Tortaharn.net

Monday, 06 September 2010

รายการ
หน้าแรก
ความฝันอันสูงสุด
วัตถุประสงค์
บทความ
ประวัติศาสตร์ทหาร
หนังสือ
รู้จักทอทหาร
ทอทหาร Facebook
ทอทหาร Twitter
ติดต่อทอทหาร
เชื่อมโยง
ค้นหา
สมุดเยี่ยม
เพื่อนบ้านน่าสนใจ
Guru-ICT.com
ทหารดอทเน็ต
ตท.26/จปร.37
ประชาสรรค์
อานันท์
เวบมาสเตอร์
แก้ไขระบบ
บุคคลออนไลน์
ขณะนี้มี 51 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
เข้าสู่ระบบ
ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้ลงทะเบียน? ลงทะเบียนใหม่
ปฏิทิน
« มิถุนายน 2010  
อา. จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส.
  12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930     
เวลาปัจจุบัน
สถิติ
จำนวนสมาชิก : 5997
จำนวนข่าวสาร : 176
เว็บลิงค์: 21
ผู้เยี่ยมชม: 4229780
Syndicate
ภูมิรัฐศาสตร์ – ขีดสมรรถนะประเทศไทย – มุมมองประเทศไทยในมิติของภูมิรัฐศาสตร์ PDF พิมพ์ ส่งเมล
แก้ไขโดย ทอทหาร   
วันพุธที่ 10 มิถุนายน พ.ศ.2552


        ที่ผ่านมาถึงแม้ว่าภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) จะกลายเป็นคำที่ต้องห้ามและถูกลืมไปจากหลายๆ ที่ เนื่องจากมีความเชื่อกันว่าเป็นรากฐานของความคิดส่วนหนึ่งที่นำไปสู่ การเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าภูมิรัฐศาสตร์จะไม่ได้ถูกกล่าวถึงมากนักในปัจจุบัน และมีการศึกษาในวงจำกัด เช่นเป็นวิชาหนึ่งหรือส่วนหนึ่งของวิชาในสาขาวิชารัฐศาสตร์ แต่แนวความคิด ทฤษฎี และหลักการของภูมิรัฐศาสตร์กลับถูกนำมาใช้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นในระดับโลก (Global) ระดับรัฐ (State) หรือแม้กระทั่งในมุมมองของภาคเอกชน รวมถึงการหลีกเลี่ยงไปใช้ชื่ออื่นๆ เพื่อให้มีความสอดคล้องกับสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น ภูมิยุทธศาสตร์ (Geostrategy) หรือ ภูมิสังคม (Geosocial) เป็นต้น ซึ่งจริงๆ แล้วทั้งสองคำเป็นสาขาย่อยในภูมิรัฐศาสตร์

        สำหรับประเทศไทยนั้นความสำคัญของภูมิรัฐศาสตร์ความจริงแล้วมีความสำคัญเป็นอย่าง และอาจจะกล่าวได้ว่ามีความสำคัญกับทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐทั้งมุมมองในด้านความมั่นคงแห่งชาติ ด้านการขับเคลื่อนบริหารประเทศชาติ หรือแม้กระทั่งเป็นสิ่งสำคัญพื้นฐานของชาติในการที่จะไปแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ส่วนในภาคเอกชนนั้นจะมีความสำคัญในนัยยะของที่ตั้งและโอกาสในการแข่งขันต่าง และถ้าเป็นภาคประชาสังคมนั้นจะมีความสัมพันธ์โดยตรงกับความมั่นคงมนุษย์ ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า ภูมิรัฐศาสตร์ ควรที่จะเป็นวิชาที่ทุกมีโอกาสได้เรียนรู้เพื่อนำมาปรับใช้ในส่วนที่เกี่ยวข้องของตนเอง แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายที่ในปัจจุบันมีผู้ที่รู้จักภูมิศาสตร์ประเทศไทยและภูมิภาคซียตะวันออกเฉียงใต้น้อยมาก

        ดังนั้นหากประเทศไทยต้องการที่จะมีความเข้มแข็ง มีสมมรถนะที่สามารถไปแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ในเวทีระดับภูมิภาคและเวทีระดับโลกแล้ว การหันกลับมาให้ความสำคัญกับภูมิรัฐศาสตร์จึงกลายมาเป็นสิ่งจำเป็นพื้นฐานที่ทุกภาคส่วนจะต้องมีความเข้าใจ และเห็นภาพรวมทั้งสามารถวาดภาพได้อย่างชัดเจนของการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากสงครามเย็นยุติลงพร้อมกับการล่มสลายของสหภาพโซเวียต เมื่อปลายศตวรรษที่ 20 ที่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในระบบสองค่ายแบบหลวม (Loose-Bipolar) [1] ของ มอตัน เอ คาแพลน (Morton A. Kaplan) ได้เปลี่ยนโครงสร้างระบบไปสู่ระบบขั้วเดียว (Unipolar) ตามแนวความคิดของนักวิชาการหลายท่าน [2] ทำให้สภาวะความตึงเครียดในการสะสมอาวุธต่างๆ อย่างอาวุธนิวเคลียร์ กำลังทหาร และ การดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้วยหวาดระแวงมีท่าทีที่ผ่อนคลายลง และนำไปสู่ความร่วมมือระหว่างประเทศมาขึ้นทั้งในรูปแบบทวิภาคี และพหุภาคี

        นอกจากนี้กระแสโลกาภิวัตน์และนวัตกรรมทางเทคโนโลยียังส่งผลกระทบสำคัญกับประเทศต่างๆ ทั่วโลกไม่ว่าประเทศนั้นจะเป็นประเทศ มหาอำนาจหรือประเทศเล็กๆ ขอบเขตอำนาจต่างๆ ถูกท้าทายโดยภัยคุกคามรูปแบบต่างๆ ที่ไม่เหมือนกับภัยคุกคามในศตวรรษที่ 20 ที่ผ่านมา การคุกคามโดยใช้กำลังอำนาจของชาติด้านกำลังทหารเป็นเรื่องที่ไม่สามารถกระทำได้โดยง่าย แต่กลับกลายเป็นกำลังอำนาจของชาติในด้านอื่นๆ กลับกลายมาเป็นภัยคุกคามสำคัญ เช่น ด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม-จิตวิทยา วิทยาศาสตร์ สิ่งแวดล้อม และสิ่งที่ก่อให้เกิดภัยคุกคามบางครั้งก็มิได้เป็น รัฐหรือประเทศ แต่กลับกลายมาเป็นตัวแสดงที่มิใช่รัฐ (Non-state Actors) อย่างเช่น กลุ่มก่อการร้าย หรือ NGOs ต่างๆ ทำให้ทางออกของประเทศต่างในการเผชิญกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่คือ หันไปสู่การแนวคิดในการพึ่งพาอาศัยกันและกัน (Interdependence) ด้วยการเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Partnership) ดังตัวอย่างเช่น การเกิดสหภาพยุโรป (European Union : EU) และ สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ อาเซียน (Association of Southeast Asian Nations : ASEAN) เป็นต้น

        เมื่อการเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์เป็นแนวทางสำคัญในการเผชิญกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ เพื่อความอยู่รอด การดำเนินการใดก็จะก้าวเข้าไปสู่การดำเนินการข้ามชาติ (Transnational) เส้นเขตแดน อำนาจอธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดน ถูกลดบทบาทลง และถูกซ้อนทับด้วยการพันธสัญญาต่างๆ นั่นก็หมายความว่า สิ่งที่เป็นกายภาพ (Physical) ที่มีผลมาจากความร่วมมือตามพันะกรณี จะต้องมีที่ตั้ง และการมีที่ตั้งนั้นก็คือจะต้องบนพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ ซึ่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์นี้เองจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ในภาพรวมเช่น การสร้างท่าเรือนำลึกแห่งใหม่ในโลกที่ส่งผลให้การขนส่งทางทะเลมีประสิทธิภาพและเร็วมากขึ้น ย่อมจะส่งผลกระทบต่อภูมิรัฐศาสตร์ในภาพรวมของโลก เพราะเส้นทางคมนาคมทางทะเล (Sea line of Communication : SLOC) ของประเทศต่างๆ จะเปลี่ยนไป เป็นต้น

        ไม่เพียงแต่การเกิดขึ้นใหม่ของที่ตั้งทางกายภาพใหม่ต่างๆ ที่ส่งผลต่อภูมิรัฐศาสตร์ของโลกเท่านั้น ที่ตั้งทางกายภาพที่สำคัญเก่าก็มีผลต่อภูมิรัฐศาสตร์โลกในยุคหลังสงครามเย็น เช่นกัน ดังเช่น กรณีของโจรสลัดที่โซมาเลียที่ส่งผลกระทบให้หลายประเทศตัดสินใจส่งกำลังทางเรือเข้าไปยังพื้นที่ที่มีปัญหาเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติตน เพราะน่านน้ำโซมาเลียมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการขนส่งทางทะเล เนื่องจากบริเวณชายฝั่งตอนเหนือของประเทศเป็นอ่าวเอเดน (Gulf of Aden) ซึ่งเป็นช่องทางเข้าออกของคลองสุเอซ (Suez Canal) ที่ประเทศส่วนใหญ่ในโลกใช่เป็นเส้นทางคมนาคมทางทะเล โดยขนสินค้าผ่านช่องทางดังกล่าว และประเทศไทยเองก็เคยได้รับผลกระทบจากกลุ่มโจรสลัดโซมาเลียดังกล่าว 2 ครั้ง [3] คือ วันที่ 12 ส.ค.51 เรือเอ็ม วี ธอร์ สตาร์ ของบริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัดมหาชน ของไทยถูกจับบริเวณนอกชายฝั่งเยเมน และ วันที่ 18 พ.ย.51 เรือประมงไทย ชื่อ เอกวัตรนาวา 5 ถูกโจรสลัดยึดไปและเรือเอกวัตรนาวา 5 ได้ถูก เรือ INS Tabar ของ กองทัพเรืออินเดีย ยิงทำลายเนื่องจากเรือเอกวัตรนาวา 5 ที่ถูกยึดโดยโจรสลัดได้ยิง อาวุธจรวด และปืน ใส่เรือรบของกองทัพเรืออินดีย ทำให้เกิดความเข้าใจผิด โดยกองทัพเรืออินเดียเข้าใจผิดว่าเรือเอกวัตรนาวา 5 เป็นเรือแม่ของโจรสลัด

        ทำนองเดียวกันในช่องแคบมะละกาซึ่งเป็น ภูมิประเทศสำคัญ และถือได้ว่าเป็นเส้นทางคมนานคมทางทะเลที่สำคัญของโลกที่มีที่ตั้งอยู่บริเวณทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศไทย ตะวันตกและใต้ของมาเลเซีย ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือและเหนือของเกาะสุมาตรา และเลยไปถึงทางด้านใต้ของสิงค์โปร์ ช่องแคบมะละกาเป็นช่องแคบที่มีความกว้างบริเวณทางเข้าประมาณ 5 ไมล์ ยาวประมาณ 600 ไมล์ ช่วงที่แคบที่สุดประมาณ 1.5 ไมล์ มีเรือผ่านประมาณ 900 ลำต่อวัน หรือประมาณ 50,000 ลำต่อปี [4] ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบแล้วมีประมาณเรือที่ผ่านมากว่าคลองสุเอซประมาณ 2 เท่า และ มากกว่าคลองปานามากว่า 3 เท่า [5] มีการขนส่งน้ำมันผ่านวันละ 11 ล้านบาเรล [6] โดยเฉพาอย่างยิ่งประเทศ ไทย จีน และญี่ปุ่น อาศัยช่องแคบมะละกาในการนำน้ำมันเข้าประเทศกว่า 80% ของน้ำมันที่แต่ละประเทศ และโดยรวมแล้วช่องแคบมะละกายังใช้เป็นเส้นทางในการขนส่งน้ำมันทั่วโลกกว่า 50% และยังเป็นเส้นทางขนส่งสินค้ากว่า 25% ของโลก ทั้งนี้เพราะว่าช่องแคบมะละกาเป็นเส้นทางที่สั้นที่สุดที่เชื่อมต่อระหว่าง มหาสมุทรอินเดียและทะเลจีนใต้ ปัจจุบันได้มีการลาดตระเวนร่วม (Coordinated patrol) ของกองทัพเรือมาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงค์โปร์ ภายใต้ชื่อ MALSINDO และการลาดตระเวนร่วมทางอากาศภายใต้ชื่อ Eyes in the sky ซึ่งประเทศไทยเองก็เพิ่มเข้าร่วมในการลาดตระเวนดังกล่าวเมื่อ 22 ม.ค.51 หลังจากที่ ครม.มีมติเห็นชอบ เพื่อร่วมกันรักษาเส้นทางคมนาคมทางทะเล และผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเล

        หากขยับจุดสนใจมายังภูมิประเทศในส่วนที่เป็นดินแดนของประเทศไทย ทางภาคใต้ซึ่งสามารถกล่าวได้ว่าเป็น Rimland ของประเทศไทย จะพบว่าถ้าโครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ (Southern seaboard) สำเร็จลุล่วงไปได้และมีความเชื่อมโยงสอดคล้องกับโครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมโยงทะเลอันดามันและอ่าวไทย (Landbridge)จะพบว่า ประเทศไทยจะสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันที่ถือได้ว่าเป็นการขยับภูมิรัฐศาสตร์ของโลก อีกทั้งยังสามารถนำมาทดแทนโครงการขุดคลองกระ เพราะว่าเป็นเส้นทางที่สั้นที่สุดที่เชื่อมระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งโครงการจะสร้างท่าเรือและระบบขนส่งระหว่างชายฝั่งทะเลภาคใต้ทั้งสองด้าน รวมทั้งสร้างนิคมอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับปิโตรเลียม เพราะโครงการนี้จะกลายเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญของภูมิภาคในอนาคต

        ส่วนภูมิประเทศของไทยที่สามารถกล่าวได้ว่าเป็น Heartland นั้นจะพบจะพบว่าบริเวณทางตอนเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนของประเทศไทย มีความสำคัญในลักษณะของ Heartland เพราะมีพรมแดนเชื่อมต่อกับประเทศหลายประเทศทั้งมีพรมแดนติด อย่างเมียนมาร์ (พม่า) และลาว ส่วนพรมแดนไม่ติดกันได้แก่ ประเทศจีนและเวียดนาม โดยมีแนวทางพัฒนาเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจเหนือ-ใต้ (North-South Economic Corridor) และเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor: EWEC) โดยที่ระเบียงเศรษฐกิจหลักทั้งสอง ได้ส่งผลให้เกิดความร่วมต่างๆ หลายด้านจำนวนมาก เช่น ในการประชุม GMS summit ได้มีการลงนามให้มีการพัฒนาโครงข่ายเชื่อมโยงใยแก้วนำแสง (Fiber Optic) โดยใน พ.ศ. 2570 (ค.ศ.2027) การเกิดความเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและโทรคมนาคม จำนวน 3 วงจร คือ (1) North Loop – เชื่อมโยง ฮานอย หนานหนิง คุนหมิง และเวียงจันทน์ (2) West Loop – เชื่อมโยง กรุงเทพฯ ย่างกุ้ง คุนหมิง และเวียงจันทน์ และ (3) East Loop – เชื่อมโยง กรุงเทพฯ เวียงจันทน์ โฮจิมินห์ และพนมเปญ [7]

        นอกจากนี้ยังการเชื่อมโยงเพื่อใช้ประโยชน์ด้านพลังงาน โดยมีความร่วมมือระหว่างไทยกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ในการทำข้อตกลงซื้อขายไฟฟ้า เพิ่มขึ้นจากประมาณ 3,000 เมกกะวัตต์ เป็น 5,000 เมกกะวัตต์ เนื่องจากสปป. ลาว ยังสามารถผลิตไฟฟ้าได้ถึง 26,500 เมกกะวัตต์ ขีดความสามารถของลาวจะส่งผลให้ประเทศไทยมีความเข้มแข็งในการรองรับวิกฤติพลังงานและสปป.ลาว ก็จะมีแหล่งรายได้ที่สำคัญ ซึ่งเป็นการได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย [8]

        อีกทั้งยังมีการพัฒนาการท่องเที่ยวเชื่อมโยงไทยกับประเทสเพื่อนบ้าน โดยการใช้โครงข่ายถนนที่เชื่อมต่อกันเป้นเส้นทางสำหรับการท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงภายในอนุภูมิภาค เริ่มมีทิศทางที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นโดยกำหนดเริ่มต้นจากกรุงเทพฯ-กรุงย่างกุ้ง-มันฑะเลย์-เชียงรุ้ง-เชียงราย-หลวงพระบาง-ทุ่งไหหิน-เดียนเบียนฟู-กรุงฮานอย-ฮาลอง-เว้-โฮจิมินห์-กรุงพนมเปญ-เสียมราฐ-พัทยา-กรุงเทพฯ ซึ่งการเชื่อมโยงนี้จะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ที่มุ่งเน้นไปยังธุรกิจระดับท้องถิ่น เช่น โรงแรม รีสอร์ท และรถเช่า เป็นต้น อันจะนำไปสู่ผลประโยชน์ต่อเศรษฐกิจภาพรวมอย่างเป็นรูปธรรม [9]

        ด้านความเชื่อมโยงโครงข่ายเส้นทางคมนาคมนั้นในช่วงของการพัฒนากว่า 10 ปีที่ผ่านมาได้มีการผลักดันให้พัฒนาเส้นทางคมนาคมไปสู่ระเบียงเศรษฐกิจ (Transform Transport Corridors to Economic Corridors) ด้วยการเน้น 3 เส้นทางหลักได้แก่ (1) East-West จากเวียดนาม สปป.ลาว ไทย และพม่า โดยถนนในส่วนของเวียดนาม สปป.ลาว และไทยได้เสร็จสมบรูณ์แล้ว ยังเหลือในส่วนของพม่าที่ไทยกำลังให้ความช่วยเหลือทางด้านการเงินเพื่อให้การพัฒนาสำเร็จเรียบร้อย (2) North-South (เชื่อมโยง กรุงเทพฯและคุนหมิง) เส้นทางนี้ได้สร้างเสร็จสมบูรณ์แล้วและมีความพร้อมในการใช้งาน หากแต่เส้นทางในช่วงที่ผ่านพื้นที่ในพม่ามีการตั้งด่านเก็บค่าผ่านทางหลายด่านและเก็บในอัตราที่แตกต่างกันไป ทำให้ไม่ได้รับความสะดวกในการเดินทางเข้ามาค้าขายและลงทุน ดังนั้นเส้นทางนี้จึงไม่ค่อยได้รับความนิยม ในขณะที่อีกเส้นทางหนึ่งเป็นเส้นทาง North-South ฝั่งตะวันออกที่ผ่านเชียงราย เข้าลาวและไปคุนหมิง ค่อนข้างได้รับความนิยมและคาดว่าจะเป็นเส้นทางที่ใช้ประโยชน์ได้จริง และ (3) South-South (เชื่อมโยงไทย กัมพูชา และเวียดนาม) ซึ่งเป็นเส้นทางเลียบชายฝั่งตราด-เกาะกง-เชื่อมโยงนิคมอุตสาหกรรมกับท่าเรือสีหนุวิลล์ [10]

        นอกจากนี้ในอนาคตยังมีแผนงานที่จะพัฒนาศักยภาพของเส้นทางต่างๆ เพื่อให้เป็นเส้นทางเชื่อมโยงตามระเบียงเศรษฐกิจอีก 9 เส้นทาง [11] ได้แก่
            1) North-South Corridor จากคุนหมิง-เชียงราย-กรุงเทพฯ-มาเลเซีย
            2) Northern Corridor จากชายแดนพม่า/อินเดีย-คุนหมิง-หนานหนิง
            3) Eastern Corridor จากหนานหนิง-ฮานอย/คุนหมิง-ลาวไก-ฮานอย-โฮจิมินห์
            4) Northeastern Corridor จากกรุงเทพฯ-เลย-หลวงพระบาง-นิงบิงห์
            5) Central Corridor จากบ่อเต็น-หลวงพระบาง-วังเวียง-เวียงจันทน์-หนองคาย-ขอนแก่น-นครราชสีมา-สัตหีบ/บ่อเต็น-หลวงพระบาง-วังเวียง-เวียงจันทน์-ปากกะดิ่ง-ท่าแขก-สะหวันนะเขต-ปากเซ-สเตรงตรึง-กำปงจาม-พนมเปญ-สะเรอัมเบิล-สีหนุวิลล์
            6) East-West Corridor มะละแหม่ง-เมียวดี-แม่สอด-ตาก-พิษณุโลก-ขอนแก่น-มุกดาหาร-สะหวันนะเขต-ลาวบาว-ดองฮา-เว้-ดานัง
            7) Western Corridor จากชายแดนพม่า/อินเดีย-เนปิตอร์-มะละแหม่ง
            8) Southern Corridor จากทวาย-กรุงเทพฯ-เสียมเรียบ-สเตรงตรึง-กวีเญิน/เสียมราฐ-พนมเปญ-โฮจิมินห์-วังเตา
            9) Southern Coastal Corridor จากกรุงเทพฯ-จันทบุรี-ตราด-เกาะกง-สะเรอัมเบิล-สีหนุวิลล์-กำปด-ก่ามาว

        ไม่เพียงแต่การเชื่อโยงกับประเทสเพื่อนบ้านโดยใช้ศักยภาพและความแข็งแกร่งของประเทศไทยแล้ว ปัจจุบันเองจีนก็ได้ให้ความสำคัญกับพื้นที่ทางด้านใต้ที่เชื่อมตรงกับกับประเทศในอนุภูมิภาคนี้ดังเช่น การลงทุนของจีนในการพัฒนาเขตเศรษฐกิจครบวงจรริมฝั่งแม่น้ำโขง ในเขตต้นผึ้ง ของ สปป.ลาว โดยทางการ สปป.ลาวได้อนุมัติสัมปทาน แก่กลุ่มบริษัท ดอกงิ้วดำ จำกัด ของจีน โดยอนุมัติให้เช่าในพื้นที่ประมาณ 62,500 ไร่ หรือประมาณ 100 ตารางกิโลเมตร โดยในสัญญามีอายุ 75 ปี และสามารถต่อสัญญาได้อีก 25 ปี รวมแล้วเป็น 100 ปี ในการดำเนินการนี้จะใช้งบประมาณลงทุนกว่า 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 110,000 ล้านบาท) เพื่อพัฒนาให้เป็นเขตเศรษฐกิจการค้าและบริการอย่างครบวงจร ซึ่งให้ความสำคัญกับการลงทุน 4 ด้านคือ เกษตร อุตสาหกรรมแปรรูปเกษตร การค้า และการท่องเที่ยว [12]

        การลงทุนของจีนในครั้งนี้ได้ส่งผลกระทบเชิงบวกต่อภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคนี้อย่างมีนัยยะสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการช่วยให้เกิดการจ้างงานเพื่อมากขึ้น มีทิศทางการค้าบริเวณชายแดนมีแนวโน้มที่ดีมากขึ้น และรวมไปถึงการส่งออก การท่องเที่ยว การแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าว และปัญหาด้านวัฒนธรรม นอกจากนี้ยังมีผลกระทบเชิงลบที่นำไปสู่ การเป็นแหล่งรองรับขบวนการค้ายาเสพติดและสิ่งผิดกฏหมาย การไหลบ่าของสินค้าจีนและการดำเนินการค้านอกระบบ ปัญหาแรงงาน การเปลี่ยนแปลงแนวทางการไหลของแม่น้ำโขง และด้านสาธารณสุข

        จากที่กล่าวมาในข้างต้นจะพบว่าประเทศไทยนั้นนั้นมีภูมิศาสตร์ที่เหมาะสม และเมื่อประกอบกับปัจจัยด้านต่างๆ จะส่งผลให้ประเทศไทยกลายมาเป็นประเทศที่มีภูมิรัฐศาสตร์ เป็นข้อได้เปรียบในหลายๆ ในอนุภูมิภาค (เอเซียตะวันออกเฉียงใต้) นี้ไม่ว่าจะเป็นด้านโครงสร้างพื้นฐาน ปัจจัยด้านประชากร ปัจจัยพื้นฐานด้านเศรษฐกิจ ปัจจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และอื่นๆ อีกหลายด้าน ทำให้ประเทศไทยมีความเหมาะสมที่จะเป็นประเทศที่เป็นศูนย์กลางในด้านต่างๆ เช่น เป็นศูนย์กลางด้านการขนส่ง (Transportation Hub) ศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ (Logistics Hub) ศูนย์กลางด้านการประชุม สัมมนา และการแสดงสินค้านานาชาติ (International Conference, Saminar, and Exhibition Hub) และศูนย์กลางด้านต่างๆ อีกหลายด้าน

        อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าประเทศไทยจะอยู่บนที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่มีความเหมาะสมและมีศัยกภาพที่นำไปสู่ความได้เปรียบและมีความสำคัญในทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก แต่ประเทศไทยกับมีอุปสรรคสำคัญที่กลายมาเป็นสิ่งที่คอยสกัดกั้นขีดความสามารถในการแข่งขันที่มีความยั่งยืนของประเทศไทยคือ เสถียรภาพทางการเมือง ที่เป็นปัญหาใหญ่และนำไปสู่ความแตกแยกของคนในชาติ จนทำให้คนไทยหลายๆ คนลืมนึกถึงผลประโยชน์แห่งชาติเป็นที่ตั้ง หลายคนหันมามองแต่ผลประโยชน์ส่วนตนและกลุ่มของตนเป็นหลัก คิดแต่เพียงว่าทำอย่างไรจะได้มาซึ่งสิ่งที่ตัวเองอยากได้และได้ประโยชน์ของตน ทำนองกลับกันกลับไม่มีใครสนใจและใส่ใจว่าเราคนไทยทุกคนจะร่วมกันเดินไปข้างหน้ากันอย่างไร

        วันนี้ประเทศเพื่อนบ้านของเราส่งนักบินอวกาศไปนอกโลก วันนี้ประเทศเพื่อนบ้านเราส่งรถยนต์ที่ผลิตเองโดยใช้ตราสินค้าของเขาเองมาขายในบ้านเรา และที่สำคัญคือในช่วงก่อนการเสียกรุงในครั้งที่ 2 จากการรบของชาวบ้านบางระจันที่หล่อปืนใหญ่เองที่ยิงแล้วร้าวและต่อเนื่องจนมาถึงปัจจุบันประเทศไทยก็ยังไม่มีความสามารถในการหล่อปืนเอง เราทำได้แต่เพียงนำเหล็กที่ผสมสำเร็จแล้วจากต่างประเทศมาหล่อขึ้นรูปในประเทศไทยเท่านั้น เรายังไม่มีกระบวนการวิจัยต่างๆ ที่นำไปสู่การผสมเหล็กที่ใช้สำหรับหล่อปืน แล้วประเทศไทยจะสร้างเครื่องยนต์สำหรับรถยนต์ได้อย่างไรทั้งๆ ที่เราประกาศกันว่าเราจะเป็นดีทรอย์แห่งเอเซีย

        สิ่งที่สำคัญสำหรับคนไทยในวันนี้คือ การร่วมกันก้าวข้ามความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยโดยเร็วที่สุด และหันมาร่วมแรงร่วมใจกันเดินไปข้างหน้า ไม่ว่าท่านจะมีสีอะไร ขอให้สำนึกไว้ว่าเราคนไทยทุกคนมีสีเดียวกันคือ แดง-ขาว-น้ำเงิน-ขาว-แดง ประเทศไทยมีความเหมาะสมในทางภูมิรัฐศาสตร์ที่จะสามารถเป็นจุดอ้าง (Landmark) ที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลกใบนี้ แต่เราในฐานะคนไทยได้มองเห็นในมิติเหล่านี้หรือไม่ ……… ทุกๆ ท่านไม่จำเป็นต้องตอบคำถามนี้ให้คนอื่นได้รู้แค่ตอบตัวท่านเองเท่านั้นก็คงพอ…………………

อ้างอิง
[1] Morton A. Kaplan, “System and Process in International Politics” Essex : ECPR Press, 2005. อ้างถึงใน Andrew P. Dunne, “International Theory: To the Brink and Beyond”, Greenwood Press, p.151.
[2] จุฑาทิพ คลายทับทิม, “หลักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ” สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, หน้าที่ 34-35.
[3] http://www.navy.mi.th/ians/stg/News/slutso.pdf.
[4] http://www.tortaharn.net/contents/index.php?option=com_content&task=view&id=31&Itemid=75.
[5] ibid.
[6] ibid.
[7] http://www.etatjournal.com/upload/252/ACMECS_Ambassadors_Meeting.pdf.
[8] ibid.
[9] ibid.
[10] ibid.
[11] ibid.
[12] ศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ, การสนทนาปัญหายุทธศาสตร์ ครั้งที่ 5/25 เรื่อง “การลงทุนและการพัฒนาเขตเศรษฐกิจการค้าและบริการของจีนในเขตเมือง ในเขตเมืองต้นผึ้ง สปป.ลาว. : วิกฤตหรือโอกาส”, พ.ค.2552.


 

< ก่อนหน้า   ถัดไป >
| Tortaharn.net | Powered by Mambopixel.com |