|

จากข่าวสารการก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
ที่มีความรุนแรงขึ้นในห้วงที่ผ่านมานั้น เป็นสิ่งที่บ่งชี้ได้ว่าสถานการณ์ในพื้นที่
จชต. นั้นยังมีความคุกรุ่นไม่มีท่าทีที่จะสงบได้โดยง่าย
และยังเป็นเรื่องที่แสดงให้เห็นถึงการขาดกระบวนการในการจัดการต่อสถานการณ์ที่มีประสิทธิภาพ
ซึ่งประเด็นปัญหาดังกล่าวคงไม่อาจที่จะกล่าวโทษฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด
ทั้งนี้เพราะมีผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียและเกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก
แต่อย่างไรก็ตามปัญหาการก่อความไม่สงในพื้นที่ จชต.
นั้นควรจะเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทุกๆ
ฝ่ายควรจะให้ความสนใจและร่วมแรงร่วมใจในการแก้ปัญหากันอย่างจริงจังมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
ก่อนที่สถานการณ์จะเลวร้ายและนำไปสู่ความร้ายแรงและสูญเสียเกินกว่าที่จะควบคุมได้
ในอดีตนั้นการแก้ปัญหาการก่อความไม่สงบนั้น
ถึงแม้เป็นเป็นการดำเนินการท่ามกลางการเสถียรภาพทางการเมืองยังใช้ระยะเวลากว่า 30
ปี ถึงจะยุติได้
ดังนั้นหากปัจจุบันประเทศไทยยังไม่เสถียรภาพทางการเมืองแล้วปัญหาการก่อความไม่สงบในพื้นที่
จชต. คงเป็นเรื่องที่ไม่สามารถยุติได้โดยง่าย
และจากความเชื่อในอดีตที่ประเทศไทยสามารถยุติการก่อความไม่สงบจากปัญหาอุดมการณ์ทางการเมืองได้โดยการใช้การเมืองนำการทหาร
ทำให้ความเชื่อนี้ฝังรากลึกลงไปในผู้ที่เกี่ยวข้องหลายๆ ฝ่าย
ว่าปัญหาการก่อความไม่สงบในพื้นที่ จชต. ควรที่จะใช้การเมืองนำการทหาร
แต่หลายๆ ฝ่ายกลับลืมไปว่ารากที่แท้จริงของปัญหานั้น มีความแตกต่างกัน
คือในช่วงของการก่อความไม่สงบโดยพรรคคอมมิวนิสต์นั้นรากความคิดจะมาจากอุดมการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นระหว่างประชาธิปไตยกับคอมมิวนิสต์
การใช้การเมืองนำการทหาร จึงเป็นเรื่องที่มีเหตุผลที่สอดรับกัน
ส่วนการก่อความไม่สงบในพื้นที่
จชต.เกิดมาจากปัญหาความแตกต่างทางอัตลักษณ์และชาติพันธุ์ระหว่างไทยและมาลายูปัตตานี
ปัญหาทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวเนื่องกับรัฐสยามกับรัฐปัตตานีในอดีต
และการมีโครงสร้างการปกครองและการใช้อำนาจรัฐ
ไม่มีความสอดคล้องกับอัตลักษณ์และวิถีชีวิตของคนพื้นที่ที่นำไปสู่ความรู้สึกที่ไม่เท่าเทียมกัน
ซึ่งแนวคิดที่ควรจะใช้คือ สังคมวัฒนธรรมนำการทหาร [1] [4]
ดังนั้นเมื่อความคิดเรื่อง
การเมืองนำการทหาร อาจเ
ป็นแนวคิดที่มีความเป็นไปได้ว่าไม่สอดคล้องกับปัญหาการก่อความไม่สงบในพื้นที่ จชต.
อย่างแท้จริงแล้ว การศึกษาในแนวคิด สังคมวัฒนธรรมนำการทหาร
จึงเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายควรที่จะให้ความสนใจมากขึ้น
เพื่อที่จะได้ใช้เป็นแนวทางที่มีความเหมาะสมในการนำสู่การยุติความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในพื้นที่
จชต. อย่างยั่งยืน
และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถที่จะกำหนดยุทธศาสตร์ในการแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสม
จากสถานการณ์ปัจจุบันถ้านับจากเหตุการณ์ปล้นปืนเมื่อ วันที่ 4 ม.ค. 47
ที่กองพันพัฒนาที่ 4 อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส
เป็นต้นมาสถานการณ์ของการก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ทวีความรุนแรงขึ้นจนกลายมาเป็นวาระแห่งชาติ
ที่ทุก ๆ ภาคส่วนในประเทศไทยต้องให้ความสำคัญและสนใจ จนมีความพยายามจากหลายๆ
ด้านจากทุกภาคส่วนที่ช่วยกันระดมและทุ่มเทแนวความคิดและทรัพยากรต่างๆ
ที่จะนำไปสู่การปฏิบัติที่ส่งผลให้สถานการณ์การก่อความไม่สงบในพื้นที่ จชต.สงบลง
ซึ่งหากติดตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่
จชต.อย่างต่อเนื่องแล้วจะพบว่าการก่อความไม่สงบและความรุนแรงมีท่าทีที่จะสงบลง
แต่หลังจากที่สถานการณ์ทางการเมืองที่มีความแตกแยกกัน และนำไปสู่การปฏิวัติในเมื่อ
19 ก.ย.49 ที่ผ่านมานั้นการปรับเปลี่ยนต่างๆ ตั้งแต่ยุทธศาสตร์ ยุทธการ และยุทธวิธี
ได้เกิดขึ้นอย่างมากมาย มีการปรับแต่งทั้ง นโยบาย ยุทธศาสตร์
จนไปถึงยุทธวิธีรูปแบบการปฏิบัติการทางทหาร
จนมีทีท่าว่าสถานการณ์การก่อความสงบและความรุนแรงจะยุติลง
แต่แล้วสถานการณ์ต่างก็มีทิศทางที่เปลี่ยนแปลงไปอีกดูเหมือนจะมีความรุนแรงขึ้น
เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่กลุ่มก่อความไม่สงบได้ใช้อาวุธสงครามกราดยิงประชาชนมุสลิมในมัสยิดที่บ้านไอปาแย
ต.จวบ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส จนมีผู้เสียชีวิต 10 ราย บาดเจ็บ 12 รายเมื่อ 8
มิ.ย.52 ที่ผ่านมา และตามมาด้วย เหตุการณ์ในวันที่ 12 มิ.ย.52
ที่กลุ่มก่อความไม่สงบใช้อาวุธสงครามกราดยิงพระภิกษุ 2 รูป
ขณะกำลังเดินบิณฑบาตอยู่บริเวณชุมชนบนถนนสายท่าสาบ-คลองขุด บ้านคลองทรายใน ม.5
ต.ยุโป อ.เมือง จ.ยะลา ทำให้มีพระภิกษุมรณภาพในที่เกิดเหตุทันที 1 รูป และอีก 1
รูปได้รับบาดเจ็บสาหัส ซึ่งการก่อการในลักษณะนี้
กลุ่มก่อความไม่สงบจะมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจผิดให้เกิดขึ้นระหว่างไทยพุทธ
กับมุสลิม เพื่อเป็นเงื่อนไขในการปฏิบัติการและสร้างมวลชนแนวร่วม
จากกรณีที่กล่าวมาในข้างต้นจะเห็นได้ว่ากลไกหรือกระบวนการของรัฐมีความเป็นไปได้ที่ไม่ครอบคลุมหรือขาดความต่อเนื่อง
หรืออาจจะขาดการกำกับดูแล
และสะท้อนให้เห็นถึงการขาดการเอาใจใส่ในการแก้ปัญหาและการนำแนวคิดไปสู่การปฏิบัติ
ซึ่งบนความจริงแล้วการปฏิบัติในระดับยุทธวิธีอาจได้ผลที่ดีกว่านี้
ถ้าในระดับยุทธศาสตร์มีความต่อเนื่อง และมีความชัดเจนว่า เป้าหมายสุดท้าย (Ends)
คืออะไร มีแนวทางในการดำเนินการอย่างไร (Ways) และจะใช้เครื่องมืออะไร (Means)
แต่ทุกวันนี้กลับไม่มีแนวทางอะไรที่แสดงให้ว่าปัญหาการก่อความไม่สงบในพื้นที่
จชต.จะยุติลงได้
ซึ่งถ้าจะว่ากันไปแล้วการดำเนินการต่อสถานการณ์ในพื้นที่ จชต.
จะมีลักษณะใครมีหน้าที่ทำอะไรก็ทำไป ได้ประโยชน์หรือไม่ก็ไม่มีใครสามารถตอบได้
มีลักษณะต่างคนต่างทำ ไม่มีการมองที่องค์รวม (Holistic) และขาดการบูรณาการ
ผลสุดท้ายทุกคนก็จะหันมาตั้งคำถามกับกองทัพว่ากองทัพทำอะไรอยู่
ทำไมการก่อความไม่สงบในพื้นที่ จชต.ยังคงมีอยู่ ทำไม่ความรุนแรงยังคงมีอยู่
กองทัพมีประสิทธิภาพหรือไม่ และคำถามที่ขาดความเชื่อมั่นกับกองทัพจะมีจำนวนมาก
ทั้งๆ ที่จริงแล้วกองทัพเองได้ทุ่มเททรัพยากรต่างๆ
จำนวนมหาศาลเข้าไปแก้ปัญหาในพื้นที่ จชต.
ปัจจุบันผู้ที่มีหน้าที่และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในระดับยุทธศาสตร์
ก็อาจจะไม่ได้มีบทบาทอะไรที่เด่นชัดนัก ทั้งนี้ส่วนหนึ่งนั้นจะมาจาก
รัฐบาลวางน้ำหนักให้กับเสถียรภาพของตนเองมากจะละเลยในเรื่องอื่นๆ
ประกอบกับรัฐบาลเองก็ไม่ได้ใช้หน่วยงานด้านความมั่นคงในการดำเนินการต่างมากนักอย่างเช่น
สมช. กอ.รมน. ศอบต.และ สขช. เป็นต้น อีกทั้งผู้ที่มีหน้าที่ในการปฏิบัติบางส่วน
ถูกการเมืองแทรกแซง
หลงไปกับผลประโยชน์ทางการเมืองที่เหล่านักการเมืองบางส่วนวางล่อเอาไว้
ทุกวันนี้สถานการณ์การก่อความไม่สงบในพื้นที่ จชต. ยังคงเป็นเรื่องที่ไม่มีอนาคต
ไม่มีทีท่าว่าจะยุติ หากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวในทุกระดับ เอาหูไปนา เอาตาไปไร่
ใส่เกียร์ว่าง มองแต่มิติทางเศรษฐกิจ กับมิติทางการเมือง มากกว่ามิติทางความมั่นคง
และมิติทางสังคม/จิตวิทยา แล้วเราคงจะต้องสูญชีวิตและทรัพยากรต่างๆ ไปอีกจำนวนมาก
และที่สำคัญเราอาจจะต้องสูญเสียดินแดนและอำนาจอธิปไตยบางส่วน
เพื่อเป็นการสังเวยให้กับสถานการณ์การก่อความไม่สงบในพื้นที่ จชต.ในครั้งนี้
อ้างอิง
[1]
http://www.tortaharn.net/contents/index.php?option=com_content&task=view&id=119&Itemid=75.
[2]
http://www.tortaharn.net/contents/index.php?option=com_content&task=view&id=121&Itemid=75.
[3]
http://www.tortaharn.net/contents/index.php?option=com_content&task=view&id=122&Itemid=75.
[4]
http://www.tortaharn.net/contents/index.php?option=com_content&task=view&id=123&Itemid=75.
|