Tortaharn.net

Thursday, 09 September 2010

รายการ
หน้าแรก
ความฝันอันสูงสุด
วัตถุประสงค์
บทความ
ประวัติศาสตร์ทหาร
หนังสือ
รู้จักทอทหาร
ทอทหาร Facebook
ทอทหาร Twitter
ติดต่อทอทหาร
เชื่อมโยง
ค้นหา
สมุดเยี่ยม
เพื่อนบ้านน่าสนใจ
Guru-ICT.com
ทหารดอทเน็ต
ตท.26/จปร.37
ประชาสรรค์
อานันท์
เวบมาสเตอร์
แก้ไขระบบ
บุคคลออนไลน์
ขณะนี้มี 70 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
เข้าสู่ระบบ
ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้ลงทะเบียน? ลงทะเบียนใหม่
ปฏิทิน
« มิถุนายน 2010  
อา. จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส.
  12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930     
เวลาปัจจุบัน
สถิติ
จำนวนสมาชิก : 6018
จำนวนข่าวสาร : 176
เว็บลิงค์: 21
ผู้เยี่ยมชม: 4241658
Syndicate
Insurgency - การก่อความไม่สงบ – การก่อความไม่สงบในยุคหลังสงครามเย็น PDF พิมพ์ ส่งเมล
แก้ไขโดย ทอทหาร   
วันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ.2552

< Download ฉบับ PDF >



        ท่ามกลางความขัดแย้งและแตกแยกอย่างรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคมไทยปัจจุบัน คงเป็นความรู้สึกที่ยากจะบรรยายสำหรับคนไทยอีกหลายๆ คน ประกอบกับสภาพเศรษฐกิจของโลกในปัจจุบันที่ส่งผลกระทบมายังประเทศไทยด้วยแล้วนั้น ยิ่งทำให้เกิดความรู้สึกเลือนลางที่ประเทศไทยจะสามารถผ่านพ้นวิกฤตการณ์ และก้าวผ่านไปเป็นประเทศที่คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดี สิ่งต่างๆ เหล่านี้ทำให้คนที่ไม่มีสี1 หลายๆ คน นั้นเฝ้ามองว่า วันนี้คนไทยทุกคนมองไปที่ผลประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้งหรือว่ามองที่ผลประโยชน์ส่วนตนเป็นที่ตั้งกันแน่ และสิ่งที่ยิ่งส่งผลให้สถานการณ์ต่างๆ เลวร้ายลง เมื่อต่างฝ่ายต่างพยายามปลูกฝังอุดมการณ์ความเชื่อในกลุ่มของตนผ่าน เทคโนโลยีที่ทันสมัยอย่างเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Information & Communication Tecnology : ICT) โดยเทคโนโลยีเหล่านี้สามารถสื่อสารกกับประชาชนในทุกระดับได้อย่างรวดเร็วและทันที และถือได้ว่าเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการหล่อหลอมอุดมการณ์ที่นำไปสู่การโค่นล่มอำนาจฝ่ายตรงข้าม และการได้มาซึ่งอำนาจของฝ่ายตน การดำเนินการในลักษณะนี้จะเรียกว่าการก่อความไม่สงบ (Insurgency)

        เมื่อกล่าวถึงคำว่าการก่อความความไม่สงบแล้ว หลายคนมักจะนึกไปถึงการใช่ความรุนแรงและกองกำลังติดอาวุธเป็นเครื่องมือในการดำเนินการ แต่ความจริงแล้วการก่อความไม่สงบนั้นจะมีการดำเนินการในหลากหลายรูปแบบ คำว่าการก่อความไม่สงบนั้นมีความหมายในลักษณะต่างๆ ดังนี้

        พจนานุกรมศัพท์ทหาร ได้บัญญัติคำจำกัดความของสงครามก่อความไม่สงบ ไว้ดังนี้ เป็นการต่อสู้ระหว่างรัฐบาลตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ กับพวกก่อการไม่สงบที่ได้จัดตั้งขึ้นและได้รับการสนับสนุนเป็นประจำจากวงภายนอกให้ก่อการอย่างรุนแรงจากวงใน เพื่อต่อต้านกิจกรรมการเมือง การสังคม การเศรษฐกิจ การทหาร และงานด้านพลเรือน ทั้งนี้ด้วยจุดมุ่งหมายเพื่อก่อความพินาศให้แก่ทุกระบบภายในประเทศหรือจนกว่าจะโค่นล้มลงในที่สุด [1]

        โดยใน The Merriam-Webster Online Dictionary ได้ให้คำจำกัดความไว้ดังนี้ “a condition of revolt against a government that is less than an organized revolution and that is not recognized as belligerency” [2] ซึ่งสามารถถอดเป็นใจได้ดังต่อไปนี้ การก่อความไม่สงบหมายถึง เงื่อนไขที่กลุ่มต่อต้านรัฐบาลกระทำการต่อต้านรัฐบาล โดยมีการจัดการในระดับที่น้อยกว่าการปฏิวัติ และ ยังมีลักษณะไม่เป็นภาวะสงคราม

        ในเว็บ Army-Technology.com ได้ให้ความหมายไว้ว่า A Insurgency is an operation that aims to overthrow an existing regime, often using guerilla tactics. [3] ซึ่งถอดใจความเป็นภาษาไทยได้ว่า การก่อความไม่สงบเป็นการปฏิบัติการที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อล้มล้างระบอบในปัจจุบัน ซึ่งโดยทั่วไปแล้วมักจะใช้ยุทธวิธีของกองโจร

        ส่วน Mark Monday และ Gary Stubblefield ได้กล่าวถึงคำว่า Insurgency ในบทความชื่อ Insurgency--What's in a Name? ดังนี้ An insurgency is usually directed at changing the policies of the governing authority, the personnel of the authority, or the governmental structure, by means not usually used in--or sanctioned by--the existing system. [4] ซึ่งถอดใจความเป็นภาษาไทยได้ว่า การก่อความไม่สงบโดยทั่วไปแล้วเป็นการกระทำที่มุ่งไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายของอำนาจรัฐ บุคคลที่มีอำนาจหน้าที่ของรัฐ หรือ โครงสร้างในการบริหารจัดการที่มีอยู่ของรัฐ โดยใช้เครื่องมือที่ไม่นิยมใช้ปฏิบัติกัน

        นอกจากความหมายของการก่อความไม่สงบแล้ว การกำหนดรูปแบบของการก่อความไม่สงบก็เป็นสิ่งสำคัญที่ควรทรบ ในอดีตนั้นการก่อความไม่สงบจะมีรูปแบบในลักษณะของการใช้กองกำลังติดอาวุธเข้าก่อการ ดังจะเห็นได้จาก ใน คู่มือราชการสนามว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามการก่อความไม่สงบ พ.ศ.2540 (รส.100-20)2 ได้แบ่งรูปแบบการก่อความไม่สงบอออกเป็น 4 รูป [5] แบบได้แก่

            • การก่อความไม่สงบโดยการบ่อนทำลาย (Subversion Insurgency) : คือการแทรกซึมเข้าไปฝังตัวในโครงสร้างทางการเมืองของประเทศ องค์กรทางสังคมต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ และเอกชน เพื่อหาทางการควบคุมโครงสร้างขององค์กรต่าง ๆ เหล่านั้น และใช้การโฆษณาชวนเชื่อทำการยุยงให้ องค์กรต่าง ๆ เกิดความขัดแย้ง และในบางองค์กรอาจก่อความไม่สงบขึ้น รวมถึงการชักจูงให้บุคคลระดับสูงขององค์กรเหล่านั้นให้มาเป็นพวก และจะดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อขยายแนวร่วมให้มากขึ้น เมื่อใดก็ตามที่ฝ่ายก่อความสงบที่ฐานการสนับสนุนทางการเมืองที่มั่นคงแล้ว จะเริ่มดำเนินการเรียกร้องต่อรัฐบาลในลักษณะที่ทางฝ่ายรัฐบาลไม่สามารถตอบสนองได้ จึงส่งผลให้การดำเนินการต่าง ๆ ของรัฐบาลมีความวุ่นวาย ไม่สามารถดำเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์ การก่อความไม่สงบในรูปแบบนี้มักจะหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงโดยเปิดเผย

            • การก่อความไม่สงบโดยใช้แกนนำปฏิวัติ (Critical-Cell Insurgency) : คือการแทรกซึมไปในสถาบันต่าง ๆ ของรัฐบาลเพื่อทำลายโครงสร้างการบริหารภายในระบบ ทั้งในทางลับและเปิดเผย เพื่อสร้างเงื่อนไขการปฏิวัติให้เกิดขึ้น โดยดำเนินการบ่อนทำลายในทางทั้งในทางลับและเปิดเผย และใช้ความรุนแรงดำเนินการในทางลับ และเมื่อสถานการณ์เอื้ออำนวย (รัฐบาลอ่อนแอและฝ่ายก่อความไม่สงบมีความเข้มแข็ง) ฝ่ายก่อความไม่สงบจะเข้าทำการยึดอำนาจโดยกำลังติดอาวุธ

            • การก่อความไม่สงบโดยมุ่งเน้นมวลชน (Mass-Oriented Insurgency) : คือการสร้างความขัดแย้งที่ยาวนานกับฝ่ายรัฐบาล โดยการจัดตั้งองค์กรมวลชนจากประชาชนส่วนใหญ่ ให้สนับสนุนการดำเนินงานของกลุ่มก่อความไม่สงบ การจัดตั้งองค์กรมวลชนของการก่อความไม่สงบรูปแบบนี้จะมีโครงสร้างที่สลับซับซ้อน เพราะจะมีส่วนที่เป็นกองโจรติดอาวุธ และองค์กรมวลชนที่ใช้ในการต่อสู้กับรัฐบาล และมีการนำโดยการจัดตั้งรัฐบาลซ้อนขึ้นมา เพื่อพร้อมที่จะเข้าเป็นรัฐบาลแทนรัฐบาลในปัจจุบัน

            • การก่อความไม่สงบแบบดั้งเดิม (Traditional Insurgency) : มีรากฐานมาจากความไม่พอใจในรัฐบาลที่ดำเนินนโยบายในเรื่อง ความแตกต่างในชาติพันธุ์ ศาสนา วัฒนธรรม และ ประวัติศาสตร์ ที่ไม่เหมาะสม ทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างชนกลุ่มที่เป็นกลุ่มน้อยต่าง ๆ กับชนกลุ่มใหญ่ การก่อความไม่สงบในรูปแบบนี้จะมุ่งเน้นในเรื่องของการแยกตัวจากการควบคุมของรัฐบาล การแบ่งแยกดินแดน เพื่อปกครองตนเอง โดยที่ไม่มีความต้องการที่จะครอบครองการปกครองทั้งหมดของประเทศ มักจะนิยมใช้ความรุนแรงในการดำเนินการ อย่างไรก็ตามการก่อความไม่สงบลักษณะนี้จะไม่มีโครงสร้างการจัดที่มีความชัดเจน และการก่อความไม่สงบรูปแบบนี้จะยุติลงเมื่อทางฝ่ายรัฐบาลยินยอมให้กลุ่มก่อความไม่สงบแบ่งแยกตนเองออกไปปกครองกันเองไม่ขึ้นกับการปกครองของรัฐบาล

              อย่างไรก็ดีกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกได้ก่อเกิดมุมมองและการพัฒนารูปแบบของการก่อความไม่สงบ โดยขยายรูปแบบออกไปสู่การไม่ใช่ความรุนแรง และการไม่ใช้กองกำลังติดอาวุธหรือกองโจร เข้าทำการก่อความไม่สงบ ดังเช่น ในบทความ Insurgency--What's in a Name? ได้แบ่งรูปแบบของการก่อความไม่สงบออกเป็น 6 ประเภท [6] คือ

            • การต่อต้านโดยไม่ใช้ความรุนแรง (Non – Violent Resistance) : เป็นการก่อความสงบโดยไม่ใช้ความรุนแรงเป็นหลัก มีวัตถุประสงค์เพื่อเรียกร้องให้ประชาชนสนับสนุนและแสดงให้เป็นถึงการปฏิเสธนโยบาย กฏหมาย หรืออำนาจรัฐ ในบทความ Insurgency--What's in a Name? ได้แบ่งลักษณะของการต่อต้านโดยไม่ใช้ความรุนแรงออกเป็น 3 ลักษณะคือ [7] 1) การประท้วง – คือการออกมารวมตัวกันของกลุ่มคนเพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง 2) การไม่ให้ความร่วมมือ – เป็นการดำเนินการของกลุ่มคนที่ปฏิเสธการร่วมมือ เช่น การนัดหยุดงาน หรือ การทำงานให้ช้าลง เพื่อเรียกร้องให้เห็นความสนใจและนำไปสู่การต่อรองต่างๆ และ 3) การแทรกแซง – เป็นการดำเนินการของกลุ่มคนที่แสดงออกโดยการนั่งเฉยๆ การกีดขวางของกลุ่มคน การบุกรุกเข้าไปในพื้นที่ที่ห้วงห้าม เป็นต้น

            • การยึดอำนาจรัฐด้วยการทำ รัฐประหาร (Coup) : การทำรัฐประหารเป็นการใช้กำลังทหารหรือตำรวจ เข้ายึดครองอำนาจ และทำการเปลี่ยนแปลงผู้มีอำนาจ มีขั้นตอนการดำเนินการ 3 ขั้น ได้แก่ 1) การยึดอำนาจจากกลุ่มเก่าโดยกำลังทหารหรือตำรวจ 2) ผู้ที่มีอำนาจแท้จริงแสดงตน ประกาศปลดอำนาจเก่าและก้าวเข้าสู่อำนาจ และ 3) สถาปนาความมั่นคงโดยการ จัดสรร แบ่งมอบ วางตัว ของกลุ่มอำนาจใหม่ และการทำรัฐประหารแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ 1) การทำรัฐประหารโดยกลุ่มเล็กๆ ที่ใกล้ชิดกับผู้บริหารประเทศ โดยเข้าควบคุมจับกุมตัวหรือสังหารผู้บริหารประเทศ และ 2) การทำรัฐประหารเมื่อ เกิดความขัดแย้งหรือความไม่พอใจของประชาชนอย่างรุนแรง และกองทัพตัดสินใจว่าถึงเวลาที่จะต้องเริ่มต้นใหม่ จึงนำไปสู่การทำรัฐประหาร และเมื่อทำการรัฐประหารแล้วก็จัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศใหม่ ซึ่งอาจจะมาจากประชาชน หรือตัวแทนจากกลุ่มอำนาจใหม่ก็ได้

            • การทำสงครามกองโจร (Guerrilla Warfare) : เป็นการปฏิบัติทางทหารและอย่างเป็นทหาร ซึ่งกระทำในดินแดนของข้าศึก หรือในเขตที่ข้าศึกยึดครอง โดยกำลังรบนอกแบบหรือกำลังไม่ตามแบบ (irregular forces) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกำลังในท้องถิ่น โดยกองโจรจะควบคุมดินแดนได้บางส่วน สำหรับการทำสงครามกองโจร ตามแนวคิดของ เหมาเจ๋อตุง จะแบ่งการดำเนินการของเป็น 3 ขั้น คือ 1) ขั้นรับ ในขณะที่มีกำลังน้อยกว่ากำลังของเจ้าหน้าที่รัฐ จะต้องดำเนินการแทรกซึมบ่อน ทำลาย และปลุกระดมทุกรูปแบบโดยดำเนินการทั้งในเมืองและชนบทเพื่อให้เกิดความแตก แยกในหมู่ประชาชนและข้าราชการ โดยชี้ให้เห็นถึงความอ่อนแอและความล้มเหลวของรัฐบาล สำหรับการสู้รบใช้แบบ จรยุทธ์ (Mobile Warfare) ซุ่มยิง ซุ่มโจมตี หรือยิงรบกวน 2) ขั้นยัน ในขั้นตอนนี้ฝ่ายที่ทำสงครามปฏิวัติ จะพยายามทำลายเศรษฐกิจของชาติทุก วิถีทาง และสร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้นในสังคม สำหรับในชนบทนั้นจะทำการสู้รบด้วยสงคราม จรยุทธ์เป็นหลัก ด้วยการต่อต้านกำลังป้องกันและปราบปรามฝ่ายรัฐบาลรวมทั้งเข้าครอบครอง พื้นที่ในชนบท บางแห่งเพื่อประกาศเป็นเขตปลดปล่อย และฐานที่มั่น และ 3) ขั้นรุก ขั้นนี้เป็นขั้นที่ฝ่ายปฏิวัติจะทำการรุกทางทหารและดำเนินสงครามจิตวิทยาอย่าง กว้างขวาง การเปิดสงครามรบพุ่งจะเป็น การใช้กำลังรบตามแบบ (Conventional Warfare) เพื่อให้ได้ชัยชนะในขั้นแตกหัก ยึดเมืองและทำการปฏิวัติล้มล้างการปกครองและยึดอำนาจรัฐ และบีบบังคับให้รัฐบาลต้อง ยอมจำนนในที่สุด

            • การก่อการจลาจล และการปฏิวัติ (Riot / Revolution) : การจราจลและปฏิวัติเป็นการก่อความไม่สงบที่มีลักษณะคลายกับสงครามกลางเมือง คือมีมวลชนขนาดใหญ่รวมตัวกันเคลื่อนไหววเพื่อที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง แต่มวลชนที่มารวมตัวกันนั้นอาจจะไม่สามารถที่ทำการควบคุมได้ และนำไปสู่การจลาจล สร้างความวุ่นวาย สับสน และเสียหายได้ ในกรณีที่มลวชนมีขนาดใหญ่มาก เมื่อสถานการณ์พัฒนาไปสู่การจลาจลแล้ว ก็มีการปราบปรามจากเจ้าหนาที่ของรัฐ ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่ามวลชนเจ้าหน้าที่รัฐเข้าปราบปรามโดยใช้ความรุนแรง ทำให้มวลชนมีเพื่อมมากขึ้นและนำไปสู่การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงระบอบได้

            • การก่อการร้าย (Terrorism) : การก่อการร้ายเป็นรูปแบบหนึ่งของการก่อความไม่สงบโดยลักษณะของการก่อการร้ายมี 3 ลักษณะได้แก่ 1) กลุ่มการก่อการร้ายใช้ความรุนแรงหรือ มีแนวโน้มจะใช้ความรุนแรง 2) ผู้เสียหายถูกเลือกโดยโอก่าสในการกระทำมากกว่าที่จะถูกเลือกโดยหลักเหตุผล และ 3) ผู้ก่อการร้ายมีวัตถุประสงค์ในการเผยแพร่ความกลัวและความสับสน นอกจากนี้ในบทความ Insurgency--What's in a Name? ได้แบ่งรูปแบบของการก่อการร้ายออกเป็น 5 แบบ ได้แก่ 1) การก่อการร้ายทางการเมือง (Political Terrorism) – ความกลัวถูกสร้างขึ้นเพื่อวัตถุระสงค์ทางการเมือง 2) การก่อการที่ไม่หวังผลทางการเมือง (Non-political Terrorism) – เป็นการก่อการร้ายที่มีวัตุประสงค์หลักที่ไม่ใช่ทางการเมือง 3) การกระทำที่คล้ายการก่อการร้าย (Quasi Terrorism) – เป็นกลุ่มที่ใช้เทคนิคของการก่อการร้าย เช่น การจับตัวประกันระหว่างการปล้นธนาคาร 4) การก่อการร้ายทางการเมืองอย่างจำกัด (Limited Political Terrorism) – การก่อการร้ายลักษณะนี้เป็นการดำเนินการภายใต้ข้อจำกัดทางการเมือง ไม่ประสงค์จะดำเนินการใดๆ ก็ตามที่กระทบต่ออำนาจรัฐในภาพรวมหรือโครงสร้างทางสังคม และ 5) รัฐก่อการร้าย (State Terrorism) – หมายถึงการควบคุมรัฐโดยใช้ความหวาดกลัว ตัวอย่างเช่น การใช้วิธีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของตนเองของ พลพต ในการควบคุมของกลุ่มเขนรแดง ในช่วงการต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์

            • การทำสงครามการเมือง (Civil War) : เป็นสงครามภายในกลุ่มคนที่มีวัฒนธรรม สัญชาติ หรือสังคมแบบเดียวกัน โดยมีจุดประสงค์เพื่อแย่งชิงอำนาจหรือดินแดน สงครามกลางเมืองอาจนับเป็นการปฏิวัติ (Revolution) ได้ในกรณีที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมครั้งใหญ่ภายในสังคมนั้นหลังจากสิ้นสุดสงคราม
จากการเปลี่ยนแปลงนี้เองทำให้นักการทหารและนักยุทธศาสตร์ทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงแห่งชาติ จะต้องคำนึงถึง รูปแบบที่พัฒนาการเปลี่ยนไปตามห้วงเวลา ดังเช่นสถานการณ์ปัจจุบันใน ซึ่งไม่สามารถละเลยได้ว่า ปัญหาความวุ่นวายและแตกแยกทางการเมือง นั้นได้ถูกพัฒนาไปโดยใช้แนวความคิดของการก่อความไม่สงบยุคใหม่ที่ใช้ประชาชน เข้ามาเป็นส่วนขับเคลื่อนแทนกองกำลังติดอาวุธ การดำเนินการเช่นนี้เป็นสิ่งที่ทั้งกลุ่มเสื้อเหลืองและเสื้อแดงต่างก็ใช้ในลักษณะเดียวกัน

        โดยแนวความคิดในในปัจจุบันสำหรับการก่อความไม่สงบเพื่อที่จะนำไปสู่การล้มล้างอำนาจรัฐนั้น สามารถแสดงได้ตามภาพที่ 1 และสามารถอธิบายได้พอสังเขปดังนี้

 

ภาพที่ 1 แบบจำลองการก่อความไม่สงบในยุคหลังสงครามเย็น

        ความขัดแย้งจะเป็นสิ่งที่พัฒนาสถานการณ์ให้ไปสู่สถานการณ์ขั้นการต่อต้านโดยไม่ใช้ความรุนแรง ซึ่งถ้าการเคลื่อนไหวดังกล่าวบรรลุวัตถุประสงค์สถานการณ์จะพัฒนาไปสู่ขั้นการยุติสถานการณ์ แต่ถ้าไม่บรรลุวัตถุประสงค์และกลุ่มที่เรียกร้องไม่มีกำลังและประชาชนสนับสนุนอย่างเพียงพอ สถานการณ์อาจจะวนกลับมาสู่ขั้นเดิมคือขั้นการต่อต้านโดยไม่ใช้ความรุนแรง หรืออาจจะถูกพัฒนาไปสู่ขั้นการจราจลและอาจนำไปสู่การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงล้มล้างอำนาจรัฐได้ และจะพัฒนาไปสู่ขั้นการยุติสถานการณ์ แต่ถ้าไม่บรรลุวัตุประสงค์ตามที่กลุ่มตัวเองต้องการและรัฐเข้ายุติปราบปรามจราจลสถานการณ์อาจจะกลับไปสู่สถานการณ์ขั้นการต่อต้านโดยไม่ใช้ความรุนแรง หรือขั้นการจลาจลอีกรอบ แต่ถ้าประชาชนยังให้การสนับสนุนสถานการณ์จะถูกพัฒนาไปสู่ขั้นการทำสงครามกลางเมืองและจะเข้าสู่ขั้นการยุติสถานการณ์เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชนะ หรือทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่าจะยุติสถานการณ์ ในทางกลับกันถ้าขาดการสนับสนุนจากประชาชนอย่างเพียงพอและต่อเนื่องแล้วการจราจลจะพัฒนาไปสู่ขั้นการยุติสถานการณ์

        นอกเหนือจากสถานการณ์ขั้นจลาจลที่พัฒนามาจากสถานการณ์ขั้นการต่อต้านโดยไม่ใช้ความรุนแรง แล้วสถานการณ์ยังสามารถพัฒนาไปสู่ขั้นการทำรัฐประหารได้ถ้ากองทัพอยู่ข้างฝ่ายที่ทำการเรียกร้อง แต่หลังจากขั้นรัฐประหารแล้วสถานการณ์อาจจะพัฒนาไปสู่ขั้นสงครามกลางเมือง หรือ ขั้นการต่อต้านโดยไม่ใช้ความรุนแรง ได้ถ้ามีการต่อต้านจากประชาชน แต่ถ้าไม่มีการต่อต้านใดๆ สถานการณ์จะไปสู่ขั้นยุติสถานการณ์

        จากที่กล่าวมาในข้างต้นนั้นจะพบสถานการณ์ในปัจจุบันนั้นสังคมไทยยังคงตกอยู่ในความเสี่ยงไม่ว่าจะเป็นขั้นจราจล หรือ ปฏิวัติ หรือ ขั้นรัฐประหาร หรือ ขั้นการทำสงครามกลางเมือง ไปจนกว่าแต่ละฝ่ายในสังคมไทยจะหันหน้าเข้าหากัน มีภารดรภาพหรือความเอื้ออาทรต่อกัน และมีความรู้สึกร่วมกันว่าเราเป็นคนไทย ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนั้นสิ่งหลักๆ นั้นเกิดมาจากการแสวงหาอำนาจของนักการเมืองที่ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้ง นักการเมืองที่ต้องการจะให้พวกของตนเองได้ขึ้นมามีอำนาจ และนำประชาชนและความมั่นคงของชาติมาเป็นเครื่องมือในการเข้าสู่อำนาจ ซึ่งถ้านักการเมืองเหล่านั้นใช้เวทีทางการเมืองเป็นเส้นทางเข้าสู่อำนาจแล้ว ความรุนแรงและความขัดแย้งคงไม่เกิดขึ้นในสังคมไทย แต่ถ้านักการเมืองเหล่านั้นไม่ใช้เวทีการเมืองในการให้ได้มาซึ่งอำนาจแล้วการก่อความไม่สงบจึงถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ และวันนั้นสังคมไทยยังคงจะมีแต่ความขัดแย้ง ความวุ่นวาย ความสับสน ประเทศไทยคงไม่ได้เดินไปไหนมีแต่ถอยหลังและอาจจะล่มสลายในที่สุด ถ้านักการเมืองไม่ว่าจะฝ่ายไหนที่เห็นแต่ผลประโยชน์ส่วนตนและกลุ่มของตนเป็นที่ตั้ง

เชิงอรรถ
1. มีคนกล่าวว่าการสร้างสีขึ้นมาใหม่เช่น สีขาว จะยิ่งเป็นการสร้างความแตกแยกให้กับสังคมไทยมากขึ้น ในบทความนี้ขอกล่าวถึวคนที่ไม่ใช่กลุ่มเสื้อเหลืองและเสื้อแด้งว่าเป็นคนไม่มีสี
2. รส.หรือ คู่มือราชการสนาม เป็นเอกสารที่ใช้เป็นหลักนิยม (แนวคิด แนวทาง) ในการปฏิบัติการทางทหารต่างๆ และสำหรับ รส.100-20 พ.ศ.2540 นั้นที่พัฒนามาจาก Field Manual 100-20 International Defense and Development หรือ FM 100-20 ของกองทัพสหรัฐฯ ที่นำออกมาใช้ใน ปี พ.ศ.2517 ประกอบกับการต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์ของไทย ซึ่งกองทัพไทยพัฒนาเสร็จในปี พ.ศ.2540 หลังจากกองทัพสหรัฐฯ 23 ปี


อ้างอิง
[1] โรงเรียนเสนาธิการทหารบก “เอกสารจ่ายยืมประกอบการบรรยาย วิชา สงครามนอกแบบ ส่วนวิชาสงครามพิเศษ พ.ศ. 2541”, โรงพิมพ์กองอุปกรณ์การฝึกและศึกษา สถาบันวิชาการทหารบกชั้นสูง, 2541, หน้าที่ 3
[2] http://www.merriam-webster.com/dictionary/insurgency.
[3] http://www.army-technology.com/glossary/insurgency.html.
[4] http://paladin-san-francisco.com/inindex.htm.
[5] กองทัพบก “คู่มือราชการสนามว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามการก่อความไม่สงบ พ.ศ.2540 (รส.100-20)” โรงพิมพ์กรมยุทธศึกษาทหารบก, 2540.
[6] [4] op. cit.
[7] ibid.
 


 

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( วันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ.2552 )
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
| Tortaharn.net | Powered by Mambopixel.com |