|

<Download ฉบับ PDF>
1. กล่าวนำ
การดำเนินนโยบายต่อสถานการณ์การก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเรื่องที่ถือได้ว่าเป็นวาระแห่งชาติที่สำคัญวาระหนึ่ง
ทั้งนี้เพราะการสูญเสียไม่ว่าจะเป็นชีวิตของผู้บริสุทธิ์
ชีวิตของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ปฏิบัติงานในพื้นที่
หรือแม้กระทั่งชีวิตของผู้ที่ก่อความไม่สงบเองล้วนแต่เป็นการสูญเสียที่ไม่มีผู้ใดอยากจะให้เกิด
ดังนั้นความสงบสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้จึงเป็นสิ่งที่ต้องเร่งสร้างให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
เพื่อที่จะทำให้ประเทศไทยมีความมั่นคงและสามารถเดินไปข้างหน้าเข้าสู่การแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างสมภาคภูมิและไม่น้อยหน้าประเทศใด
ดังนั้นการดำเนินการใด ๆ ที่สามารถนำไปสู่ความงบเรียบร้อย
ความสันติสุขจึงเป็นสิ่งที่มีความท้าทายเป็นอย่างยิ่ง
หลังจากจากวันที่
4 ม.ค. 47 ที่เกิดเหตุการณ์ปล้นอาวุธของกองพันพัฒนาที่ 4 อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส
สถานการณ์การก่อความไม่สงบได้ทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
ถึงแม้ว่ารัฐบาลที่ผ่านมาได้พยายามดำเนินการแก้ไขปัญหาการความก่อความไม่สงบดังกล่าวด้วยรูปแบบของการดำเนินการที่หลากหลาย
แต่ปัญหาการก่อความไม่สงบยังไม่มีทางทีที่จะสงบลงได้
ส่งผลให้รัฐบาลในแต่ละสมัยต้องทุ่มเททรัพยากร
เพื่อในมาใช้ในการแก้ปัญหาเป็นจำนวนมาก
ซึ่งในที่นี้ยังรวมถึงทรัพยากรบุคคลที่มีการสูญเสียในอัตราที่สูง
นอกจากนี้ยังเลยไปถึงสภาพแวดล้อมทางสังคม/จิตวิทยาของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
(จชต.) ที่มีสภาพคุณภาพชีวิตที่มีแต่ความหวาดระแวง ความหวาดกลัว และตื่นตระหนก
กับสภาพการดำรงชีวิตในแต่ละวัน โดยความไม่มีเสถียรภาพในพื้นที่ จชต.
นี้ยิ่งถือเป็นการตอกย้ำการไม่ประสบความสำเร็จในการกำหนดแนวทางในการแก้ปัญหาการก่อความไม่สงบในพื้นที่
จชต.อีกทั้งสถานการณ์ต่าง ๆ
ที่เกิดขึ้นนั้นล้วนแต่จะมีทิศทางที่มุ่งไปสู่เป้าหมายที่ทางฝ่ายที่ก่อความไม่สงบได้กำหนดไว้
เช่น ขั้นตอนสู่ความสำเร็จ 7
ขั้นตอนที่มีเป้าประสงค์สุดท้ายคือการจัดตั้งการปฏิวัติและนำไปสู่การแย่งแยกดินแดนในที่สุด
จากสถานการณ์การก่อความไม่สงบ
ฯ ที่ได้พัฒนาและทวีความรุนแรงขึ้น
การมีส่วนร่วมของประชาชนชาวไทยทั้งประเทศในการช่วยกันระดมความคิดและองค์ความรู้
เพื่อร่วมกันหาแนวทางในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างถูกต้องตรงทิศทาง
และนำไปสู่การเสถียรภาพที่มีความถาวรและยั่งยืน
เอกสารฉบับนี้จึงได้เสนอแนวทางในการประชาสัมพันธ์สำหรับปัญหาการก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้
โดยมีบรรทัดฐานมาจากข้อเท็จจริง และหลักวิชาการ โดยแนวความคิดต่าง ๆ
ที่ปรากฏในเอกสารนี้ยังไม่ถือเป็นข้อยุติ
ผู้ที่นำไปใช้สามารถประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมสภาวะแวดล้อมของตนเอง
2. การวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาการการก่อความไม่สงบในพื้นที่ จชต.
ที่ผ่านมาหลังจากการก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ทวีความรุนแรงขึ้นนั้นการดำเนินการต่างของเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นเป็นไปด้วยความยากลำยาก
ทั้งนี้เพราะภาครัฐขาดช่องทางการสื่อสารที่เหมาะสม
ทำให้การสื่อสารระหว่างภาครัฐกับประชาชนไม่ความชัดเจน ก่อให้เกิดความสับสน
และส่งผลตามมาทำให้ประชาชนในพื้นที่ขาดความเชื่อมั่นต่อรัฐ
และนำไปสู่การกลายเป็นแนวร่วมกับฝ่ายก่อความไม่สงบในที่สุด
ดังนั้นเมื่อแยกกลุ่มสาเหตุของปัญหาออกจากเป็นกลุ่มย่อย
ๆ ตามภาพที่ 1 จะพบว่าสาเหตุของปัญหาหลัก ๆ มี 6 ประการคือ

ภาพที่ 1 สาเหตุของการก่อความไม่สงบในพื้นที่ จชต.
2.1
ปัญหาเชิงโครงสร้าง: จากอดีตที่ผ่านมาการดำเนินการการต่างๆ
ที่ผ่านมาของเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนได้กระทำความไม่เหมาะสมกับประชาชนในพื้นที่ จชต.
มีทั้งกดขี่ ข่มเหง เอาเปรียบ ประกอบกับในอดีตนั้น
ถ้าผู้ที่กระทำความผิดที่ส่วนกลางเมื่อตรวจพบก็มักจะถูกย้ายไปปฏิบัติหน้าที่ในภาคใต้
เจ้าหน้าที่เหล่านี้ก็ลงไปสร้างปัญหาต่อในพื้นที่ จชต.
นอกจากนี้ผู้ปกครองในระดับต่างๆ ก็ล้วนแต่เป็นผู้ที่ถูกแต่งตั้งโดยรัฐบาล
และจัดตั้งหน่วยงานต่างๆ โดยละเลยต่ออัตลักษณ์ ชาติพันธุ์ วัฒนธรรมต่างๆ และศาสนา
ของคนในพื้นที่ทำให้ผู้ที่มีอำนาจหน้าที่ ซึ่งไม่ใช่ผู้แทนจริงๆ ของคนในพื้นที่
ไม่มีความเข้าใจใน วิถีชีวิต วัฒนธรรม ความเชื่อ ศาสนา หรืออาจจะเข้าใจแต่มองว่า
คนในพื้นที่ จชต.คือ ชนกลุ่มน้อย ทำให้ละเลยในสิ่งต่างๆ
ส่งผลให้เกิดความไม่เท่าเทียมขึ้นในสังคม
ส่งผลให้เกิดแรงผลักที่ค่อยสะสมและถูกใช้มาเป็นเงื่อนไขในการก่อความไม่สงบตามมา
2.2
ความแตกต่างทางวัฒนธรรมและจารีตประเพณี: การประชาชนในพื้นที่
จชต.ส่วนใหญ่จะนับถือศาสนาอิสลามและ มีวัฒนธรรมของชาวมาลายูอย่างเด่นชัด
และจากความขัดแย้งจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาในอดีต
กลับกลายมาเป็นสิ่งที่ปลูกฝังและสร้างความเชื่อให้เยาวชนต่างๆ
มีความเกลียดชังสยามหรือรัฐไทย
ซึ่งการปลูกฝังเหล่านี้เองได้ถูกถ่ายทอดอย่างต่อเนื่อง
ทำให้เกิดความรู้สึกต่อต้านประกอบ ลักษณะของสังคมในพื้นที่ จชต.
มีลักษณะเป็นสังคมที่ความอนุรักษ์นิยมสูง ทำให้กระแสการต่อต้านต่างๆ ถูกบ่มเพาะ
และผลักดันให้อัตลักษณ์ของความเป็นเชื้อชาติมาลายูมีความเด่นชัดเด่นชัดมาก
ประกอบการดำเนินนโยบายต่างๆ ของภาครัฐเป็นไปอย่างขาดความเข้าใจ ชาติพันธุ์
เอกลักษณ์ ความเชื่อ จารีตประเพณีและวัฒนธรรม ทำให้เกิดแรงผลักอย่างรุนแรง
ซึ่งกลุ่มก่อความไม่สงบได้ใช้ปัจจัยเหล่านี้มาสร้างเป็นงื่อนไข
และสอดแทรกความคิดที่ผิดลงไปในศาสนา และนำไปถ่ายทอดและเผยแพร่ให้เยาวชนซึมซับ
จนในที่สุดเยาวชนเหล่านั้น จะกลายมาเป็นกำลังสำคัญในการก่อความไม่สงบในที่สุด
2.3
การเมืองในประเทศ: ประเทศไทยเป็นประเทศที่เพิ่งจะมีการปกครองในระบอบประชาธิไตย
และเป็นประเทศที่ปฏิวัติเปลี่ยนรูปแบบของระบอบการปกครอง
โดยที่ประชาชนยังไม่เข้าใจและมีความพร้อม
ทำให้ประชาธิปไตยในไทยนั้นเป็นเรื่องยังคงต้องได้รับการพัฒนา
ทั้งในส่วนของนักการเมืองและประชาชนส่วนใหญ่ผู้ที่เป็นเจ้าของอำนาจ
เพราะประเทศไทยเกิดการรัฐประหารบ่อยครั้ง
มีการล้มล้างรัฐธรรมนูญและร่างขึ้นมาใหม่หลายครั้ง การเปลี่ยนแปลงต่างๆ
เหล่านี้ได้ส่งผลให้นโยบายสาธารณะต่างๆ
ที่กำหนดโดยรัฐนั้นมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ขาดความต่อเนื่อง
และขาดความเข้าใจในปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างถ่องแท้
จึงนำไปสู่การออกนโยบายสาธารณะที่ผิดพลาดไม่มีความเหมาะสมกับสถาพปัญหา
และความเป็นจริงของปัญหา ส่งผลให้กลุ่มก่อการไม่สงบใช้เป็นเงื่อนไข
อีกทั้งนักการเมืองส่วนใหญ่นั้นเห็นประโยชน์ของกลุ่มตัวเองมากกว่าผลประโยชน์ของประเทศชาติ
ทำให้การดำเนินการใดๆ ก็ตามสะท้อนออกมาเป็นว่าทำเพื่อตนเองและพวกพ้อง
การดำเนินการทางการเมืองต่างๆที่เกิดขึ้น
นั้นจึงเป็นเพียงการดำเนินการที่ให้ได้มาซึ่งอำนาจ และเพื่อประโยชน์ของกลุ่มตนเอง
สิ่งต่างๆ จนบางครั้งได้ละเลยสภาพความเป็นจริงของปัญหา
สิ่งเหล่านี้จึงกลายมาเป็นการสร้างเงื่อนไขของความไม่เท่าเทียม เลือกปฏิบัติ
และนำไปสู่ความขัดแย้งทางความคิดและความเชื่อในที่สุด
ซึ่งผลที่ตามมาคือการลุกลามบานปลายของสถานการณ์และนำไปสู่ความรุนแรงที่เพิ่มมากขึ้นตามลำดับ
2.4
การเมืองระหว่างประเทศ: ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงของประเทศต่างๆ
ในโลกนี้เองทำให้เกิดการแทรกแซงกิจการภายในประเทศของประเทศต่างๆ มักจะเกิดขึ้นเสมอ
ไม่ว่าประเทศนั้นจะเป็นประเทศมหาอำนาจ หรือเป็นประเทศที่วัฒนธรรมความเชื่อคล้ายกัน
หรือแม้กระทั่งประเทศที่มีพรมแดนติดกัน
เพราะทุกประเทศมุ่งที่จะรักษาผลประโยชน์ของตน ยกตัวอย่างเช่น สหรัฐฯ
ซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจ
ที่มุ่งรักษาผลประโยชน์ของชาติตนเองจนบางครั้งนำไปสู่การแทรกแซงกิจการภายในประเทศอื่นทั้งทางเปิดและทางปิด
และโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากเกิดเหตุการณ์ วันที่ 11 ก.ย.2544 (ค.ศ.2001) สหรัฐฯ
ได้ประกาศการทำสงครามกับการก่อการร้าย และมีการใช้แนวทางในลักษณะของการกระทำก่อน
(Preemptive War) [1] คือไม่ต้องรอให้เกิดเหตุ ถ้าสงสัย สหรัฐฯ
พร้อมที่จะดำเนินการใดๆ ก็ได้ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติตน และด้วยเหตุนี้เอง
สหรัฐฯได้มีความขัดแย้งกับประเทศที่ถูกมองว่าเป็นประเทศที่ให้ที่พักพิงกับกลุ่มก่อร้าย
หรือเป็นประเทศที่ระบอบการปกครองที่มีลักษณะต่อต้านความเป็นอเมริกัน
ซึ่งสาเหตุสำคัญนี้เองจึงส่งผลให้ประเทศที่เป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดของสหรัฐฯ
กลับกลายมาเป็นพื้นที่ก่อการร้ายการเคลื่อนไหวของกลุ่มก่อการร้ายต่างๆ ไปด้วย
ไม่เพียงแต่ผลกระทบจากการเมืองระหว่างประเทศของประเทศมหาอำนาจที่ส่งผลให้พื้นที่ภาคใต้ของไทยเป็นพื้นที่ที่มีความเกี่ยวพันกับกลุ่มก่อการร้ายแล้ว
การเมืองของประเทศเพื่อนบ้านเองก็มีส่วนสำคัญ เพราะมีกลุ่มเคลื่อนไหวต่างๆ
ที่มีความเชื่อทางศาสนาอย่างสุดโต่ง ที่ต้องการเปลี่ยนประเทศตนเองและรอบๆ
ตนเองให้เป็นศาสนาเดียวกัน จนทำให้เกิดการให้ที่พักพิงกับกลุ่มก่อความไม่สงบ
เมื่อถูกเจ้าหน้าที่ของรัฐ เข้ากดดันและปราบปราม
และกลับมาเคลื่อนไหวก่อความไม่สงบใหม่เมื่อปัจจัยต่างๆ มีความพร้อมมากขึ้น
2.5
โลกาภิวัตน์:
กระแสโลกาภิวัตน์นั้นถือได้ว่าเป็นปัจจัยหลักปัจจัยหนึ่งที่มีส่วนให้สถานการณ์
เกิดการก่อความไม่สงบในพื้นที่ จชต.อย่างในลักษณะปัจจุบัน
ทั้งนี้เพราะนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีในด้านต่างๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่ทำให้
ผู้คนที่อาศัยอยู่ในภูมิภาคต่างๆ ในโลกสามารถที่จะสื่อสารกันได้อย่างสะดวก รวดเร็ว
สามารถสื่อสารถึงกันได้โดยมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำมาก
ส่งผลให้ประชาชนทั่วไปในทุกระดับมีเสรีภาพในการติดต่อสื่อสาร
เพราะสามารถสื่อสารกันได้ตลอดเวลา ดังตัวอย่างเช่น การใช้โทรศัพท์มือถือพูดคุยกัน
ซึ่งผู้ที่สื่อสารกันสามารถติดต่อพูดคุยกันบนเวลาจริง (Real Time)
ได้เกือบจะทุกพื้นที่ในทุกภูมิภาค
นอกจากนี้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารยังช่วยให้การทำธุรกรรมทางการเงินเป็นเรื่องที่สามารถกระทำได้โดยง่ายและสะดวกสบายมากขึ้น
ผู้คนสามารถโอนเงินข้ามประเทศไปยังที่ต่างๆ ในลักษณะเวลาจริง
ดังนั้นกระแสโลกาภิวัตน์จึงเป็นปัจจัยส่วนหนึงที่
กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบใช้เป็นเครื่องมือในการบ่อนทำลายโดยการปล่อยข่าวที่ใส่ร้ายการดำเนินการต่างๆ
ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ
นอกจากนี้ยังใช้สื่อสารกันเองภายในกลุ่มก่อนการก่อวินาศกรรมต่างๆ
ยากที่เจ้าหน้าที่ของรัฐจะดักฟังได้ อีกทั้งการโอนเงินจากผู้ให้การสนับสนุนต่างๆ
ไปยังกลุ่มก่อความไม่สงบสามารถกระทำได้โดยง่าย ยากที่จะตรวจพบ
2.6
การเสียประโยชน์ของกลุ่มอิทธิพล: ในพื้นที่
จชต.นั้นเป็นพื้นที่ที่มีปัญหาในเรื่องของอำนาจของรัฐ ทำให้เกิดกลุ่มอิทธิพลต่างๆ
เกิดขึ้น โดยฉวยโอกาสของการก่อความไม่สงบต่างๆ ที่เกิดขึ้น
สร้างประโยชน์ให้กับตนเช่น ผลประโยชน์ทางการเมือง และ บางกลุ่มกระทำอาชญากรรมต่างๆ
เช่น ยาเสพติด และสินค้าหนีภาษี เป็นต้น โดยอำพรางจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่
ถ้าตราบใดที่สถานการณ์การก่อความไม่สงบในพื้นที่ จชต.ยังไม่สงบ
ช่องว่างของอำนาจรัฐและการกดดันต่างๆ ในพื้นที่ จชต.จึงเป็นเรื่องที่กระทำได้ยาก
ดังนั้นกลุ่มอิทธิพลนี้เองในบางครั้งจึงสนับสนุนการก่อความไม่สงบในพื้นที่
และบางครั้งก็เป็นผู้ที่ก่อความไม่สงบเสียเอง
3. การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของการก่อความไม่สงบ
สถานการณ์การณ์ความรุนแรงของการก่อความไม่สงบในพื้นที่
จชต.นับวันจะมีแต่ความรุนแรงที่เพิ่มมากขึ้น จนเกิดเป็นคำถามที่เกิดขึ้นในใจหลาย ๆ
คนว่ากองทัพได้เดินกันมาถูกทางหรือไม่ แนวทางต่าง ๆ
ที่รัฐได้กำหนดขึ้นได้ผลจริงหรือ
และก่อนที่เราจะไปไกลถึงการแก้ไขปัญหาการก่อความไม่สงบนั้น มีคำถามที่สำคัญคือ
ผู้ที่เกี่ยวข้องทราบหรือไม่ว่าการก่อความไม่สงบที่เกิดขึ้นในโลกและในพื้นที่
จชต.มีสาเหตุมาจากอะไร มีการพัฒนามาอย่างไร และแตกต่างจากในอดีตอย่างไร
ทั้งนี้เพราะสิ่งที่ นักการทหาร นักการเมือง นักวิชาการ ฯลฯ มักจะกล่าวอ้งถึง
ส่วนใหญ่แล้วมักจะใช้แนวทางที่เคยปฏิบัติแล้วประสบความสำเร็จกับการปราบปรามการก่อความไม่สงบในอดีต
หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่า การปราบปรามคอมมิวนิสต์ สำหรับภาพที่ 2
แสดงถึงกระบวนทัศน์ที่ปรับเปลี่ยนของการก่อความไม่สงบ

ภาพที่ 2 วิวัฒนาการของการก่อความไม่สงบ
ที่มา:
http://www.tortaharn.net/contents/index.php?option=com_content&task=view&id=119
ในเรื่องของการก่อความไม่สงบนั้น
สิ่งที่นักการทหารหลายคน
อาจจะไม่เข้าใจถึงรากของปัญหาที่ดีนักมักจะมองไปที่การผูกเรื่องแนวทางปราบปรามการก่อความไม่สงบไปกับเรื่องของการเมืองนำการทหารที่ประสบความสำเร็จในอดีต
และมักจะเชื่อว่าการปราบปรามการก่อความไม่สงบในอดีตนั้นเราสำเร็จได้เพราะการเมืองนำการทหาร
หรืออาจจะมองไปที่นโยบาย 66/23 และ 65/25
ที่เปิดโอกาสให้ผู้หลงผิดกลับมาพัฒนาชาติไทย ซึ่งเรื่องราวต่าง ๆ
อาจจะไม่สามารถกล่าวถึงได้โดยย่อ และถ้าค้นคว้าหรือมีโอกาสได้สัมผัสเรื่องราวต่าง ๆ
ย่อมจะทราบดีว่ามีเหตุการณ์ประกอบกันหลายอย่างพร้อมกัน ดังเช่น
การมีความคิดแตกแยกระหว่างคอมมิวนิสต์สายจีนและคอมมิวนิสต์สายรัสเซีย
ที่ส่งผลตามมาคือการแตกกันของพรรคอมมิวนิสต์แห่งประเทศ ไทย เวียดนาม ลาว เขมร
การเข้าตีเขมรของเวียดนามที่ทำให้จีนไม่พอใจ
การที่จีนปิดสถานีวิทยุเสียงประชาชนแห่งประเทศไทย (สปท.)
ที่ทำให้พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยระส่ำระสาย
ตามมาด้วยจีนตัดการสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย และ
ประเทศไทยเริ่มกดดันทางทหารอย่างหนัก
ซึ่งแนวทางในเรื่องของการเมืองนำการทหารเป็นเรื่องของการออกนโยบายรองรับกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่เพื่อเป็นการเปิดช่องให้คนไทยที่หลงผิดกลับมาร่วมกันพัฒนาชาติไทย
การเมืองนำการทหารในยุคนั้นจึงเป็นนโยบายที่ออกมาเพื่อรองรับบุคคลที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกัน
คือ ประชาธิปไตย และคอมมิวนิสต์ ทำให้มีผู้ที่มีอุดมการณ์ขัดแย้งและหลงผิดเข้าป่าไป
แต่สถานการณ์การก่อความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ในปัจจุบันนั้นมีรากของความคิดในการต่อสู้ที่แตกต่างกันถึงแม้จะมีรากของปัญหาบางประการที่เหมือนกันนั่นคือความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นจากการใช้อำนาจของรัฐ
แต่ประเด็นหลักในการต่อสู้นั้นการก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้กลับมองไปที่ความต้องการให้เกิดการยอมรับใน
ชาติพันธุ์ วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ วิถีชีวิต
ซึ่งล้วนแต่เป็นเรื่องที่อยู่ในมิติของสังคมจิตวิทยามากกว่ามิติของการเมือง
ดังนั้นคำพูดที่ชอบใช้กันว่า การเมืองนำการทหาร อาจจะเป็นคำพูดที่ไม่ค่อย ๆ ตรงนัก
เพราะจริง ๆ แล้วควรที่จะเป็น สังคมวัฒนธรรมนำการทหาร
มากกว่าเพราะเงื่อนไขของการก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ล้วนแต่มาจากความเป็นชนกลุ่มน้อยที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม
ถูกกดขี่ ขาดการยอมรับจากคนส่วนใหญ่ ในที่สุดได้พัฒนาไปสู่การร่วมกันต่อสู้
เพื่อชาติพันธุ์ วัฒนธรรม ประเพณี และความเชื่อของตนเอง
ดังนั้นเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบถึงความแตกต่างระหว่างการก่อความไม่สงบในอดีตที่ประเทศไทยเคยประสบมานั้น
จะพบว่ารากของความคิดและการปฏิบัตินั้นมีเป้าหมายที่แตกต่างกัน
ในอดีตความมุ่งหมายของการก่อความไม่สงบคือการทำสงครามปฏิวัติเพื่อล้มล้างอำนาจรัฐจากรูปแบบการปกครองแบบเดิมให้กลายไปเป็นแนวความคิดที่เป็นลัทธิคอมมิวนิสต์
ในห้วงเวลาดังกล่าวจะพบมาบุคคลที่ทรงอิทธิพลต่อความคิดในการทำสงครามปฏิวัติได้แก่
คาร์ล มาร์ค วลาดิมีร์ อิลลิช เลนิน และ เหมาเจอตุง
และทำให้ระบอบการปกครองของหลาย ๆ ประเทศในโลกล้มต่อเนื่องกันจนเรียกว่า ทฤษฏีโดมิโน
(Domino Theory) [2]
โดยหลายประเทศมีความเชื่อกันว่าประเทศไทยจะเป็นหนึ่งในหลายประเทศที่จะต้องถูกล้มล้างการปกครอง
ทำให้เศรษฐีของไทยหลายคนในยุคนั้นเก็บข้าวของเดินทางหรือเตรียมตัวที่จะลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศ
แต่ประเทศไทยกลับกลายเป็นประเทศที่รอดมาได้
ระหว่างที่สถานการณ์ของสงครามปฏิวัติไปสู่การเป็นคอมมิวนิสต์ได้แพร่ระบาดทั่วโลก
การก่อความไม่สงบรูปแบบใหม่ ๆ
ได้เริ่มปรากฏและดำเนินควบคู่กันไปกับสงครามปฏิวัติดังตัวอย่าง เช่น
ขบวนการกองทัพสาธารณรัฐไอริช (Irish Republican Army: IRA)
เป็นกลุ่มชาวคริสต์ไอริชนิกายคาทอลิก
ซึ่งเริ่มกำเนิดมาจากความเชื่อในแนวทางมาร์กซิส ลัทธิกลุ่มเล็ก ๆ
ที่คอยก่อความไม่สงบในปี พ.ศ.2459 (ค.ศ.1916) และจัดตั้งองค์กรขึ้นทำงานในราวทศวรรษ
1920 มีเป้าหมายในการรวมไอร์แลนด์ให้เป็นชาติลัทธินิยมมาร์กซิส ต่อมาในปี พ.ศ.2512
(ค.ศ.1969) กลุ่ม Irish Republican Army (IRA) ได้แตกออกเป็นสองกลุ่ม ได้แก่ 1)
Official IRA ที่ต้องการให้มีการเจรจาหยุดยิง และสิ้นสุดการใช้กำลังในปี พ.ศ.2512
(ค.ศ.1969) ปัจจุบันไม่มีการเคลื่อนไหวก่อความรุนแรงอีก และ 2) Provisional IRA
ที่ต้องการให้กองทัพสหราชอาณาจักรถอนกำลังทหารออกจากไอร์แลนด์เหนือ
โดยใช้การก่อการร้าย ที่ประกอบด้วย การวางระเบิด การลอบสังหาร
การลักพาตัวเรียกค่าไถ่ การข่มขู่เรียกค่าคุ้มครอง และการปล้น ทำการโจมตีต่อ
ฝ่ายรัฐบาลของสหราชอาณาจักร กองทัพ ทหาร ตำรวจของอังกฤษในไอร์แลนด์เหนือ
รวมถึงกองกำลังชาวไอริชที่สนับสนุนหรือเข้าร่วมกับสหราชอาณาจักร กลุ่ม Provisional
IRA (PIRA) ได้ประกาศหยุดยิงในเดือนสิงหาคมปี พ.ศ.2537 (ค.ศ.1994) [3]
นอกจาก IRA
ที่ผันตัวเองจากกลุ่มนิยมลัทธินิยมมาร์กซิสไปสู่การต่อสู้ทุกรูปแบบเพื่อแบ่งแยกดินแดนและยุติบทบาทไปในที่สุดในปัจจุบัน
ยังมีกลุ่มก่อความไม่สงบหลายกลุ่มที่มีรากความคิดมาจากการเหยียดผิว (Racism)
ไปสู่การใช้ความรุนแรงกับชาวต่างชาติหรือชาติเดียวกันที่มีผิวสีต่างกัน เช่น
กลุ่มที่นิยมในแนวความคิดนาซีใหม่ (Neo-Nazi) และ ฟาสซิสต์ใหม่ (Neo-Fascist)
และยังมีกลุ่มก่อความไม่สงบที่มาจากกลุ่มที่เคร่งศาสนาและใช้ศาสนาเป็นเครื่องชี้นำในทางการเมือง
ในอดีตหลายกลุ่มจะเป็นกลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอิหร่าน
ภายใต้การนำของอะยาตุลลาห์ โคไมนี
ซึ่งนิยมใช้การก่อการร้ายเป็นเครื่องมือเพื่อส่งออกการปฏิวัติอิสลาม
โดยมุ่งโค่นล้มระบอบการปกครองและรัฐบาลของประเทศอื่น
และสถาปนาระบอบการปกครองรัฐอิสลามเช่นเดียวกับอิหร่านขึ้นแทน เช่น
ขบวนการอิสลามเพื่อปลดปล่อยบาห์เรน และขบวนการมุสลิมนิกายซีอะห์หัวรุนแรงบางกลุ่ม
อาทิ ขบวนการก่อการร้าย Hizballah หรือ Islamic Jihad
ต่อมาเมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลายลงพร้อม
ๆ กับการยุติลงของสงครามเย็น
กระบวนทัศน์ของการก่อความไม่สงบได้พัฒนาไปอีกรูปแบบหนึ่ง
ยากที่จะแบ่งว่ากลุ่มไหนเป็น กลุ่มก่อการร้าย กลุ่มก่อการร้ายสากล
กลุ่มก่อความไม่สงบ หรือ กลุ่มแบ่งแยกดินแดน
เพราะกลุ่มแต่ละกลุ่มมีการเชื่อมโยงติดต่อสื่อสารและรวมไปถึงยังทำงานร่วมกัน เช่น
กลุ่มอัลกออิดะห์ (Al Queda) ที่เป็นเครือข่ายก่อการร้ายนานาชาติ มีนายโอซามา บิน
ลาเดน เป็นผู้ก่อตั้ง จุดมุ่งหมายคือการกวาดล้างอิทธิพลตะวันตกออกจากประเทศมุสลิม
ขับไล่การปกครองรัฐบาลมุสลิมและอาหรับที่ต่อต้านอิสลามซึ่งมีประเทศสหรัฐฯ
หรือชาติตะวันตกให้การหนุนหลัง โดยเปลี่ยนการปกครองให้เป็นมุสลิมแบบหนึ่งเดียว
หรือจักรวรรดิที่ปกครองอย่างเข้มงวดตามกฎหมายอิสลาม
เป็นกลุ่มก่อการร้ายกลุ่มนี้มีความเชื่อว่าเป็นผู้ลงมือปฏิบัติการโจมตีอาคารเวิร์ลเทรดเซ็นเตอร์
และกระทรวงกลาโหมสหรัฐ ฯ เมื่อ 11 ก.ย.2544 ทำให้มีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ 3,017
คน [4]
ในปัจจุบันแนวความคิดในเรื่องของการรื้อฟื้นที่มาของชาติพันธุ์และความสอดคล้องกันทางขนบธรรมเนียม
วัฒนธรรมกลับกลายมาเป็นปัจจัยหลัก ๆ
ในการร่วมมือกันต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจของกลุ่มตนเองโดยมีตั้งแต่การดำเนินการโดยสันติวิธีจนไปถึงการใช้ความรุนแรงเพื่อล้มล้างอำนาจรัฐที่มีอยู่
ประกอบการนวัตกรรมใหม่ ๆ หลายด้านที่ทำให้โลกมีการเชื่อมต่อกันในลักษณะโลกาภิวัตน์
กลุ่มแต่ละกลุ่มสามารถติดต่อสื่อสารกันได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ยากต่อการควบคุม
ส่วนความสำเร็จในอดีตในการปราบปรามการก่อความไม่สงบคงต้องทำการศึกษาจากประเทศไทย
เพราะประเทศไทยเป็นประเทศที่สามารถกล่าวได้ว่าสามารถเอาชนะในการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ได้
ทั้ง ๆ ที่ทั่วโลกต่างเชื่อว่าประเทศไทยจะต้องถูกล้มล้างการปกครองแน่นอน
และที่สำคัญคือประเทศไทยอาศัยความร่วมมือกับประเทศที่เป็นคอมมิวนิสต์ในการปราบคอมมิวนิสต์ในประเทศ
และประเทศนั้นคือประเทศจีน
เป็นที่ทราบกันดีว่าการก่อความไม่สงบไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยใดจะสามารถดำเนินการต่อไปได้จะต้องได้รับการสนับสนุนจากผู้ให้การสนับสนุน
และในยุคนั้นจีนสามารถกล่าวได้ว่าเป็นผู้ให้การสนับสนุนรายใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย
เมื่อประเทศไทยสามารถเจรจาขอให้จีนยุติการสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยได้
ประเทศไทยเริ่มดำเนินการกดดันโดยใช้กำลังทหารอย่างหนัก
พร้อมทั้งออกนโยบายรองรับให้ผู้หลงผิดวางอาวุธกลับมาเป็นผู้พัฒนาชาติไทย
และนโยบายดังกล่าวคือ คำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 66/23 เรื่อง
นโยบายการต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์ [5] [6] และ คำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 65/25
เรื่อง แผนรุกทางการเมือง [7] ที่หลาย ๆ ท่านเคยได้ยิน
จากความสำเร็จดังกล่าวทางกองทัพบกได้นำมาพัฒนาเป็น คู่มือราชการสนามว่าด้วย
การป้องกันและปราบปรามการก่อความไม่สงบ พ.ศ.2540 (รส.100-20) ใช้ในกองทัพบก [8]
ปัจจุบันปัญหาการก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้มีการพัฒนาและทวีความรุนแรง
โดยส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากการปล่อยปละละเลยและไม่เข้าใจปัญหาที่แท้จริงในหลายทศวรรษที่ผ่านมา
โดยรูปแบบของการก่อความไม่สงบได้พัฒนาขึ้นตามสภาวะแวดล้อม
การดำเนินการต่างขยับเป้าหมายในอดีตจากการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบคอมมิวนิสต์
ไปสู่การแบ่งแยกดินแดนมีอำนาจอธิไตยในการปกครองตนเองโดยการใช้ ชาติพันธุ์
ขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม ความเชื่อ และ ศาสนา นั่นคือ การนำไปสู่การเป็น
ปัตตานีดารุสลาม [9]
เมื่อแนวความคิดของการก่อความไม่สงบมีการเปลี่ยนแปลงในกระบวนทัศน์
(Paradigm Shift) แล้วการวิเคราะห์ถึงความเป็นมาเป็นไปแล้วจะพบว่า
สถานการณ์ในปัจจุบันมีผู้ให้การสนับสนุนมากกว่าหนึ่งประเทศหรือเป็นกลุ่มประเทศ
และเงินที่ใช้ในการสนับสนุนการก่อความไม่สงบถูกนำเข้ามาในประเทศในลักษณะซ่อนเร้น
ยากที่จะป้องกันหรือสกัดกั้นได้
ประกอบกับการมีพื้นที่ติดกันกับประเทศเพื่อนบ้านทั้งทางบกและทางทะเล
ทำให้สะดวกในการเข้าไปฝึกการใช้อาวุธและยุทธวิธี
ส่วนการปฏิบัติการทางทหารนั้นจะประสบปัญหาอยู่หลายส่วนเช่น
การไม่ยึดหลักนิยมที่มีอยู่เคลื่อนย้ายกำลังทหารหลักเข้าพื้นที่ทั้งที่ทหารหลักเหล่านั้นไม่มีความชำนาญในการปราบปรามการก่อความไม่สงบ
หรือการยึดมั่นถือมั่นในหลักนิยมมากเกินไปจนขาดการประยุกต์ทำให้ยังมองไปที่การปราบปรามการก่อความไม่สงบที่เกิดขึ้นเป็น
การเมืองนำการทหาร มากกว่า สังคมวัฒนธรรมนำการทหาร
และประการสุดท้ายการออกนโยบายรองรับในเรื่องนี้ต้องกล่าวว่าในรัฐบาลที่ผ่านมาอาจจะไม่ได้ให้ความสำคัญ
ต่อมาในสมัยรัฐบาล พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้ออก คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่
206/2549 เรื่อง นโยบายเสริมสร้างสันติสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ [10]
สำหรับมุมมองของการก่อความไม่สงบในปัจจุบันของทางตะวันตก
สหรัฐ ฯ ได้ออกคู่มือราชการสนาม 3-07-22 (FM 3-07.22 Counterinsurgency Operations)
และแนวความคิดของเรื่อง การปฏิบัติการข่าวสาร (Information Operations: IO)
มาสนับสนุน โดย IO จะมุ่งไปที่การจัดการต่อการรับรู้ (Perception) ของกลุ่มเป้าหมาย
โดยแนวทางดังกล่าวกองทัพสหรัฐ ฯ ได้นำมาใช้ในสมรภูมิทั้งอัฟกานิสถานและอิรัก
ยังไม่ประสบความสำเร็จ
ส่วนมุมมองของชาวตะวันออกอย่างในไทยนั้นจะให้ความสำคัญกับแนวทางสมานฉันท์
ที่เน้นความปรองดองสามัคคี ยอมรับในความแตกต่าง
และที่สำคัญคือมีการกล่าวถึงความโปร่งใสในการดำเนินการซึ่งนั่นคือ ธรรมภิบาล
และที่สำคัญคือ การน้อมนำยุทธศาสตร์พระราชทาน เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา และ
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง รวมทั้งยึดมั่นแนวทางสันติวิธี
เป็นบรรทัดฐานการจัดการความขัดแย้งและการสร้างความรักความสามัคคี
ความสมานฉันท์และความสงบสุขของประชาชนคนไทย
4. สังคมวัฒนธรรมนำการทหาร
การยุติการก่อความไม่สงบของประเทศไทยในอดีตนั้น
สามารถกล่าวได้ว่าเป็นที่กล่าวถึงจากหลายประเทศในโลกที่จับตาดูสถานการณ์ในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้
เพราะท่ามกลางสภาวะแวดล้อมในขณะนั้นเป็นการยากที่ประเทศไทยจะรอดพ้นจากการล้มล้างระบอบการปกครองไปสู่ระบอบคอมมิวนิสต์
เพราะตั้งแต่การถอนตัวออกจากเวียดนามของประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาถอนกำลังหน่วยสุดท้ายออกจากเวียดนามใต้เมื่อวันที่
29 มี.ค. 2516 (ค.ศ.1973) ต่อมาเมื่อ 1 ม.ค. 2518 (ค.ศ.1975)
กรุงพนมเปญเมืองหลวงของเขมร ตามมาด้วยกรุงไซ่ง่อน เมืองหลวงของเวียดนามใต้ แตกเมื่อ
30 เม.ย. 2518 (ค.ศ.1975) และกรุงพนมเปญได้แตกอีกครั้ง เมื่อ พล.อ.เทียนวันดุง
ของเวียดนามได้นำกำลังกว่า 20 กองพล เข้ายึดเขมร เมื่อ 7 ม.ค. 2522 (ค.ศ.1979)
หรือที่รู้จักกันในนาม ยุทธการบัวบาน และนักการทหารหลายคนมีความเชื่อว่า
หลังจากเขมรแตกแล้วมีความเป็นไปได้ที่เวียดนามจะทำการรุกต่อมายังไทย
การที่ประเทศต่าง ๆ แตกกันเป็นทอด ๆ
นี้เองทำให้มีนักวิชาการไปกำหนดเป็นแนวคิดที่เรียกว่าทฤษฏีโดมิโน
โดยประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในความเชื่อที่ว่าจะแตกเป็นประเทศต่อไปในแนวคิดของทฤษฏีโดมิโน
เพราะกำลังพลมหาศาลของเวียดนามที่เคลื่อนเข้ามาประชิดชายแดนไทย
ทำให้เป็นการยากที่ประเทศไทยจะต้านทาน
แต่ประเทศไทยก็ไม่ได้เป็นไปตามทฤษฏีโดมิโน
ทั้งนี้เพราะรัฐบาลในขณะนั้นดำเนินการอย่างชาญฉลาดช่วยให้ประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤตการณ์ตรงนั้นมาได้
และประชาชนคนไทยยังคงอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขบนผืนแผ่นดินไทย
การดำเนินของประเทศไทยถือได้ว่าเป็นการดำเนินการที่น่าศึกษาเพราะประเทศไทยเป็นประเทศที่มีระบอบการปกครองเป็นระบอบประชาธิไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ซึ่งถือได้ว่าเป็นระบอบการปกครองที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับระบอบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์
และยุคของสงครามเย็นในขณะนั้นเป็นขยายแนวความคิดและอุดมการณ์การเมืองกับประเทศกำลังพัฒนาและด้อยพัฒนาของทั้ง
2 ขั้ว เพื่อเป็นการสร้างฐานอำนาจให้กับขั้วอำนาจของตน
ทำให้สามารถกล่าวได้ว่าในขณะนั้น
ประชาธิปไตยกับคอมมิวนิสต์ต่างฝ่ายต่างอยู่ตรงข้ามกัน ต่างฝ่ายต่างแข่งขันกัน
และต่างฝ่ายต่างสะสมอาวุธแข่งกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาวุธทำลายล้างสูง (Weapons of
Mass Destruction: WMD) อย่างระเบิดและขีปนาวุธนิวเคลียร์
ที่ทั้งสองขั้วสะสมจนมีปริมาณมากจนสามารถกล่าวได้ว่าถ้ามีสงครามนิวเคลียร์จริงโลกใบนี้คงจะไม่มีสิ่งมีชิวิตเหลืออยู่
สิ่งที่ทำให้ประเทศไทยรอดพ้นจากการรุกรานของกลุ่มอุดมการณ์ทางการเมืองที่เรียกว่าคอมมิวนิสต์ได้นั้น
ประเทศไทยได้อาศัยประเทศคอมมิวนิสต์ช่วยเหลือ ซึ่งประเทศนั้นคือประเทศจีนในปัจจุบัน
หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ
ประเทศไทยจับมือกับประเทศคอมมิวนิสต์ปราบคอมมิวนิสต์ในประเทศ
การเคลื่อนไหวของกลุ่มคอมมิวนิสต์จะมีการเคลื่อนไหวในลักษณะของการก่อความไม่สงบที่อาศัย
พรรคเป็นแกนนำ ในขณะนั้นคือพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.)
และอาศัยกำลังติดอาวุธ ในขณะนั้นคือ กองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย (ทปท.)
และองค์กรมวลชน ที่มีประชาชนที่ฝักใฝ่ในหรือนิยมชมชอบคอมมิวนิสต์
เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนที่นำไปสู่สงครามปฏิวัติล้มล้างการปกครอง
ดังแสดงได้ในภาพที่ 3

ภาพที่ 3 การก่อความไม่สงบในยุคสงครามเย็น
ที่มา:
http://www.tortaharn.net/contents/index.php?option=com_content&task=view&id=121
สาเหตุประการสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยสามารถฝ่าฟันจนพ้นวิกฤตการณ์มาได้คือ
การดำเนินกุศโลบายอันชาญฉลาดของผู้นำประเทศในอดีต
ที่ได้อาศัยการแสวงประโยชน์ร่วมกัน
คือในขณะนั้นประเทศจีนซึ่งเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ที่มีความต้องการแผ่อิทธิพลลงมายังอินโดจีน
และยังเป็นประเทศสำคัญที่ให้การสนับสนุนกลุ่มเขมรแดง พร้อม ๆ
ไปกับสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย
ในขณะที่เวียดนามนั้นนิยมคอมมิวนิสต์สายสหภาพโซเวียตและกำลังแผ่อิทธิพลในอินโดจีนเหมือนกัน
โดยจีนได้เคยประกาศไว้ว่าไม่ให้เวียดนามบุกเข้ารุกรานเขมร
แต่ในที่สุดเวียดนามกรีฑาทัพเข้าสู่เขมรด้วยกำลังพล 12 กองพล
จึงส่งผลในจีนมีความไม่พอใจเป็นอย่างมาก
ในท่ามกลางสถานการณ์ในขณะนั้น
เวียดนามเองไม่ได้มีท่าทีที่จะยุติการแผ่อิทธิพลโดยมีแนวโน้มที่จะเคลื่อนเข้ายึดประเทศไทยต่อ
ด้วยการเคลื่อนกำลังเข้าประชิดชายแดนไทย ด้วยกำลังพลกว่า 2 แสนนาย
เกิดกรณีของการรุกล้ำอธิปไตยเข้ามาในประเทศไทยบางพื้นที่ จนเกิดการปะทะกันด้วยกำลัง
ท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียดนั้นได้มีคนไทยที่มีฐานะหลายคนเดินทางหนีออกไปต่างประเทศ
ในห้วงเวลาเดียวกันท่างฝ่ายหน่วยด้านความมั่นคงที่เกี่ยวข้องได้เล็งเห็นถึงการเป็นพันธมิตรกับจีน
เพราะจีนเองไม่พอใจเวียดนามที่บุกเข้ามาในเขมร
จึงมีการส่งคณะผู้เทนไทยไปเจรจาความในจีน จนในที่สุด
ได้เกิดแนวทางที่เกิดประโยชน์ร่วมกัน โดยฝ่ายไทยได้ประโยชน์หลัก ๆ 3 ประการ [11]
คือ 1) จีนจะทำรุกด้วยกำลังขนาดใหญ่ทางตอนเหนือของเวียดนาม
หรือที่เรียกกันว่าสงครามสั่งสอนเวียดนาม (Sino-Vietnamese War
เป็นสงครามที่มีผู้เสียชีวิตในหลักหมื่นคน
แต่กองทัพของทั้งสองประเทศไม่ได้แจ้งยอดการสูญเสียอย่างเป็นทางการ [12]) 2)
การยุติการสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย พร้อม ๆ กับ 3)
การปิดสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ที่ทำการออกอากาศจากประเทศจีน
และถือได้ว่าเป็นกระบอกเสียงสำคัญในการขับเคลื่อนอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ในประเทศไทย
โดยฝ่ายไทยเองจะดำเนินการบางประการแต่จะไม่กล่าวในที่นี้
การที่จีนดำเนินการทั้ง
3 ประการทำให้ประเทศไทยปรับเปลี่ยนสถานการณ์ให้กลับมาเป็นฝ่ายได้เปรียบคือ
คลายความกังวลจากการที่เวียดนามเคลื่อนกำลังมาประชิดชายแดนพร้อมที่จะทำการรุกเข้าไทย
เพราะเวียดนามต้องถอนกำลังออกจากเขมร
เพื่อนำกำลังกลับไปทำสงครามกับจีนทางตอนเหนือของเวียดนาม
ทำให้ประเทศไทยสามารถดำเนินการต่อสถานการณ์ภัยคุกคามความมั่นคงภายในจาก พคท.
ได้ด้วยการเริ่มกดดันทางทหารอย่างหนัก พร้อม ๆ
กับการออกนโยบายรองรับให้ผู้หลงผิดหรือมวลชนของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยวางอาวุธกลับมาเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย
ซึ่งนโยบายนี้จะรู้จักกันดีว่า นโยบาย 66/23 และ 65/25 เมื่อจีนยุติการสนับสนุน
พคท. พร้อมกับทหารทำการกดกันอย่างหนัก
และมีนโยบายรองรับเปิดช่องทางให้ผู้หลงผิดกลับมาทำให้
สถาการณ์ภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์ค่อย ๆ คลายตัวลงและยุติลงในที่สุด
ดังแสดงได้ในภาพที่ 4

ภาพที่ 4 การยุติการก่อความไม่สงบโดยใช้การเมืองนำการทหารในอดีต
ที่มา:
http://www.tortaharn.net/contents/index.php?option=com_content&task=view&id=121
สิ่งต่าง ๆ
ที่กล่าวมาในข้างต้นคือ การยุติการก่อความไม่สงบในอดีตที่มีรากฐานมาจาก
อุดมการณ์ทางการเมือง ที่แบ่งเป็นสองขั้ว
มีปัจจัยของการเกิดเหตุยังไม่มีความสลับซับซ้อนอย่างในปัจจุบัน
ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ จชต. ถึงแม้รากของความคิดของเหตุการณ์ทั้ง 2
เหตุการณ์จะมีสิ่งที่เหมือนกันคือ ความไม่เท่าเทียมกันในสังคม
แต่ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดคือ ในอดีตอุดมการณ์ทางการเมืองต่างกัน
แต่ทุกคนมีความรู้สึกเป็นคนไทยเหมือนกัน มีขนบธรรมเนียม
วิถีชีวิตที่เหมือนกันหรือคลายกัน มีภาษาเดียวกัน
ในขณะที่ปัญหาการก่อความไม่สงบในภาคใต้นั้นจะมีความแตกต่าง ทางวัฒนธรรม ประเพณี
ภาษาที่ใช้ในการสื่อสาร และสำคัญคือ ความรู้สึกแตกต่างทางศาสนาและชาติพันธุ์
ส่วนหนึ่งนั้นมาจาก
ความอ่อนแอของอำนาจรัฐและการบริหารราชการแผ่นดินอย่างไม่ประสิทธิภาพ
ข้าราชการเอารัดเอาเปรียบประชาชน ปล่อยให้ปัญหาเหล่านี้หมักหมมมานาน
ขาดการเหลียวแลจนในที่สุดสถาการณ์สุกงอม
ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวในลักษณะการก่อความไม่สงบ
โดยปัญหาที่หมักหมมมานานนี้ทำให้คนช่วงอายุหนึ่ง (Generation)
ได้ถูกล้างสมองเป็นระยะเวลานาน ทำให้เขาเหล่านั้นมีความรู้สึกแตกต่าง
และเขาไม่ได้มีความคิดความเชื่อว่าเป็นประชาชนคนไทย
และออกมาเคลื่อนไหวในลักษณะเป็นกลุ่มเล็กในลักษณะที่เรียกว่า เซล (Cell)
ที่แต่ละกลุ่มที่มีความเชื่อเหมือนกันจะดำเนินการเคลื่อนไหวด้วยตนเองโดยไม่มีความจำเป็นต้องติดต่อสื่อสารกัน
ดังแสดงได้ในภาพที่ 5

ภาพที่ 5 การก่อความไม่สงบปัจจุบันในพื้นที่ จชต.
ที่มา:
http://www.tortaharn.net/contents/index.php?option=com_content&task=view&id=121
ดังนั้นเมื่อรูปแบบของการก่อความไม่สงบมีรากของความคิดที่แตกต่างกันแล้ว
การนำความคิดเก่าๆ ที่ทหารหลายคนชอบใช้คือ การเมืองนำการทหาร
ดูอาจจะไม่สามารถตอบสนองต่อปัญหาการก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
ทั้งนี้เพราะปัญหานั้นมีรากความคิดมาจากปัญหาทางสังคมวัฒนธรรม คำว่า
สังคมวัฒนธรรมนำการทหาร ดูน่าจะมีความสอดคล้องกว่า
เมื่อกลุ่มก่อความไม่สงบมีการเคลื่อนไหวในลักษณะเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ที่เรียกว่า เซล
แล้ว การตัดการสนับสนุนจะเป็นเรื่องยาก ทั้งนี้และทั้งนั้น
มีการสนับสนุนเงินมาจากต่างประเทศในลักษณะซ่อนเร้นและแฝงไปกับหลาย ๆ เรื่องเช่น
ศาสนา ทำให้ปัจจัยการสนับสนุนจากภายนอกเป็นเรื่องยาก
เพราะถ้าไปปิดกันก็อาจจะนำมาซึ่งเงื่อนไขต่อ ๆ ไป
ดังนั้นแนวทางที่น่าจะดำเนินการมีลักษณะ เป็นขั้นบันได 4 ขั้น ตามภาพที่ 6

ภาพที่ 6 การยุติความขัดแย้งในการก่อความไม่สงบในพื้นที่
จชต.โดยใช้สังคมวัฒนธรรมนำการทหาร
ที่มา:
http://www.tortaharn.net/contents/index.php?option=com_content&task=view&id=121
- ขั้นที่ 1 ยัน : รัฐจะต้องควบคุมระดับของการก่อความไม่สงบ
เพื่อให้เกิดเสถียรภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เกิดขึ้น
โดยลดอิทธิพลของของกลุ่มก่อความไม่สงบ
ออกมาตรการพิทักษ์ประชาชนและทรัพยากรที่ใช้ปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม
และอำนวยการปฏิบัติให้มีประสิทธิภาพ
- ขั้นที่ 2 รุก : ด้วยการพัฒนาคน สถาบันครอบครัว
และสังคมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้มีความมั่นคง ยกระดับคุณภาพชีวิต
และลดความเหลื่อมล้ำต่าง ๆ
ที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคให้มีความเท่าเทียมกันกับพื้นที่อื่นในประเทศไทย
- ขั้นที่ 3 สมานฉันท์ : ส่งเสริมให้เกิด
สภาวะแวดล้อมแห่งความสมานฉันท์
โดยการขจัดเงื่อนไขที่ก่อให้เกิดความแตกแยกสร้างความปรองดองกันบนความแตกต่างทางวัฒนธรรม
ประเพณี ความเชื่อ ชาติพันธุ์ และศาสนา หลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง
เน้นการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน
- ขั้นที่ 4 ยั่งยืน :
เสริมสร้างค่านิยมแห่งชาติในการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสันติสุข
มีเอกภาพของความเป็นสังคมไทยบนพื้นฐานของความแตกต่างทางขนบธรรมเนียม ประเพณี
วัฒนธรรม และความเชื่อทางศาสนา ในลักษณะของพหุสังคม
โดยน้อมนำแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ฯ
มาเป็นแนวทางในการดำเนินการ
5. กรอบแนวคิดในการจัดทำ
นโยบายเสริมสร้างสันติสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของ
คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรที่ 206/2549 เรื่อง
นโยบายเสริมสร้างสันติสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
ทั้งนี้เพื่อให้จังหวัดชายแดนภาคใต้มีความสงบสุข
ร่มเย็นภายใต้บรรยากาศแห่งความความสมานฉันท์ที่ประชาชนคนไทยทุก ๆ
คนมีความเหลื่อมล้ำน้อยที่สุด อยู่ในสังคมที่มีคุณภาพชีวิตที่ดี
โดยคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 206/2549 ได้กำหนดนโยบายไว้ในข้อที่ 2.2 มีจำนวน 4
ประการ [13] คือ
5.1
นำยุทธศาสตร์พระราชทาน เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา และ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
รวมทั้งยึดมั่นแนวทาง สันติวิธี
เป็นบรรทัดฐานการจัดการความขัดแย้งและการสร้างความรักความสามัคคี
และความสมานฉันท์และความสงบสุขของประชาชน
5.2
ยึดถือความเป็นธรรมและกระบวนการยุติธรรมตามหลักนิติธรรมเป็นปัจจัยหลักสำคัญในการฟื้นฟูอำนาจรัฐ
5.3
ใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนเป็นพลังในการเข้าถึงประชาชน
เพื่อเสริมสร้างสันติสุขและการพัฒนาอย่างยั่งยืน
5.4
สร้างความเข้าใจต่อสถานการณ์ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นต่อสังคมทั้งภายในประเทศและภายนอกประเทศ
เพื่อสร้างความตระหนักของการอยู่ร่วมกันภายในชาติอย่างสันติสุขบนพื้นฐานของความหลากหลายในวิธีคิด
วิถีชีวิต และวัฒนธรรม
6. วิสัยทัศน์
คนไทยทุกคนในทุกภาคอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขมีความสมานฉันท์
7. เป้าประสงค์ของยุทธศาสตร์เสริมสร้างสันติสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
ในการจัดทำยุทธศาสตร์สร้างความปรองดองแห่งชาติมีเป้าประสงค์ของการจัดทำยุทธศาสตร์
5 ประการ ตามภาพที่ 7 มีรายละเอียดต่อไปนี้

ภาพที่ 7 เป้าประสงค์ในการจัดทำยุทธศาสตร์
ที่มา:
http://www.tortaharn.net/contents/index.php?option=com_content&task=view&id=120
7.1
สร้างสังคมและชุมชนเข้มแข็ง:
การสร้างชุมชนในสังคมไทยให้มีความเข้มแข็งเป็นเรื่องที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง
เพราะเมื่อชุมชนแต่ละชุมชนมีความแข้มแข็งแล้ว
การช่วยเหลือเกื้อกูลกันระหว่างสมาชิกในชุมชน ชุมชนข้างเคียง และ ชุมชนอื่น ๆ
ที่อยู่ห่างไกล เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตามมา
การเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนจะตั้งอยู่บนพื้นฐานของกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน
โดยในแต่ละชุมชนจะมีการพัฒนาไปสู่ความเข้มแข็งของชุมชนตนเองในด้านต่าง ๆ เช่น
ด้านเศรษฐกิจ ด้านทรัพยากรธรรมชาติ ด้านสังคม และด้านวัฒนธรรม
โดยการสร้างความเข้มแข็งของชุมชนนั้น อาจพัฒนาความเข้มแข็งได้เพียงบางด้านเท่านั้น
เนื่องจากเงื่อนไขและกระบวนการที่นำไปสู่ความเข้มแข็งในแต่ละด้านของแต่ละชุมชนมีความแตกต่างกัน
7.2
สร้างสังคมแห่งความพอเพียง:
การสร้างความพอเพียงและความเอื้ออาทรต่อกันระหว่างบุคคลต่อบุคคลหรือชุมชนต่อชุมชนให้เกิดขึ้นในสังคมไทย
โดยการน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางในการดำเนินการจะช่วยให้
สังคมหรือชุมชนในพื้นที่ ฯ สามารถขับเคลื่อนไปอย่างมีภูมิคุ้มกันเป็นระบบ
บนความมีเหตุผล ประชาชนในพื้นที่ ฯ มีความซื่อสัตย์สุจริต
รอบรู้ในองค์ความรู้ที่เหมาะสม มีการดำเนินชีวิตด้วยความอดทน ขยันหมั่นเพียร
มีสติปัญญา รอบคอบ เพื่อให้มีความพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ
ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและกว้างขวางทั้งด้านวัตถุ สังคมสิ่งแวดล้อม
และวัฒนธรรมจากสังคมภายนอกได้เป็นอย่างดี
7.3
สร้างสังคมแห่งความเท่าเทียม:
การทำให้ประชาชนในแต่ละชุมชนมีความรู้สึกและสัมผัสได้ถึงความเป็นรูปธรรมของความเท่าเทียมกันในชุมชน
ในสังคม และในฐานะของความเป็นพลเมืองไทย เป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก
ทั้งนี้เพราะปัญหาหลัก ๆ ของความแตกแยกที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนั้น
เป็นสิ่งที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า
ส่วนหนึ่งแล้วรากของปัญหาที่แท้จริงจะเกิดจากเงื่อนไขของความไม่เท่าเทียมกันในสังคม
การปล่อยปละละเลยของรัฐบาลในแต่ละยุคแต่ละสมัยนั้นล้วนแต่สร้างปมปัญหาให้กับชุมชนต่าง
ๆ ในพื้นที่ ฯ เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สร้างเงื่อนไขลุกลามขยายผล
จนกลายมาเป็นปัญหาการก่อความไม่สงบที่มีโอกาสพัฒนาไปสู่ความขัดแย้งอย่างรุนแรงในสังคม
และอาจนำไปสู่สงครามกลางเมืองในที่สุด
7.4
สร้างการสื่อสารจากภาครัฐที่ชัดเจน:
การสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างรัฐกับประชาชนในทุกๆ
ชุมชนด้วยการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่มีความถูกต้องแม่นยำทันเวลา
เป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะข้อมูลข่าวสารที่มีความถูกต้อง
แม่นยำและทันเวลาสามารถช่วยป้องกันและต่อต้านข่าวลือ
อันเป็นการลดความสับสนในสังคมจากข่าวสารที่บิดเบือนความจริงที่นำไปสู่การขาดความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล
นอกจากนี้การสื่อสารระหว่างรัฐกับผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำและผู้สอนศาสนา
องค์กรภาคเอกชน หรือแม้กระทั่งบุคคลหรือกลุ่มคนที่มีความเห็นแตกต่าง
จะช่วยให้เกิดความร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหา อีกทั้งการสื่อสารกับประเทศเพื่อนบ้าน
และองค์กรสากลต่าง ๆ ยังจะช่วยให้เกิดความเข้าใจอันดี
ทราบถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในสังคมไทย
อันนำไปสู่การร่วมมือกันในการดำเนินการต่อปัญหาในที่สุด
7.5
สร้างสังคมแห่งความสมานฉันท์:
การอยู่ร่วมกันในสังคมไทยอย่างสงบสุขบนพื้นฐานของความแตกต่างกันทางวัฒนธรรม
ขนบธรรมเนียมประเพณี ศาสนา ชาติพันธุ์ และความเชื่อ
เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน
ความปรองดองของคนในชาติเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง
การส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาการก่อความไม่สงบจะนำไปสู่บรรยากาศแห่งความสมานฉันท์
การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่อาทรซึ่งกันและกันจะก่อให้เกิดบรรยากาศแห่งความสมานฉันท์
8. ยุทธศาสตร์และแนวทาง/มาตรการ
ยุทธศาสตร์ในการยุติปัญหาการก่อความไม่สงบในพื้นที่
จชต. ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญยิ่ง
เพราะถือได้ว่าเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน
รวมไปถึงการเข้าใจถึงสถานการณ์ต่าง ๆ อย่างถ่องแท้
อันจะนำมาซึ่งการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขสมานฉันท์
ที่ผ่านมาหลังจากการก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ทวีความรุนแรงขึ้นนั้นการดำเนินการต่าง
ๆ ของรัฐเป็นไปด้วยความยากลำบาก ทั้งนี้เพราะรัฐขาดความชัดเจน
ก่อให้เกิดความสับสนทั้งเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ และประชาชน
ทำให้ประชาชนในพื้นที่ขาดความเชื่อมั่นต่อรัฐ โดยเอกสารนี้จะแบ่งยุทธศาสตร์ฯ
ออกเป็น 4 ขั้น ดังแสดงในภาพที่ 8 โดยมีรายละเอียดดังนี้

ภาพที่ 8
กำลังอำนาจของชาติกับยุทธศาสตร์เสริมสร้างสันติสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
ที่มา:
http://www.tortaharn.net/contents/index.php?option=com_content&task=view&id=123
8.1
ยุทธศาสตร์ขั้นที่ 1 - ยัน: ยับยั้งการก่อความไม่สงบ
เป้าหมาย: สร้างเสถียรภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เกิดขึ้น
โดยลดอิทธิพลของของกลุ่มก่อความไม่สงบ
ออกมาตรการพิทักษ์ประชาชนและทรัพยากรที่ใช้ปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม
และอำนวยการปฏิบัติให้มีประสิทธิภาพ
8.1.1 กลยุทธ์ในขั้นที่ 1
8.1.1.1 ปฏิบัติการทางยุทธวิธีเชิงรุกอย่างต่อเนื่องต่อกลุ่มก่อความไม่สงบ
ทำการกดดันต่อกลุ่มก่อความไม่สงบโดยใช้ยุทธวิธีของหน่วยทหารขนาดเล็ก
ด้วยการลาดตระเวนอย่างละเอียดเต็มพื้นที่ (X-Ray) อย่างต่อเนื่องและตลอดเวลา
ด้วยการปฏิบัติที่และเคลื่อนย้ายเข้าสู่พื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว
สามารถกระจายกำลังและรวมกำลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการปฏิบัติอื่น ๆ เช่น
การซุ่มโจมตี การเคลื่อนที่เข้าปะทะ การตีโฉบฉวย การเกาะกองโจร การปฏิบัติฉับพลัน
การตรวจค้น การตั้งจุดตรวจในวันเวลาสถานที่ที่คาดไม่ถึง และการไล่ติดตาม เป็นต้น
เพื่อทำการกดดัน ริดรอน และ โจมตีต่อกำลังและฐานที่มั่นของฝ่ายก่อคามไม่สงบ
รวมถึงลดขีดความสามารถของกลุ่มก่อความไม่สงบในการปฏิบัติการทั้งปวง
8.1.1.2 พิทักษ์ประชาชนและทรัพยากร
ทำการควบคุมพื้นที่อย่างเด็ดขาดเพื่อลดขีดความสามารถในการปฏิบัติของกลุ่มก่อความไม่สงบในการปฏิบัติต่อชีวิตและทรัพย์สิน
เริ่มปฏิบัติจากพื้นที่ที่ฝ่ายรัฐบาลควบคุมอยู่แล้วขยายพื้นที่ออกไปตามลำดับ
พร้อมทั้งจัดตั้งฐานที่มั่นให้สามารถรักษาความปลอดภัยไว้ได้ โดยเพ่งเล็งพิเศษต่อ
ศูนย์รวมประชากร ที่ตั้งแหล่งทรัพยากร สถานที่ตั้งหน่วยงาน และตามเส้นทางคมนาคม
กำลังที่เข้าปฏิบัติเป็นหลักควรที่จะเป็นกำลังกึ่งทหารหรือกำลังตำรวจ
นอกจากนี้ควรมีการจัดตั้งระบบคุ้มครองและป้องกันพื้นที่ด้วยการตั้งรับทางยุทธวิธีที่มีการรักษาความปลอดภัยอย่างเพียงพอ
สามารถตอบสนองต่อเหตุการร์การก่อความไม่สงบได้อย่างทันท่วงที มีความเสี่ยงน้อย
กำลังพลที่เข้าปฏิบัติการในพื้นที่จะต้องใช้ความพยายามทุกวิถีทางเพื่อป้องกันไม่ให้พื้นที่ที่อยู่ในการควบคุมของฝ่ายเรากลับไปอยู่ภายใต้ความควบคุมของกลุ่มก่อความไม่สงบอีก
8.1.1.3 การจัดการพื้นที่ก่อความไม่สงบอย่างมีประสิทธิภาพ
เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการดำเนินการแก้ไขปัญหาการก่อความไม่สงบ
จึงแบ่งออกเป็น
- การจัดการทรัพยากร โดยใช้องค์ความรู้อย่างสูงสุดในการบริหารจัดการ
เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด
และคำนึงการใช้ทรัพยากรร่วมกันให้มากที่สุด
- การจัดการสารสนเทศ
โดยการกำหนดเป้าหมายของการจัดการสารสนเทศที่มีความชัดเจน
มีกระบวนการทำงานที่เป็นระบบ (Systematic Approaches) ไม่ว่าจะเป็น การออกแบบ พัฒนา
และรวมไปถึงการดูแลรักษา เพื่อให้ได้มาซึ่ง ระบบที่เหมาะสม สารสนเทศที่เหมาะสม และ
เทคโนโลยีที่เหมาะสม การจัดการสารสนเทศที่ดีนั้นจะเป็นหลักประกันว่า
สารสนเทศจะมีความพร้อมใช้งานอยู่เสมอ โดยผู้ใช้สามารถเข้าถึงได้เมื่อต้องการ
สารสนเทศมีความแม่นยำ สมบรูณ์ตามที่ต้องการ น่าเชื่อถือ และ มีการจัดเก็บที่ปลอดภัย
นอกจากนี้ จะช่วยสนับสนุนให้มีการแลกเปลี่ยนสารสนเทศ
ซึ่งเป็นการพัฒนาที่นำไปสู่การพัฒนาเป็นองค์ความรู้ต่อไป
- การจัดการในภาวะวิกฤต โดยการกำหนดกระบวนการในการปฏิบัติของภาคส่วนต่าง ๆ
ที่เกี่ยวข้องในภาวะวิกฤต ให้มีความชัดเจน ไม่เกิดวามสับสนเมื่อมีภาวะวิกฤตเกิดขึ้น
มีการแบ่งมอบอำนาจที่เหมาะสม
เพราะผู้ที่เกี่ยวข้องจะทราบบทบาทและหน้าที่ของตนเองเมื่อต้องเผชิญกับภาวะวิกฤต
- ใช้การปฏิบัติการข่าวสารอย่างมีประสิทธิภาพ
เพื่อลดความสับสนของข่าวลือต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นรวมถึงการจัดการต่อการรับรู้
(Perception Management) ของประชาชนในพื้นที่ และนอกพื้นที่ จชต.ให้มีทัศนคติ
และการปฏิบัติ และที่ดีต่อประเทศ
-
จัดระบบงานข่าวกรองและต่อต้านข่าวกรองในพื้นที่อย่างมีเอกภาพและประสิทธิภาพ
ด้วยการจัดให้มีการประสานการปฏิบัติงานด้านการข่าวทั้งแนวดิ่ง
(หน่วยเหนือ-หน่วยรอง) และแนวราบ (หน่วยข้างคียง)
เพื่อทำให้เกิดความเป็นเอกภาพในการดำเนินงาน
- พัฒนากฎการใช้กำลังที่เหมาะสม
ให้มีความสอดคล้องกับพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้วยลักษณะเฉพาะทาง ความเชื่อ
วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี และศาสนา ของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
เพื่อลดเงื่อนไขที่อาจจะเกิดขึ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในการปราบปรามการก่อความไม่สงบ
8.2
ยุทธศาสตร์ขั้นที่ 2 - รุก: รุกกลับโดยใช้สังคมจิตวิทยานำการทหาร
เป้าหมาย: พัฒนาคน สถาบันครอบครัว
และสังคมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้มีความมั่นคง ยกระดับคุณภาพชีวิต
และลดความเหลื่อมล้ำต่าง ๆ
ที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคให้มีความเท่าเทียมกันกับพื้นที่อื่นในประเทศไทย
8.2.1 กลยุทธ์ในขั้นที่ 2
8.2.1.1 สร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม
ให้เป็นที่พึ่งของประชาชนในพื้นที่ โดยขจัดเงื่อนไขความไม่ยุติธรรมทุกรูปแบบ
มีการบริหารงานยุติธรรมแบบบูรณาการ
และพัฒนากฏหมายให้มีความสอดคล้องกับวิถีชีวิตของของคนในพื้นที่
รวมทั้งสนับสนุนให้ภาคประชาชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการยุติธรรม
และพัฒนากลไกเพื่อทำหน้าที่ในการคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพของประชาชน
การพัฒนาระบบงานยุติธรรมชุมชน และการพัฒนากระบวนการยุติธรรมทางเลือก
8.2.1.2 พัฒนาคนและสังคมบนพื้นฐานของพหุสังคมวัฒนธรรม
โดยการส่งเสริมศาสนสัมพันธ์ การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องตามหลักศาสนา
การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความหลากหลายของวิถีชีวิตและวัฒนธรรม
ระหว่างกลุ่มบุคคลในสังคม การเสริมสร้างความเข้มแข็งของสถาบันครอบครัวชุมชน
และการเปิดโอกาสให้ผู้มีความเห็นแตกต่างเข้ามาร่วมสร้างสันติสุขในสังคม
8.2.1.3 ผลักดันให้เกิดการขับเคลื่อนการพัฒนาการศึกษา
ในทุกระดับให้สอดคล้องกับความต้องการ วิถีชีวิต และวัฒนธรรมของพื้นที่อย่างแท้จริง
เปิดโอกาสให้ผู้นำทางศาสนา
และผู้ทรงคุณวุฒิในพื้นที่มีส่วนร่วมเสนอแนะการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาศักยภาพของคนและสังคม
8.2.1.4 พัฒนาเสริมสร้างเศรษฐกิจในพื้นที่ด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ยกระดับมาตรฐานการครองชีพของประชาชน แก้ไขปัญหาความยากจน
โดยเน้นนำหนักโครงการด้านเศรษฐกิจชุมชนที่จุดแข็งของฐานทรัพยากระในพื้นที่
และโครงการด้านสังคมที่เน้นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมเป็นแนวทางในการสร้างรายได้และแก้ปัญหาการว่างงานจากความต้องการของตลาดแรงงานที่แท้จริง
8.2.1.5 พัฒนาส่งเสริมการกีฬา ใช้กีฬาเป็นสื่อสัมพันธ์เชื่อมโยงชุมชนต่าง ๆ
เข้าด้วยกัน โดยจัดให้มีการฝึกสอนกีฬาประเภทต่าง ๆ
และรวมไปถึงการจัดการแข่งขันกีฬาทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ
8.2.1.6 จัดการฝึกอบรบให้เจ้าหน้าที่รัฐทุกฝ่ายให้มีความเข้าใจที่ลึกซึ้ง
ยอมรับและเคารพในคุณค่าของลักษณะเฉพาะทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตประชาชนในพื้นที่
รวมทั้งให้ยึดหลักธรรมาภิบาลในการปฏิบัติงาน
การส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน
และคัดสรรข้าราชการที่ดีเข้าไปปฏิบัติงานในพื้นที่
รวมทั้งลงโทษข้าราชการในพื้นที่ที่สร้างเงื่อนไขอย่างเด็ดขาด
8.3 ยุทธศาสตร์ขั้นที่ 3 -
สมานฉันท์: สร้างสภาวะแวดล้อมแห่งความสมานฉันท์
เป้าหมาย:
ส่งเสริมให้เกิด สภาวะแวดล้อมแห่งความสมานฉันท์
โดยการขจัดเงื่อนไขที่ก่อให้เกิดความแตกแยกสร้างความปรองดองกันบนความแตกต่างทางวัฒนธรรม
ประเพณี ความเชื่อ ชาติพันธุ์ และศาสนา หลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง
เน้นการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน
8.3.1 กลยุทธ์ในขั้นที่ 3
8.3.1.1 เสริมสร้างความเข้าใจ
และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกันระหว่างภาครัฐกับกลุ่มผู้นำและผู้สนอศาสนา
ผู้นำท้องถิ่นผู้นำชุมชนและองค์กรภาคเอกชน เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการแก้ไขปัญหา
ด้วยการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องทันเวลา เพื่อสร้างและรักษาความปรองดอง
และสมานฉันท์ระหว่างประชาชนทุกหมู่เหล่า รวมทั้งป้องกันและต่อต้านข่าวกรอง
รวมถึงส่งเสริมให้มีช่องทางสร้างความเข้าใจกับกลุ่มต่าง ๆ
ที่มีความแตกต่างทางความคิด ความเชื่อ และเลือกใช้ความรุนแรง
ด้วยการปรับความเข้าใจกลับบุคคลเป้าหมายในทุกระดับอย่างเป็นเอกภาพ
อีกทั้งเสริมสร้างความเข้าใจอันดี และร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านและองค์กรสากลต่าง
ๆ ถึงข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้
การขยายผลข้อเท็จจริงในเรื่องสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคเท่าเทียมของประชาชน
ทุกเชื้อชาติ
เพื่อผนึกความสัมพันธ์ในการสนับสนุนและเกื้อกูลการแก้ไขจังหวัดชายแดนภาคใต้
8.3.1.2 ขจัดเงื่อนไขและสาเหตุที่ทำให้เกิดความแตกแยก หรือความไม่เท่าเทียม
โดยมีการปฏิบัติที่ประชาชนสัมผัสได้อย่างเป็นรูปธรรมในระดับที่สามารถส่งผลต่อการสร้างความรู้สึกและบรรยากาศให้เห็นว่าทุกคนสามารถอยู่ในประเทศไทยได้อย่างมีศักดิ์ศรีและมีความสุขตามวิถีชีวิต
สังคม ศาสนา และวัฒนธรรม
8.3.1.3 ใช้งานมวลชนสัมพันธ์ตามหลักการเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ผ่านสื่อภาครัฐและเอกชน
สถาบันการศึกษา สถาบันทางศาสนา
ตลอดจนเวทีสาธารณะเพื่อเผบแพร่การจัดการกับปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ตามหลักการเข้าใ
จ เข้าถึง พัฒนา รวมทั้งตามแนวทางสันติวิธี
เพื่อให้ความรู้กับสังคมนอกพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
ได้เข้าใจและมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ต่อการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น
8.4 ยุทธศาสตร์ขั้นที่ 4 -
ยั่งยืน: สร้างค่านิยมแห่งชาติให้มีความเป็นเอกภาพ
เป้าหมาย: เสริมสร้างค่านิยมแห่งชาติในการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสันติสุข
มีเอกภาพของความเป็นสังคมไทยบนพื้นฐานของความแตกต่างทางขนบธรรมเนียม ประเพณี
วัฒนธรรม และความเชื่อทางศาสนา ในลักษณะของพหุสังคม
8.4.1 กลยุทธ์ในขั้นที่ 4
8.4.1.1 รณรงค์ในเรื่อง การปลูกต้นกล้าแห่งสันติภาพ การแก้ไขความคิด ความเชื่อ
และความศรัทธาของผู้ที่เจริญเติบโตเต็มวัย เป็นเรื่องที่กระทำได้ยาก
ดังนั้นการสร้างความคิดความเชื่อในสิ่งที่ถูต้องควรที่จะเริ่มกระทำต้องกระทำตั้งแต่บุคคลผู้นั้นเป็นเยวชน
เพื่อให้เขาเหล่านั้นเติบโตไปเป็นคนดีของสังคม
เยาวชนจึงเปรียบเสมือนต้นกล้าที่ต้องการบ่มเพาะแต่ในสิ่งที่ดีงามเพื่อให้เขาเหล่านั้นเติบโตผู้ใหญ่ที่ดีสามารถอยู่กันได้อย่างสงบสุข
8.4.1.2 รณรงค์ให้คนไทยมีจิตสำสึกในความเป็นพลเมืองไทยบนความเป็นพหุสังคมวัฒนธรรม
ด้วยการสร้างทัศนคติที่ถูกต้องในความเป็นไทย
ในการอยู่ร่วมกันในลักษณะของพหุสังคมวัฒนธรรม ให้มีความสงบสุขที่ยั่งยืน
มีความเอื้ออาทรต่อกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ไม่ว่ามีความแตกต่างทางภูมิศาสตร์
วัฒนธรรม ความเชื่อ ชาติพันธุ์ และศาสนา
8.4.1.3 รณรงค์ให้คนไทยมีจิตสำนึกที่เป็นประชาธิปไตย
โดยอาศัยหลักการของประชาธิปไตยทั้ง 5 ประการ คือ 1) หลักอำนาจอธิปไตยของปวงชน
(Popular Sovereignty) ที่ให้ความสำคัญกับอำนาจอธิปไตยที่เป็นของประชาชน
เพื่อให้การปกครองเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง
โดยประชาชนมีอำนาจในการเลือกผู้แทนที่จะเข้าไปปกครอง
และรวมไปถึงอำนาจในการถอดถอนผู้แทนที่ตนเองเลือกเข้าอีกด้วย 2) หลักเสรีภาพ
(Liberty) ที่ให้ความสำคัญกับเสรีภาพของประชาชน
ซึ่งเสรีภาพเหล่านี้จะต้องมีการกำหนดขอบเขตที่ชัดเจน
เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการละเมิดซึ่งกันและกัน อันจะนำไปสู่ความเสมอภาคของประชาชน
3) หลักความเสมอภาค (Equality) ถึงแม้ว่ามนุษย์เราจะเกิดมามีความแตกต่างกัน
แต่ความแตกต่างเหล่านี้เป็นเพียงความแตกต่างกันทางกายภาพ
สำหรับความเสมอภาคในระบอบประชาธิปไตยนั้นจะให้ความสำคัญกับความเสมอภาคทางโอกาส
ซึ่งหมายถึงประชาชนจะมีโอกาสที่เท่ากันในทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และการศึกษา 4)
หลักกฎหมาย (Rule of Law)
ให้ความสำคัญกับการบัญญัติกฎหมายที่คำนึงถึงประโยชน์ของประชาชน มีความชอบธรรม
บังคับใช้กับประชาชนอย่างยุติธรรมมีความเสมอภาคเท่าเทียมกันโดยไม่เลือกปฏิบัติว่าจะใช้กับบุคคลใดหรือชนชั้นใด
5) หลักเสียงข้างมาก (Majority Rules) ปัจจุบันประชากรของรัฐแต่ละรัฐนั้นมีจำนวนมาก
ซึ่งคงเป็นการยากที่จะให้ทุกคนในรัฐมีความคิดเห็นเหมือนกัน
การมีเสียงเป็นเอกฉันท์คงจะเป็นไปได้ยาก
ส่วนการใช้เสียงข้างมากแค่ไหนเป็นเกณฑ์นั้นขึ้นอยู่กับความสำคัญของปัญหา
ถ้าสำคัญมากคงต้องใช้เสียงข้างมากที่มากกว่าครึ่งหนึ่ง
อย่างก็ดีหลักการเสียงข้างมากนั้นก็ไม่อาจจะละเลยสิทธิของเสียงข้างน้อย (Minority
Rights)ได้ ทั้งนี้จะต้องมีหลักประกันที่ให้ความคุ้มครองกับเสียงข้างน้อย
เพื่อป้องให้ไม่ให้เสียงส่วนใหญ่กดขี่ข่มเหงเสียงส่วนน้อย
9. ปัจจัยแห่งความสำเร็จ
9.1
เน้นการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน:
เพื่อให้เกิดสภาวะที่เกื้อกูลต่อการสนับสนุนการปฏิบัติงานของภาครัฐ
9.2
ใช้เทคโนโลยีสนับสนุนการดำเนินงาน: ด้วยการจัดให้มีระบบคลังข้อมูลภาครัฐ
ที่รวบรวมข้อมูลในทุกรูปแบบจากหน่วยงานของภาครัฐที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเข้าด้วยกัน
เช่น ข้อความ เสียง ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว และภาพเคลื่อนไหวประกอบเสียง
เพื่อสนับสนุนให้การดำเนินการตามยุทธศาสตร์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันระหว่างหว่างภาครัฐ
9.3
มีกระบวนการในการติดตามประเมินผล: บนพื้นฐานที่สอดคล้องกับกระบวนการทำงานจริง
โดยไม่เป็นการเพิ่มภาระงานให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง
9.4
จัดตั้งชุดขับเคลื่อนยุทธศาสตร์:
ทำหน้าที่ช่วยเหลือหน่วยงานภาครัฐที่ประสบปัญหาในการแปลงยุทธศาสตร์ไปเป็นแผนปฏิบัติงาน
10. อ้างอิง
[1]
http://en.wikipedia.org/wiki/Preemptive_war.
[2]
http://en.wikipedia.org/wiki/Domino_theory.
[3]
http://en.wikipedia.org/wiki/Irish_Republican_Army.
[4]
http://en.wikipedia.org/wiki/September_11_attacks.
[5] คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/23 เรื่อง
นโยบายการต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์ ลง 23 เม.ย.23.
[6]
http://politicalbase.in.th/index.php/คำสั่ง_66/2523.
[7] คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 65/25 เรื่อง แผนรุกทางการเมือง ลง 27 พ.ค.25.
[8] กองทัพบก. คู่มือราชการสนามว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามการก่อความไม่สงบ
พ.ศ.2540 (รส.100-20), โรงพิมพ์กองอุปกรณ์การฝึกและศึกษา
สถาบันวิชาการทหารบกชั้นสูง, 2540.
[9]
http://www.alisuasaming.com/Word/hml_word/Racialism2.html.
[10] คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 206/2549 เรื่อง
นโยบายเสริมสร้างสันติสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ลงวันที่ 30 ต.ค.2549.
[11] พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ, สรุปคำบรรยายเรื่อง โครงการถ่ายทอดประสบการณ์ของอดีตผู้บังคับบัญชา,สถาบันวิชาการทหารบกชั้นสูง,
11 ก.ค. 2544.
[12]
http://en.wikipedia.org/wiki/Sino-Vietnamese_War.
[13] คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 206/2549, op.cit.
|