให้เราเป็นผู้กำหนดสนามรบที่จะทำการรบ นำมาซึ่งความได้เปรียบ แต่เมื่อเรารุกแล้วไม่สามารถที่จะได้ชัยชนะที่เด็ดขาดแล้ว ย่อมจะส่งผลให้ฝ่ายที่ทำการรุกกลับมาเป็นฝ่ายตั้งรับแทน และผลที่ตามมาคือ เราจะถูกกำหนดให้ทำตามที่ฝ่ายตรงข้ามกำหนดให้เราทำ (ขาดเสรีในการปฏิบัติ) ซึ่งเราก็จะไม่มีวันชนะ

        วันนี้ความวุ่นวายต่างๆ ยังคงอยู่ และคิดว่าคงจะเป็นลักษณะนี้ไปอีกพักใหญ่ คงจะยังไม่จบง่ายๆ ดังนั้นเราคนไทยทุกๆ คนคงต้องใช้ความอดทนอดกลั้น ถ้าทุกๆ คนช่วยกันมองไปที่ผลประโยชน์ของประเทศชาติและผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ตั้งแล้ว เราทุกคนย่อมที่จะฟ่าฟันผ่านวิกฤตการณ์ไปได้ หนทางการแก้ไขปัญหานั้นมีอยู่มากมายหลายทาง สถานการณ์เมืองไทยนั้นเรายังคงเดินไปไม่ถึงทางตัน แค่เราคนไทยทุกคนใส่คำว่า ภารดรภาพ หรือ ความเอื้ออาทร หรือ สมานฉันท์ ลงไปในเหตุการณ์ความวุ่นวาย เราก็จะได้คำตอบที่ดีร่วมกัน หรืออีกนัยหนึ่งคือ Win-Win Situation นั่นเอง งานนี้จะไม่มีใครฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดชนะหรอกครับ มีแต่ประเทศไทยของเราเท่านั้นครับที่ชนะ

อ้างอิง
[1] http://rirs3.royin.go.th/dictionary.asp.
[2] http://en.wikipedia.org/wiki/Civil_disobedience.
[3] http://en.wikipedia.org/wiki/Henry_David_Thoreau.
[4] [2], op.cit..

< ก่อนหน้า   ถัดไป >
| Tortaharn.net | Powered by Mambopixel.com |