Tortaharn.net

Thursday, 09 September 2010

รายการ
หน้าแรก
ความฝันอันสูงสุด
วัตถุประสงค์
บทความ
ประวัติศาสตร์ทหาร
หนังสือ
รู้จักทอทหาร
ทอทหาร Facebook
ทอทหาร Twitter
ติดต่อทอทหาร
เชื่อมโยง
ค้นหา
สมุดเยี่ยม
เพื่อนบ้านน่าสนใจ
Guru-ICT.com
ทหารดอทเน็ต
ตท.26/จปร.37
ประชาสรรค์
อานันท์
เวบมาสเตอร์
แก้ไขระบบ
บุคคลออนไลน์
ขณะนี้มี 57 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
เข้าสู่ระบบ
ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้ลงทะเบียน? ลงทะเบียนใหม่
ปฏิทิน
« มิถุนายน 2010  
อา. จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส.
  12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930     
เวลาปัจจุบัน
สถิติ
จำนวนสมาชิก : 6017
จำนวนข่าวสาร : 176
เว็บลิงค์: 21
ผู้เยี่ยมชม: 4241630
Syndicate
ยุทธศาสตร์ – ยุทธวิธี – การยุติการก่อความไม่สงบในพื้นที่ จชต. - ช่องว่างระหว่างยุทธศาสตร์กับยุทธวิธี PDF พิมพ์ ส่งเมล
แก้ไขโดย ทอทหาร   
วันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ.2552


        จากข่าวสารการก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีความรุนแรงขึ้นในห้วงที่ผ่านมานั้น เป็นสิ่งที่บ่งชี้ได้ว่าสถานการณ์ในพื้นที่ จชต. นั้นยังมีความคุกรุ่นไม่มีท่าทีที่จะสงบได้โดยง่าย และยังเป็นเรื่องที่แสดงให้เห็นถึงการขาดกระบวนการในการจัดการต่อสถานการณ์ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งประเด็นปัญหาดังกล่าวคงไม่อาจที่จะกล่าวโทษฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ทั้งนี้เพราะมีผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียและเกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก แต่อย่างไรก็ตามปัญหาการก่อความไม่สงในพื้นที่ จชต. นั้นควรจะเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทุกๆ ฝ่ายควรจะให้ความสนใจและร่วมแรงร่วมใจในการแก้ปัญหากันอย่างจริงจังมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ก่อนที่สถานการณ์จะเลวร้ายและนำไปสู่ความร้ายแรงและสูญเสียเกินกว่าที่จะควบคุมได้

        ในอดีตนั้นการแก้ปัญหาการก่อความไม่สงบนั้น ถึงแม้เป็นเป็นการดำเนินการท่ามกลางการเสถียรภาพทางการเมืองยังใช้ระยะเวลากว่า 30 ปี ถึงจะยุติได้ ดังนั้นหากปัจจุบันประเทศไทยยังไม่เสถียรภาพทางการเมืองแล้วปัญหาการก่อความไม่สงบในพื้นที่ จชต. คงเป็นเรื่องที่ไม่สามารถยุติได้โดยง่าย และจากความเชื่อในอดีตที่ประเทศไทยสามารถยุติการก่อความไม่สงบจากปัญหาอุดมการณ์ทางการเมืองได้โดยการใช้การเมืองนำการทหาร ทำให้ความเชื่อนี้ฝังรากลึกลงไปในผู้ที่เกี่ยวข้องหลายๆ ฝ่าย ว่าปัญหาการก่อความไม่สงบในพื้นที่ จชต. ควรที่จะใช้การเมืองนำการทหาร แต่หลายๆ ฝ่ายกลับลืมไปว่ารากที่แท้จริงของปัญหานั้น มีความแตกต่างกัน คือในช่วงของการก่อความไม่สงบโดยพรรคคอมมิวนิสต์นั้นรากความคิดจะมาจากอุดมการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นระหว่างประชาธิปไตยกับคอมมิวนิสต์ การใช้การเมืองนำการทหาร จึงเป็นเรื่องที่มีเหตุผลที่สอดรับกัน ส่วนการก่อความไม่สงบในพื้นที่ จชต.เกิดมาจากปัญหาความแตกต่างทางอัตลักษณ์และชาติพันธุ์ระหว่างไทยและมาลายูปัตตานี ปัญหาทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวเนื่องกับรัฐสยามกับรัฐปัตตานีในอดีต และการมีโครงสร้างการปกครองและการใช้อำนาจรัฐ ไม่มีความสอดคล้องกับอัตลักษณ์และวิถีชีวิตของคนพื้นที่ที่นำไปสู่ความรู้สึกที่ไม่เท่าเทียมกัน ซึ่งแนวคิดที่ควรจะใช้คือ สังคมวัฒนธรรมนำการทหาร [1] – [4]

        ดังนั้นเมื่อความคิดเรื่อง การเมืองนำการทหาร อาจเ ป็นแนวคิดที่มีความเป็นไปได้ว่าไม่สอดคล้องกับปัญหาการก่อความไม่สงบในพื้นที่ จชต. อย่างแท้จริงแล้ว การศึกษาในแนวคิด สังคมวัฒนธรรมนำการทหาร จึงเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายควรที่จะให้ความสนใจมากขึ้น เพื่อที่จะได้ใช้เป็นแนวทางที่มีความเหมาะสมในการนำสู่การยุติความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ จชต. อย่างยั่งยืน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถที่จะกำหนดยุทธศาสตร์ในการแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสม

        จากสถานการณ์ปัจจุบันถ้านับจากเหตุการณ์ปล้นปืนเมื่อ วันที่ 4 ม.ค. 47 ที่กองพันพัฒนาที่ 4 อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส เป็นต้นมาสถานการณ์ของการก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ทวีความรุนแรงขึ้นจนกลายมาเป็นวาระแห่งชาติ ที่ทุก ๆ ภาคส่วนในประเทศไทยต้องให้ความสำคัญและสนใจ จนมีความพยายามจากหลายๆ ด้านจากทุกภาคส่วนที่ช่วยกันระดมและทุ่มเทแนวความคิดและทรัพยากรต่างๆ ที่จะนำไปสู่การปฏิบัติที่ส่งผลให้สถานการณ์การก่อความไม่สงบในพื้นที่ จชต.สงบลง ซึ่งหากติดตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ จชต.อย่างต่อเนื่องแล้วจะพบว่าการก่อความไม่สงบและความรุนแรงมีท่าทีที่จะสงบลง แต่หลังจากที่สถานการณ์ทางการเมืองที่มีความแตกแยกกัน และนำไปสู่การปฏิวัติในเมื่อ 19 ก.ย.49 ที่ผ่านมานั้นการปรับเปลี่ยนต่างๆ ตั้งแต่ยุทธศาสตร์ ยุทธการ และยุทธวิธี ได้เกิดขึ้นอย่างมากมาย มีการปรับแต่งทั้ง นโยบาย ยุทธศาสตร์ จนไปถึงยุทธวิธีรูปแบบการปฏิบัติการทางทหาร จนมีทีท่าว่าสถานการณ์การก่อความสงบและความรุนแรงจะยุติลง

        แต่แล้วสถานการณ์ต่างก็มีทิศทางที่เปลี่ยนแปลงไปอีกดูเหมือนจะมีความรุนแรงขึ้น เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่กลุ่มก่อความไม่สงบได้ใช้อาวุธสงครามกราดยิงประชาชนมุสลิมในมัสยิดที่บ้านไอปาแย ต.จวบ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส จนมีผู้เสียชีวิต 10 ราย บาดเจ็บ 12 รายเมื่อ 8 มิ.ย.52 ที่ผ่านมา และตามมาด้วย เหตุการณ์ในวันที่ 12 มิ.ย.52 ที่กลุ่มก่อความไม่สงบใช้อาวุธสงครามกราดยิงพระภิกษุ 2 รูป ขณะกำลังเดินบิณฑบาตอยู่บริเวณชุมชนบนถนนสายท่าสาบ-คลองขุด บ้านคลองทรายใน ม.5 ต.ยุโป อ.เมือง จ.ยะลา ทำให้มีพระภิกษุมรณภาพในที่เกิดเหตุทันที 1 รูป และอีก 1 รูปได้รับบาดเจ็บสาหัส ซึ่งการก่อการในลักษณะนี้ กลุ่มก่อความไม่สงบจะมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจผิดให้เกิดขึ้นระหว่างไทยพุทธ กับมุสลิม เพื่อเป็นเงื่อนไขในการปฏิบัติการและสร้างมวลชนแนวร่วม

        จากกรณีที่กล่าวมาในข้างต้นจะเห็นได้ว่ากลไกหรือกระบวนการของรัฐมีความเป็นไปได้ที่ไม่ครอบคลุมหรือขาดความต่อเนื่อง หรืออาจจะขาดการกำกับดูแล และสะท้อนให้เห็นถึงการขาดการเอาใจใส่ในการแก้ปัญหาและการนำแนวคิดไปสู่การปฏิบัติ ซึ่งบนความจริงแล้วการปฏิบัติในระดับยุทธวิธีอาจได้ผลที่ดีกว่านี้ ถ้าในระดับยุทธศาสตร์มีความต่อเนื่อง และมีความชัดเจนว่า เป้าหมายสุดท้าย (Ends) คืออะไร มีแนวทางในการดำเนินการอย่างไร (Ways) และจะใช้เครื่องมืออะไร (Means) แต่ทุกวันนี้กลับไม่มีแนวทางอะไรที่แสดงให้ว่าปัญหาการก่อความไม่สงบในพื้นที่ จชต.จะยุติลงได้

        ซึ่งถ้าจะว่ากันไปแล้วการดำเนินการต่อสถานการณ์ในพื้นที่ จชต. จะมีลักษณะใครมีหน้าที่ทำอะไรก็ทำไป ได้ประโยชน์หรือไม่ก็ไม่มีใครสามารถตอบได้ มีลักษณะต่างคนต่างทำ ไม่มีการมองที่องค์รวม (Holistic) และขาดการบูรณาการ ผลสุดท้ายทุกคนก็จะหันมาตั้งคำถามกับกองทัพว่ากองทัพทำอะไรอยู่ ทำไมการก่อความไม่สงบในพื้นที่ จชต.ยังคงมีอยู่ ทำไม่ความรุนแรงยังคงมีอยู่ กองทัพมีประสิทธิภาพหรือไม่ และคำถามที่ขาดความเชื่อมั่นกับกองทัพจะมีจำนวนมาก ทั้งๆ ที่จริงแล้วกองทัพเองได้ทุ่มเททรัพยากรต่างๆ จำนวนมหาศาลเข้าไปแก้ปัญหาในพื้นที่ จชต.

        ปัจจุบันผู้ที่มีหน้าที่และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในระดับยุทธศาสตร์ ก็อาจจะไม่ได้มีบทบาทอะไรที่เด่นชัดนัก ทั้งนี้ส่วนหนึ่งนั้นจะมาจาก รัฐบาลวางน้ำหนักให้กับเสถียรภาพของตนเองมากจะละเลยในเรื่องอื่นๆ ประกอบกับรัฐบาลเองก็ไม่ได้ใช้หน่วยงานด้านความมั่นคงในการดำเนินการต่างมากนักอย่างเช่น สมช. กอ.รมน. ศอบต.และ สขช. เป็นต้น อีกทั้งผู้ที่มีหน้าที่ในการปฏิบัติบางส่วน ถูกการเมืองแทรกแซง หลงไปกับผลประโยชน์ทางการเมืองที่เหล่านักการเมืองบางส่วนวางล่อเอาไว้

        ทุกวันนี้สถานการณ์การก่อความไม่สงบในพื้นที่ จชต. ยังคงเป็นเรื่องที่ไม่มีอนาคต ไม่มีทีท่าว่าจะยุติ หากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวในทุกระดับ เอาหูไปนา เอาตาไปไร่ ใส่เกียร์ว่าง มองแต่มิติทางเศรษฐกิจ กับมิติทางการเมือง มากกว่ามิติทางความมั่นคง และมิติทางสังคม/จิตวิทยา แล้วเราคงจะต้องสูญชีวิตและทรัพยากรต่างๆ ไปอีกจำนวนมาก และที่สำคัญเราอาจจะต้องสูญเสียดินแดนและอำนาจอธิปไตยบางส่วน เพื่อเป็นการสังเวยให้กับสถานการณ์การก่อความไม่สงบในพื้นที่ จชต.ในครั้งนี้

อ้างอิง
[1] http://www.tortaharn.net/contents/index.php?option=com_content&task=view&id=119&Itemid=75.
[2] http://www.tortaharn.net/contents/index.php?option=com_content&task=view&id=121&Itemid=75.
[3] http://www.tortaharn.net/contents/index.php?option=com_content&task=view&id=122&Itemid=75.
[4] http://www.tortaharn.net/contents/index.php?option=com_content&task=view&id=123&Itemid=75.

 

< ก่อนหน้า   ถัดไป >
| Tortaharn.net | Powered by Mambopixel.com |