|

ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายที่ดำเนินต่อไปในสังคมไทย สิ่งต่างๆ
คงได้พัฒนามาจนใกล้จะถึงจุดสิ้นสุด
แต่ก็ยังไม่มีใครสามารถตอบได้ว่าจุดนั้นจะคืออะไรและจะถึงกันเมื่อไหร่
สิ่งที่ประชาชนคนไทยหลายล้านคนคงจะมีคำถามในลักษณะเดียวกันว่าจะยุติกันได้รึยัง
อย่างที่ผมเคยกล่าวเสมอว่า ถ้าทุกคนยึดถือเอาผลประโยชน์แห่งชาติเป็นที่ตั้งแล้ว
สถานการณ์ที่วุ่นวายคงยุติลงไปนานแล้ว
แต่ปัจจุบันนี้สิ่งที่เกิดจากทุกฝ่ายนั้นต่างล้วนแต่ยึดเอาผลประโยชน์ของตนเองหรือกลุ่มของตน
เป็นที่ตั้ง ไม่ยอมลดราวาศอก
ยึดมั่นถือมั่นในอัตตาของตนจนทำให้สถานการณ์พัฒนาไปไกลเกินกว่าที่จะยุติลงด้วยสันติวิธี
พร้อมๆ กับความคาดหวังในกองทัพให้แสดงบทบาทที่เหมาะสมที่สุดสำหรับสังคมไทย
ความจริงแล้วถ้าเรามองย้อนไปในอดีตตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณายาสิทธิราชย์
มาเป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
นั้นจะพบว่าทหารหรือกองทัพจะมีความเกี่ยวพันกับการเมืองมายาวนาน
มีทั้งเล่นบทเป็นนักการทหาร หรือนักการเมือง หรือเล่นทั้งสองบทไปพร้อมๆ กัน
ซึ่งหลังจากช่วงสงครามเย็นยุติลง บทบาทดังกล่าวนั้นได้รับการต่อต้านจากภาคส่วนอื่นๆ
ที่มองว่าทหารควรจะกลับไปยืนอยู่ห่างไกลจากการเมืองตามแนวความคิดของ แซมมวล พี.
ฮันทิงตัน (Samuel P. Huntington) นักวิชารัฐศาสตร์ชาวตะวันตก ที่กล่าวไว้ในหนังสือ
Solider and The State: The Theory and Politics of Civil-Military Relations
แต่แล้วเมื่อการเมืองในประเทศไทยได้พัฒนามาถึงปัจจุบัน ณ
จุดที่การเมืองภาคประชาชนเข้ามามีบทบาทและมีส่วนร่วมมากขึ้น ทำให้เกิดการเรียกร้อง
ต่อรอง และ ต่อต้าน
แต่ด้วยความที่พลังอำนาจของการเมืองภาคประชาชนที่ยังไม่มีความเข้มแข็งพอ
ทำให้การต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจหรือเป็นตามที่กลุ่มตนเองมีความต้องการนั้นต้องอาศัยพลังอำนาจจากกลุ่มอื่นๆ
เข้ามาช่วยสนับสนุน เช่น พรรคการเมือง ตุลาการ สื่อมวลชน และกองทัพ เป็นต้น
ดังนั้นจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะพบเห็นบ่อยครั้งที่ การเคลื่อนไหวเรียกร้องต่างๆ
นั้นการเมืองภาคประชาชน หรือประชาสังคมจะพยายามเรียกร้องให้กลุ่มอื่นๆ
ที่มีศักยภาพเข้ามาสนับสนุนการเคลื่อนไหวในฝั่งตน
ณ
วันนี้กองทัพเอกก็ได้รับผลกระทบจากการเรียกร้องของกลุ่มต่างๆ
ให้แสดงจุดยืนที่มีความชัดเจนว่า กองทัพจะดำเนินการอย่างไรท่ามกลางกระแสความขัดแย้ง
ทำให้กองทัพแต่ละเหล่าทัพออกมาแสดงจุดยืนของตนเองที่มีต่อสังคม ซึ่งผลที่ตามมาคือ
การแสดงท่าทีดังกล่าวออกมาในเชิงลบมากกว่าเชิงบวก
สำหรับบทความนี้จะขอนำเสนอแนวทางในการกำหนดจุดยืนที่กองทัพควรจะวางตัว
โดยมียุทธศาสตร ร้อยใจไว้ไทยทั้งชาติ ดำเนินการในลักษณะเป็นขั้นเป็นตอน 4
ขั้นตามภาพที่ 1 โดยมีรายละเอียดดังนี้

ภาพที่ 1 บทบาทของกองทัพในสภาวะการเมืองไม่มีเสถียรภาพ
ขั้นที่ 1 นิ่ง
ความหมายของการนิ่งในที่นี้คือ
การแสดงจุดยืนที่มีความชัดเจนและวางตัวเป็นกลางอย่างแท้จริง
โดยยึดมั่นในความเป็นทหารอาชีพ การดำเนินการใดๆ
ก็ตามที่อาจจะมีไปในทิศทางที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นทหารอาชีพ
เช่นการให้สัมภาษณ์โดยไม่มีอำนาจหน้าที่
การปรากฏตัวโดยใส่เครื่องแบบในเวทีปราศัยที่มีลักษณะของการเลือกข้างที่ชัดเจน
หรือการกระทำใดๆ ที่ส่งผลให้เกิดภาพว่ากองทัพมีการเลือกข้าง สิ่งต่างๆ
เหล่านี้จะต้องได้รับการควบคุมดูแลเพื่อให้กองทัพเป็นสถาบันที่มีความเป็นมืออาชีพ
หรือที่เรียกว่าทหารอาชีพ
โดยในขั้นนี้นั้นผู้ที่เป็นผู้ที่รับผิดชอบหลักจะได้แก่หน่วยงานสายกำลังพลและหน่วยงานที่ควบคุมตรวจสอบให้เป็นไปตามกฏระเบียบ
ขั้นที่ 2 สาน
ความหมายของสานคือ บทบาทของกองทัพในการเป็นผู้ประสานงานหลัก
ที่จะเป็นคนกลางในการหาแนวทางที่จะนำไปสู่การเจรจาระหว่างฝ่ายต่างๆ
เพราะแนวทางที่จะนำไปสู่การยุติความขัดแย้งด้วยสันติวิธีนั้นจะต้องเริ่มต้นจากการยอมเข้าร่วมเจรจาจากทุกฝ่าย
การดำเนินการในขั้นถ้ากองทัพมีจุดยืนที่มีความชัดเจนในการเป็นทหารอาชีพ
ไม่เลือกข้าง ไม่เลือกปฏิบัติ แล้วความน่าเชื่อถือ การยอมรับจะเกิดขึ้นกับทุกฝ่าย
ทำให้การเป็นผู้ประสานงานหลักในการจัดให้เกิดการเจรจา
สำหรับเจ้าภาพหลักในการดำเนินการในขั้นนี้คือ หน่วยงานการศึกษาของกองทัพ
หรือหน่วยงานด้านปฏิบัติการจิตวิทยา
ขั้นที่ 3 สมาน
ความหมายของการดำเนินการในขั้นคือการขยายผลและส่งเสริมให้เกิดบรรยากาศแห่งความสมานฉันท์
โดยกองทัพจะเป็นผู้ที่รณรงค์และสร้างสภาวะแวดล้อมในสังคมไทยให้มีบรรกาศแห่งความสมานฉันท์
โดยใช้สื่อทั้งมวลของกองทัพ และรวมไปถึงการเป็นผู้ประสานสื่อมวลชนต่างๆ
ร่วมกันรณรงค์ให้ความปรองดองสมานฉันท์ เอื้ออาทรต่อกัน
เป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องร่วมกันนำกลับมาสู่สังคมไทยให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
ขั้นที่ 4 ฟื้น
ความหมายของการดำเนินการในขั้นตอนนี้คือ การมีส่วนร่วมในการฟื้นฟูสภาพ
เมื่อความแตกแยกต่างๆ คลี่คลายลง ปัญหาใหญที่ตามมาคือความเสียหายและความสูญเสีย
ซึ่งผู้ที่ได้รับผลกระทบไม่ว่าจะเป็นบุคคลหรือหน่วยงาน
ต่างก็ล้วนแต่ต้องการการฟื้นฟูสภาพให้กลับเข้าสู่สภาพปกติ
ทั้งนี้รวมไปถึงการดูแลรักษาเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้น
โดยหน่วยงานที่ทำหน้าที่หลักจะเป็นหน่วยงานด้านปฏิบัติการจิตวิทยา กิจการพลเรือน
ประชาสัมพันธ์ เสนารักษ์ และหน่วยงานทหารช่างหรือยุทธบริการ
อย่างไรก็ดีการดำเนินการตามแนวคิดยุทธศาสตร์ ร้อยใจไว้ไทยทั้งชาติ
จะประสบความสำเร็จไปไม่ได้ถ้า ผู้นำกองทัพมีจิตใจที่โอนเอียงไปเข้าข้างใดข้างหนึ่ง
และมีวาระซ่อนเร้น เพราะถ้ากระทำดังกล่าวจริง
จะทำให้กองทัพขาดความน่าเชื่อถือในสายตาคนภายนอก
เพราะฉะนั้นแนวความคิดที่จะกดดันทหารให้เลือกข้างจึงเป็นแนวความคิดที่ไม่น่าที่จะถูกต้องนัก
ทั้งนี้เพราะ กองทัพเป็นกำลังอำนาจของชาติด้านการทหาร
ที่ยังคงมีเสถียรภาพอยู่ด้านเดียว
การที่จะรีบให้ทหารออกมาเลือกข้างเท่ากับเราทิ้งไพ่ใบสุดท้ายที่มีออยู่ในมือ
ซึ่งถ้าเราทิ้งไพ่ไปแล้วไม่ได้ผลอะไรเลย
เราจะไม่เหลือกำลังอำนาจของชาติที่มีเสถียรภาพสักด้านเลย
สังคมไทยวันเป็นเรื่องที่เราประชาชนคนไทยจะต้องตระหนักและมีส่วนร่วมในการที่จะช่วยกันแก้ปัญหา
ความขัดแย้งที่เกิดขื้นนั้นเป็นความรับผิดชอบของคนไทยทุกคน
ไม่ใช่เป็นแต่เรื่องของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเท่านั้น
และถ้าเราคนไทยทุกคนยึดถือเอาผลประโยชน์แห่งชาติเป็นที่ตั้งแล้ว เหตุการณ์ต่างๆ
คงไม่ล่วงเลยมาถึงจุดที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
นอกจากนี้แต่ละฝ่ายล้วนแต่อ้างว่าเพราะมีความจงรักภักดี
ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ จึงได้ออกมาเคลื่อนไหว
แต่การกระทำนั้นตรงข้ามกับที่แอบอ้าง
นี่แหละครับการกระทำของคนที่บอกว่ารักประเทศไทย
.. |