|

< Download ฉบับ PDF
>
ท่ามกลางความขัดแย้งและแตกแยกอย่างรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคมไทยปัจจุบัน
คงเป็นความรู้สึกที่ยากจะบรรยายสำหรับคนไทยอีกหลายๆ คน
ประกอบกับสภาพเศรษฐกิจของโลกในปัจจุบันที่ส่งผลกระทบมายังประเทศไทยด้วยแล้วนั้น
ยิ่งทำให้เกิดความรู้สึกเลือนลางที่ประเทศไทยจะสามารถผ่านพ้นวิกฤตการณ์
และก้าวผ่านไปเป็นประเทศที่คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดี สิ่งต่างๆ
เหล่านี้ทำให้คนที่ไม่มีสี1 หลายๆ คน นั้นเฝ้ามองว่า
วันนี้คนไทยทุกคนมองไปที่ผลประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้งหรือว่ามองที่ผลประโยชน์ส่วนตนเป็นที่ตั้งกันแน่
และสิ่งที่ยิ่งส่งผลให้สถานการณ์ต่างๆ เลวร้ายลง
เมื่อต่างฝ่ายต่างพยายามปลูกฝังอุดมการณ์ความเชื่อในกลุ่มของตนผ่าน
เทคโนโลยีที่ทันสมัยอย่างเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Information &
Communication Tecnology : ICT)
โดยเทคโนโลยีเหล่านี้สามารถสื่อสารกกับประชาชนในทุกระดับได้อย่างรวดเร็วและทันที
และถือได้ว่าเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการหล่อหลอมอุดมการณ์ที่นำไปสู่การโค่นล่มอำนาจฝ่ายตรงข้าม
และการได้มาซึ่งอำนาจของฝ่ายตน การดำเนินการในลักษณะนี้จะเรียกว่าการก่อความไม่สงบ
(Insurgency)
เมื่อกล่าวถึงคำว่าการก่อความความไม่สงบแล้ว
หลายคนมักจะนึกไปถึงการใช่ความรุนแรงและกองกำลังติดอาวุธเป็นเครื่องมือในการดำเนินการ
แต่ความจริงแล้วการก่อความไม่สงบนั้นจะมีการดำเนินการในหลากหลายรูปแบบ
คำว่าการก่อความไม่สงบนั้นมีความหมายในลักษณะต่างๆ ดังนี้
พจนานุกรมศัพท์ทหาร
ได้บัญญัติคำจำกัดความของสงครามก่อความไม่สงบ ไว้ดังนี้
เป็นการต่อสู้ระหว่างรัฐบาลตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ
กับพวกก่อการไม่สงบที่ได้จัดตั้งขึ้นและได้รับการสนับสนุนเป็นประจำจากวงภายนอกให้ก่อการอย่างรุนแรงจากวงใน
เพื่อต่อต้านกิจกรรมการเมือง การสังคม การเศรษฐกิจ การทหาร และงานด้านพลเรือน
ทั้งนี้ด้วยจุดมุ่งหมายเพื่อก่อความพินาศให้แก่ทุกระบบภายในประเทศหรือจนกว่าจะโค่นล้มลงในที่สุด
[1]
โดยใน The Merriam-Webster Online
Dictionary ได้ให้คำจำกัดความไว้ดังนี้ a condition of revolt against a
government that is less than an organized revolution and that is not recognized
as belligerency [2] ซึ่งสามารถถอดเป็นใจได้ดังต่อไปนี้ การก่อความไม่สงบหมายถึง
เงื่อนไขที่กลุ่มต่อต้านรัฐบาลกระทำการต่อต้านรัฐบาล
โดยมีการจัดการในระดับที่น้อยกว่าการปฏิวัติ และ ยังมีลักษณะไม่เป็นภาวะสงคราม
ในเว็บ Army-Technology.com
ได้ให้ความหมายไว้ว่า A Insurgency is an operation that aims to overthrow an
existing regime, often using guerilla tactics. [3]
ซึ่งถอดใจความเป็นภาษาไทยได้ว่า
การก่อความไม่สงบเป็นการปฏิบัติการที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อล้มล้างระบอบในปัจจุบัน
ซึ่งโดยทั่วไปแล้วมักจะใช้ยุทธวิธีของกองโจร
ส่วน Mark Monday และ Gary Stubblefield ได้กล่าวถึงคำว่า Insurgency ในบทความชื่อ
Insurgency--What's in a Name? ดังนี้ An insurgency is usually directed at
changing the policies of the governing authority, the personnel of the
authority, or the governmental structure, by means not usually used in--or
sanctioned by--the existing system. [4] ซึ่งถอดใจความเป็นภาษาไทยได้ว่า
การก่อความไม่สงบโดยทั่วไปแล้วเป็นการกระทำที่มุ่งไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายของอำนาจรัฐ
บุคคลที่มีอำนาจหน้าที่ของรัฐ หรือ โครงสร้างในการบริหารจัดการที่มีอยู่ของรัฐ
โดยใช้เครื่องมือที่ไม่นิยมใช้ปฏิบัติกัน
นอกจากความหมายของการก่อความไม่สงบแล้ว
การกำหนดรูปแบบของการก่อความไม่สงบก็เป็นสิ่งสำคัญที่ควรทรบ
ในอดีตนั้นการก่อความไม่สงบจะมีรูปแบบในลักษณะของการใช้กองกำลังติดอาวุธเข้าก่อการ
ดังจะเห็นได้จาก ใน คู่มือราชการสนามว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามการก่อความไม่สงบ
พ.ศ.2540 (รส.100-20)2 ได้แบ่งรูปแบบการก่อความไม่สงบอออกเป็น 4 รูป [5] แบบได้แก่
การก่อความไม่สงบโดยการบ่อนทำลาย (Subversion Insurgency) :
คือการแทรกซึมเข้าไปฝังตัวในโครงสร้างทางการเมืองของประเทศ องค์กรทางสังคมต่าง ๆ
ทั้งภาครัฐ และเอกชน เพื่อหาทางการควบคุมโครงสร้างขององค์กรต่าง ๆ เหล่านั้น
และใช้การโฆษณาชวนเชื่อทำการยุยงให้ องค์กรต่าง ๆ เกิดความขัดแย้ง
และในบางองค์กรอาจก่อความไม่สงบขึ้น
รวมถึงการชักจูงให้บุคคลระดับสูงขององค์กรเหล่านั้นให้มาเป็นพวก
และจะดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อขยายแนวร่วมให้มากขึ้น
เมื่อใดก็ตามที่ฝ่ายก่อความสงบที่ฐานการสนับสนุนทางการเมืองที่มั่นคงแล้ว
จะเริ่มดำเนินการเรียกร้องต่อรัฐบาลในลักษณะที่ทางฝ่ายรัฐบาลไม่สามารถตอบสนองได้
จึงส่งผลให้การดำเนินการต่าง ๆ ของรัฐบาลมีความวุ่นวาย
ไม่สามารถดำเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์
การก่อความไม่สงบในรูปแบบนี้มักจะหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงโดยเปิดเผย
การก่อความไม่สงบโดยใช้แกนนำปฏิวัติ (Critical-Cell Insurgency) : คือการแทรกซึมไปในสถาบันต่าง ๆ ของรัฐบาลเพื่อทำลายโครงสร้างการบริหารภายในระบบ
ทั้งในทางลับและเปิดเผย เพื่อสร้างเงื่อนไขการปฏิวัติให้เกิดขึ้น
โดยดำเนินการบ่อนทำลายในทางทั้งในทางลับและเปิดเผย
และใช้ความรุนแรงดำเนินการในทางลับ และเมื่อสถานการณ์เอื้ออำนวย (รัฐบาลอ่อนแอและฝ่ายก่อความไม่สงบมีความเข้มแข็ง)
ฝ่ายก่อความไม่สงบจะเข้าทำการยึดอำนาจโดยกำลังติดอาวุธ
การก่อความไม่สงบโดยมุ่งเน้นมวลชน (Mass-Oriented Insurgency) : คือการสร้างความขัดแย้งที่ยาวนานกับฝ่ายรัฐบาล
โดยการจัดตั้งองค์กรมวลชนจากประชาชนส่วนใหญ่
ให้สนับสนุนการดำเนินงานของกลุ่มก่อความไม่สงบ
การจัดตั้งองค์กรมวลชนของการก่อความไม่สงบรูปแบบนี้จะมีโครงสร้างที่สลับซับซ้อน
เพราะจะมีส่วนที่เป็นกองโจรติดอาวุธ และองค์กรมวลชนที่ใช้ในการต่อสู้กับรัฐบาล
และมีการนำโดยการจัดตั้งรัฐบาลซ้อนขึ้นมา
เพื่อพร้อมที่จะเข้าเป็นรัฐบาลแทนรัฐบาลในปัจจุบัน
การก่อความไม่สงบแบบดั้งเดิม (Traditional Insurgency) :
มีรากฐานมาจากความไม่พอใจในรัฐบาลที่ดำเนินนโยบายในเรื่อง ความแตกต่างในชาติพันธุ์
ศาสนา วัฒนธรรม และ ประวัติศาสตร์ ที่ไม่เหมาะสม
ทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างชนกลุ่มที่เป็นกลุ่มน้อยต่าง ๆ กับชนกลุ่มใหญ่
การก่อความไม่สงบในรูปแบบนี้จะมุ่งเน้นในเรื่องของการแยกตัวจากการควบคุมของรัฐบาล
การแบ่งแยกดินแดน เพื่อปกครองตนเอง
โดยที่ไม่มีความต้องการที่จะครอบครองการปกครองทั้งหมดของประเทศ
มักจะนิยมใช้ความรุนแรงในการดำเนินการ
อย่างไรก็ตามการก่อความไม่สงบลักษณะนี้จะไม่มีโครงสร้างการจัดที่มีความชัดเจน
และการก่อความไม่สงบรูปแบบนี้จะยุติลงเมื่อทางฝ่ายรัฐบาลยินยอมให้กลุ่มก่อความไม่สงบแบ่งแยกตนเองออกไปปกครองกันเองไม่ขึ้นกับการปกครองของรัฐบาล
อย่างไรก็ดีกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกได้ก่อเกิดมุมมองและการพัฒนารูปแบบของการก่อความไม่สงบ
โดยขยายรูปแบบออกไปสู่การไม่ใช่ความรุนแรง และการไม่ใช้กองกำลังติดอาวุธหรือกองโจร
เข้าทำการก่อความไม่สงบ ดังเช่น ในบทความ Insurgency--What's in a Name?
ได้แบ่งรูปแบบของการก่อความไม่สงบออกเป็น 6 ประเภท [6] คือ
การต่อต้านโดยไม่ใช้ความรุนแรง (Non Violent Resistance) :
เป็นการก่อความสงบโดยไม่ใช้ความรุนแรงเป็นหลัก
มีวัตถุประสงค์เพื่อเรียกร้องให้ประชาชนสนับสนุนและแสดงให้เป็นถึงการปฏิเสธนโยบาย
กฏหมาย หรืออำนาจรัฐ ในบทความ Insurgency--What's in a Name?
ได้แบ่งลักษณะของการต่อต้านโดยไม่ใช้ความรุนแรงออกเป็น 3 ลักษณะคือ [7] 1)
การประท้วง
คือการออกมารวมตัวกันของกลุ่มคนเพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง 2)
การไม่ให้ความร่วมมือ เป็นการดำเนินการของกลุ่มคนที่ปฏิเสธการร่วมมือ เช่น
การนัดหยุดงาน หรือ การทำงานให้ช้าลง
เพื่อเรียกร้องให้เห็นความสนใจและนำไปสู่การต่อรองต่างๆ และ 3) การแทรกแซง
เป็นการดำเนินการของกลุ่มคนที่แสดงออกโดยการนั่งเฉยๆ การกีดขวางของกลุ่มคน
การบุกรุกเข้าไปในพื้นที่ที่ห้วงห้าม เป็นต้น
การยึดอำนาจรัฐด้วยการทำ รัฐประหาร (Coup) : การทำรัฐประหารเป็นการใช้กำลังทหารหรือตำรวจ เข้ายึดครองอำนาจ
และทำการเปลี่ยนแปลงผู้มีอำนาจ มีขั้นตอนการดำเนินการ 3 ขั้น ได้แก่ 1)
การยึดอำนาจจากกลุ่มเก่าโดยกำลังทหารหรือตำรวจ 2) ผู้ที่มีอำนาจแท้จริงแสดงตน
ประกาศปลดอำนาจเก่าและก้าวเข้าสู่อำนาจ และ 3) สถาปนาความมั่นคงโดยการ จัดสรร
แบ่งมอบ วางตัว ของกลุ่มอำนาจใหม่ และการทำรัฐประหารแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ 1)
การทำรัฐประหารโดยกลุ่มเล็กๆ ที่ใกล้ชิดกับผู้บริหารประเทศ
โดยเข้าควบคุมจับกุมตัวหรือสังหารผู้บริหารประเทศ และ 2) การทำรัฐประหารเมื่อ
เกิดความขัดแย้งหรือความไม่พอใจของประชาชนอย่างรุนแรง
และกองทัพตัดสินใจว่าถึงเวลาที่จะต้องเริ่มต้นใหม่ จึงนำไปสู่การทำรัฐประหาร
และเมื่อทำการรัฐประหารแล้วก็จัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศใหม่ ซึ่งอาจจะมาจากประชาชน
หรือตัวแทนจากกลุ่มอำนาจใหม่ก็ได้
การทำสงครามกองโจร (Guerrilla Warfare) :
เป็นการปฏิบัติทางทหารและอย่างเป็นทหาร
ซึ่งกระทำในดินแดนของข้าศึก หรือในเขตที่ข้าศึกยึดครอง
โดยกำลังรบนอกแบบหรือกำลังไม่ตามแบบ (irregular forces)
ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกำลังในท้องถิ่น โดยกองโจรจะควบคุมดินแดนได้บางส่วน
สำหรับการทำสงครามกองโจร ตามแนวคิดของ เหมาเจ๋อตุง จะแบ่งการดำเนินการของเป็น 3
ขั้น คือ 1) ขั้นรับ ในขณะที่มีกำลังน้อยกว่ากำลังของเจ้าหน้าที่รัฐ
จะต้องดำเนินการแทรกซึมบ่อน ทำลาย
และปลุกระดมทุกรูปแบบโดยดำเนินการทั้งในเมืองและชนบทเพื่อให้เกิดความแตก
แยกในหมู่ประชาชนและข้าราชการ โดยชี้ให้เห็นถึงความอ่อนแอและความล้มเหลวของรัฐบาล
สำหรับการสู้รบใช้แบบ จรยุทธ์ (Mobile Warfare) ซุ่มยิง ซุ่มโจมตี หรือยิงรบกวน 2)
ขั้นยัน ในขั้นตอนนี้ฝ่ายที่ทำสงครามปฏิวัติ จะพยายามทำลายเศรษฐกิจของชาติทุก
วิถีทาง และสร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้นในสังคม
สำหรับในชนบทนั้นจะทำการสู้รบด้วยสงคราม จรยุทธ์เป็นหลัก
ด้วยการต่อต้านกำลังป้องกันและปราบปรามฝ่ายรัฐบาลรวมทั้งเข้าครอบครอง พื้นที่ในชนบท
บางแห่งเพื่อประกาศเป็นเขตปลดปล่อย และฐานที่มั่น และ 3) ขั้นรุก
ขั้นนี้เป็นขั้นที่ฝ่ายปฏิวัติจะทำการรุกทางทหารและดำเนินสงครามจิตวิทยาอย่าง
กว้างขวาง การเปิดสงครามรบพุ่งจะเป็น การใช้กำลังรบตามแบบ (Conventional Warfare)
เพื่อให้ได้ชัยชนะในขั้นแตกหัก
ยึดเมืองและทำการปฏิวัติล้มล้างการปกครองและยึดอำนาจรัฐ และบีบบังคับให้รัฐบาลต้อง
ยอมจำนนในที่สุด
การก่อการจลาจล และการปฏิวัติ (Riot / Revolution) :
การจราจลและปฏิวัติเป็นการก่อความไม่สงบที่มีลักษณะคลายกับสงครามกลางเมือง
คือมีมวลชนขนาดใหญ่รวมตัวกันเคลื่อนไหววเพื่อที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง
แต่มวลชนที่มารวมตัวกันนั้นอาจจะไม่สามารถที่ทำการควบคุมได้ และนำไปสู่การจลาจล
สร้างความวุ่นวาย สับสน และเสียหายได้ ในกรณีที่มลวชนมีขนาดใหญ่มาก
เมื่อสถานการณ์พัฒนาไปสู่การจลาจลแล้ว ก็มีการปราบปรามจากเจ้าหนาที่ของรัฐ
ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่ามวลชนเจ้าหน้าที่รัฐเข้าปราบปรามโดยใช้ความรุนแรง
ทำให้มวลชนมีเพื่อมมากขึ้นและนำไปสู่การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงระบอบได้
การก่อการร้าย (Terrorism) :
การก่อการร้ายเป็นรูปแบบหนึ่งของการก่อความไม่สงบโดยลักษณะของการก่อการร้ายมี 3
ลักษณะได้แก่ 1) กลุ่มการก่อการร้ายใช้ความรุนแรงหรือ มีแนวโน้มจะใช้ความรุนแรง 2)
ผู้เสียหายถูกเลือกโดยโอก่าสในการกระทำมากกว่าที่จะถูกเลือกโดยหลักเหตุผล และ 3)
ผู้ก่อการร้ายมีวัตถุประสงค์ในการเผยแพร่ความกลัวและความสับสน นอกจากนี้ในบทความ
Insurgency--What's in a Name? ได้แบ่งรูปแบบของการก่อการร้ายออกเป็น 5 แบบ ได้แก่
1) การก่อการร้ายทางการเมือง (Political Terrorism)
ความกลัวถูกสร้างขึ้นเพื่อวัตถุระสงค์ทางการเมือง 2)
การก่อการที่ไม่หวังผลทางการเมือง (Non-political Terrorism)
เป็นการก่อการร้ายที่มีวัตุประสงค์หลักที่ไม่ใช่ทางการเมือง 3)
การกระทำที่คล้ายการก่อการร้าย (Quasi Terrorism)
เป็นกลุ่มที่ใช้เทคนิคของการก่อการร้าย เช่น การจับตัวประกันระหว่างการปล้นธนาคาร
4) การก่อการร้ายทางการเมืองอย่างจำกัด (Limited Political Terrorism)
การก่อการร้ายลักษณะนี้เป็นการดำเนินการภายใต้ข้อจำกัดทางการเมือง
ไม่ประสงค์จะดำเนินการใดๆ ก็ตามที่กระทบต่ออำนาจรัฐในภาพรวมหรือโครงสร้างทางสังคม
และ 5) รัฐก่อการร้าย (State Terrorism) หมายถึงการควบคุมรัฐโดยใช้ความหวาดกลัว
ตัวอย่างเช่น การใช้วิธีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของตนเองของ พลพต
ในการควบคุมของกลุ่มเขนรแดง ในช่วงการต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์
การทำสงครามการเมือง (Civil War) : เป็นสงครามภายในกลุ่มคนที่มีวัฒนธรรม สัญชาติ
หรือสังคมแบบเดียวกัน โดยมีจุดประสงค์เพื่อแย่งชิงอำนาจหรือดินแดน
สงครามกลางเมืองอาจนับเป็นการปฏิวัติ (Revolution)
ได้ในกรณีที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมครั้งใหญ่ภายในสังคมนั้นหลังจากสิ้นสุดสงคราม
จากการเปลี่ยนแปลงนี้เองทำให้นักการทหารและนักยุทธศาสตร์ทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงแห่งชาติ
จะต้องคำนึงถึง รูปแบบที่พัฒนาการเปลี่ยนไปตามห้วงเวลา ดังเช่นสถานการณ์ปัจจุบันใน
ซึ่งไม่สามารถละเลยได้ว่า ปัญหาความวุ่นวายและแตกแยกทางการเมือง
นั้นได้ถูกพัฒนาไปโดยใช้แนวความคิดของการก่อความไม่สงบยุคใหม่ที่ใช้ประชาชน
เข้ามาเป็นส่วนขับเคลื่อนแทนกองกำลังติดอาวุธ
การดำเนินการเช่นนี้เป็นสิ่งที่ทั้งกลุ่มเสื้อเหลืองและเสื้อแดงต่างก็ใช้ในลักษณะเดียวกัน
โดยแนวความคิดในในปัจจุบันสำหรับการก่อความไม่สงบเพื่อที่จะนำไปสู่การล้มล้างอำนาจรัฐนั้น
สามารถแสดงได้ตามภาพที่ 1 และสามารถอธิบายได้พอสังเขปดังนี้

ภาพที่ 1 แบบจำลองการก่อความไม่สงบในยุคหลังสงครามเย็น
ความขัดแย้งจะเป็นสิ่งที่พัฒนาสถานการณ์ให้ไปสู่สถานการณ์ขั้นการต่อต้านโดยไม่ใช้ความรุนแรง
ซึ่งถ้าการเคลื่อนไหวดังกล่าวบรรลุวัตถุประสงค์สถานการณ์จะพัฒนาไปสู่ขั้นการยุติสถานการณ์
แต่ถ้าไม่บรรลุวัตถุประสงค์และกลุ่มที่เรียกร้องไม่มีกำลังและประชาชนสนับสนุนอย่างเพียงพอ
สถานการณ์อาจจะวนกลับมาสู่ขั้นเดิมคือขั้นการต่อต้านโดยไม่ใช้ความรุนแรง หรืออาจจะถูกพัฒนาไปสู่ขั้นการจราจลและอาจนำไปสู่การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงล้มล้างอำนาจรัฐได้
และจะพัฒนาไปสู่ขั้นการยุติสถานการณ์
แต่ถ้าไม่บรรลุวัตุประสงค์ตามที่กลุ่มตัวเองต้องการและรัฐเข้ายุติปราบปรามจราจลสถานการณ์อาจจะกลับไปสู่สถานการณ์ขั้นการต่อต้านโดยไม่ใช้ความรุนแรง
หรือขั้นการจลาจลอีกรอบ
แต่ถ้าประชาชนยังให้การสนับสนุนสถานการณ์จะถูกพัฒนาไปสู่ขั้นการทำสงครามกลางเมืองและจะเข้าสู่ขั้นการยุติสถานการณ์เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชนะ
หรือทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่าจะยุติสถานการณ์
ในทางกลับกันถ้าขาดการสนับสนุนจากประชาชนอย่างเพียงพอและต่อเนื่องแล้วการจราจลจะพัฒนาไปสู่ขั้นการยุติสถานการณ์
นอกเหนือจากสถานการณ์ขั้นจลาจลที่พัฒนามาจากสถานการณ์ขั้นการต่อต้านโดยไม่ใช้ความรุนแรง
แล้วสถานการณ์ยังสามารถพัฒนาไปสู่ขั้นการทำรัฐประหารได้ถ้ากองทัพอยู่ข้างฝ่ายที่ทำการเรียกร้อง
แต่หลังจากขั้นรัฐประหารแล้วสถานการณ์อาจจะพัฒนาไปสู่ขั้นสงครามกลางเมือง หรือ
ขั้นการต่อต้านโดยไม่ใช้ความรุนแรง ได้ถ้ามีการต่อต้านจากประชาชน
แต่ถ้าไม่มีการต่อต้านใดๆ สถานการณ์จะไปสู่ขั้นยุติสถานการณ์
จากที่กล่าวมาในข้างต้นนั้นจะพบสถานการณ์ในปัจจุบันนั้นสังคมไทยยังคงตกอยู่ในความเสี่ยงไม่ว่าจะเป็นขั้นจราจล
หรือ ปฏิวัติ หรือ ขั้นรัฐประหาร หรือ ขั้นการทำสงครามกลางเมือง
ไปจนกว่าแต่ละฝ่ายในสังคมไทยจะหันหน้าเข้าหากัน มีภารดรภาพหรือความเอื้ออาทรต่อกัน
และมีความรู้สึกร่วมกันว่าเราเป็นคนไทย
ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนั้นสิ่งหลักๆ
นั้นเกิดมาจากการแสวงหาอำนาจของนักการเมืองที่ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้ง
นักการเมืองที่ต้องการจะให้พวกของตนเองได้ขึ้นมามีอำนาจ
และนำประชาชนและความมั่นคงของชาติมาเป็นเครื่องมือในการเข้าสู่อำนาจ
ซึ่งถ้านักการเมืองเหล่านั้นใช้เวทีทางการเมืองเป็นเส้นทางเข้าสู่อำนาจแล้ว
ความรุนแรงและความขัดแย้งคงไม่เกิดขึ้นในสังคมไทย
แต่ถ้านักการเมืองเหล่านั้นไม่ใช้เวทีการเมืองในการให้ได้มาซึ่งอำนาจแล้วการก่อความไม่สงบจึงถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ
และวันนั้นสังคมไทยยังคงจะมีแต่ความขัดแย้ง ความวุ่นวาย ความสับสน
ประเทศไทยคงไม่ได้เดินไปไหนมีแต่ถอยหลังและอาจจะล่มสลายในที่สุด
ถ้านักการเมืองไม่ว่าจะฝ่ายไหนที่เห็นแต่ผลประโยชน์ส่วนตนและกลุ่มของตนเป็นที่ตั้ง
เชิงอรรถ
1. มีคนกล่าวว่าการสร้างสีขึ้นมาใหม่เช่น สีขาว
จะยิ่งเป็นการสร้างความแตกแยกให้กับสังคมไทยมากขึ้น
ในบทความนี้ขอกล่าวถึวคนที่ไม่ใช่กลุ่มเสื้อเหลืองและเสื้อแด้งว่าเป็นคนไม่มีสี
2. รส.หรือ คู่มือราชการสนาม เป็นเอกสารที่ใช้เป็นหลักนิยม (แนวคิด แนวทาง)
ในการปฏิบัติการทางทหารต่างๆ และสำหรับ รส.100-20 พ.ศ.2540 นั้นที่พัฒนามาจาก Field
Manual 100-20 International Defense and Development หรือ FM 100-20
ของกองทัพสหรัฐฯ ที่นำออกมาใช้ใน ปี พ.ศ.2517
ประกอบกับการต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์ของไทย ซึ่งกองทัพไทยพัฒนาเสร็จในปี
พ.ศ.2540 หลังจากกองทัพสหรัฐฯ 23 ปี
อ้างอิง
[1] โรงเรียนเสนาธิการทหารบก เอกสารจ่ายยืมประกอบการบรรยาย วิชา สงครามนอกแบบ
ส่วนวิชาสงครามพิเศษ พ.ศ. 2541, โรงพิมพ์กองอุปกรณ์การฝึกและศึกษา
สถาบันวิชาการทหารบกชั้นสูง, 2541, หน้าที่ 3
[2] http://www.merriam-webster.com/dictionary/insurgency.
[3] http://www.army-technology.com/glossary/insurgency.html.
[4] http://paladin-san-francisco.com/inindex.htm.
[5] กองทัพบก คู่มือราชการสนามว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามการก่อความไม่สงบ
พ.ศ.2540 (รส.100-20) โรงพิมพ์กรมยุทธศึกษาทหารบก, 2540.
[6] [4] op. cit.
[7] ibid.
|