|

< Download ฉบับ PDF
>
๑. กล่าวนำ
ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์มายาวนานหลายร้อยปี
การพัฒนาการจากในอดีตจนอยู่รอดปลอดภัยมาเป็นประเทศไทยในปัจจุบัน
นั้นจะเผชิญกับภัยคุกคามด้านต่าง ๆ มานับครั้งไม่ถ้วน
แต่ก็ด้วยความสามารถอันชาญฉลาดและแยบยลของบรรพชนในอดีตที่นำพาประเทศชาติรอดพ้นจากภัยคุกคามต่าง
ๆ ที่กำลังเผชิญในขณะนั้นมาได้ โดยการกำหนดวิเทโศบายที่เหมาะสม
ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับ ภัยคุกคามรูปแบบใหม่ (Non-Traditional Threat)
ควบคู่ไปกับ ภัยคุกคามรูปแบบเดิม (Traditional Threat)
ดังจะเห็นได้จากปรากฏการสำคัญภายหลังจากการยุติลงของสงครามเย็นพร้อม ๆ
กับการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ในช่วงพุทธศักราช ๒๕๓๔ ที่ผ่านมา
ได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากในด้านต่าง ๆ
ทำให้สภาวะแวดล้อมโลกยุคหลังสงครามเย็นมีความยุ่งยาก วุ่นวาย สลับซับซ้อน
และเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มีความขัดแย้งรุนแรงแบบใหม่ ๆ เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก
มิติของความมั่นคงจึงมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญสามารถสรุปได้สังเขป ดังนี้
๑.๑ สภาวะแวดล้อมโลกกับการเปลี่ยนแปลง
๑.๑.๑
การไร้ขีดจำกัดในเรื่องของเวลากับสถานที่
ทั้งนี้เนื่องมาจากการเกิดของนวัตกรรมทางด้านโทรคมนาคมสื่อสารและข่าวสารสมัยใหม่
ทำให้โลกมีขนาดเล็กลง ส่วนต่างๆ
โดยเชื่อมต่อทำให้ข้อมูลข่าวสารสามารถไหลเวียนไปมายังส่วนต่าง ๆ
ได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น
๑.๑.๒
การล้มล้างเส้นแบ่งเขตเดิมและการกำหนดเส้นแบ่งเขตใหม่
เมื่อความกระชับแน่นระหว่างเวลากับสถานที่เกิดขึ้น
ข้อมูลข่าวสารที่ไหลเวียนไปมาในโลก ทำให้โลกเกิดความไม่มั่นคง เส้นหรือกรอบต่าง ๆ
ที่ได้ถูกขีดเส้นไว้ตั้งแต่ในอดีต ได้ถูกตั้งคำถามและนำไปสู่การลากเส้นแบ่งใหม่ ๆ
เพิ่มมากขึ้น เช่น การรวมกลุ่มของกลุ่มนาซีใหม่ (Neo Nazi)
ที่กระจัดกระจายตามที่ต่าง ๆ ในโลก โดยใช้การสื่อสารผ่านอินเตอร์เน็ต
ให้การแบ่งแยกกลุ่มนาซีใหม่นั้นไม่ได้จำกัดเฉพาะคนที่อยู่ในพื้นที่ภูมิศาสตร์เดียวกัน
แต่นววัตกรรมของเทคโนโลยีคมนาคมสื่อสาร
ทำให้เกิดการขีดเส้นแบ่งใหม่ตามความชอบหรือความเชื่อในสิ่งเดียวกัน
๑.๑.๓
การคุกคามของกระแสอัตลักษณ์และการต่อต้าน
จากการไร้ขีดจำกัดในเรื่องของระยะทางและเวลาได้ส่งผลให้ประเทศที่มีศักยภาพเหนือกว่าได้ดูดซับ
ตักตวงทรัพยากรจากประเทศที่อ่อนแอกว่าได้อย่างง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น
และสิ่งที่ตามมาที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงกับประเทศที่อ่อนแอกว่าคือ
ความพยายามที่จะครอบงำอัตลักษณ์ด้วยการรุกรานทางวัฒนธรรมที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตที่เป็นอัตลักษณ์ดั้งเดิม
ทำให้เกิดกระแสการต่อต้านจากกลุ่มทางสังคมในพื้นที่
เพื่อปกป้องวัฒนธรรมของตนเองไม่ให้ถูกกลืนไปกับวัฒนธรรมของประเทศที่มีศักยภาพสูง
๑.๑.๔
การเกิดขึ้นของสังคมฐานความรู้และสารสนเทศ
เมื่อข่าวสารข้อมูลไหลเวียนไปมาสะดวกในที่ต่าง ๆ ทำให้ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ
กลายมาเป็นปัจจัยพื้นฐานในการดำเนินการในเรื่องต่าง ๆ ทุกเรื่องในชีวิตประจำวัน
ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลที่ใช้ตั้งแต่ตื่นนอน จนถึงนอนหลับ
หรือข้อมูลที่ใช้ประกอบการตัดสินใจในกิจการต่าง ๆ ที่ดำเนินการ
ส่งผลให้สารสนเทศและความรู้กลายมาเป็นสินทรัพย์ที่จำเป็นถึงแม้จะสัมผัสไม่ได้ก็ตาม
๑.๑.๕
เกิดการเคลื่อนไหวทางสังคมใหม่
เนื่องจากกระแสโลกาภิวัตน์ได้ส่งผลตามมาคือความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในรูปแบบต่าง ๆ
ทั้งความขัดแย้งทางด้านการเมือง การปกครอง หรือแม้กระทั่งความขัดแย้งทางสังคม
และความขัดแย้งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ไม่สามารถแก้ไขได้โดยลำพัง เพราะปัญหาต่าง ๆ
มีความสลับซับซ้อน ต้องอาศัยความร่วมมือจากฝ่ายต่าง ๆ โดยใช้แนวทางสมานฉันท์
ทำให้เกิดแนวทางที่เรียกว่าการเมืองภาคประชาชนตามมา
๑.๑.๖
การก่อการร้ายสากลและความเปราะบางทางการเมือง
โดยการก่อการร้ายและการทำสงครามเพื่อต่อต้านการก่อการร้ายถือได้ว่าเป็นวาระของโลก
เพราะข้อมูลข่าวสารที่ไหลเวียนไปมาอย่างรวดเร็วด้วยความรวดเร็วไม่ว่าผู้ส่งสาร
และผู้รับสารจะอยู่ที่ใดในโลก ทำให้กลุ่มก่อการร้ายที่ใช้ความรุนแรงเป็นอาวุธ
อาศัยช่องทางจากความก้าวหน้าในระบบโทรคมนาคมสื่อสารทำการเผยแพร่ความรุนแรงที่เกิดอย่างแพร่หลาย
ได้ก่อให้เกิดหวาดกลัวในสังคมทั่วไป
และรวมไปถึงการเคลื่อนไหวที่อาจก่อให้เกิดความรุนแรงในสังคมไทย
๑.๑.๗
การเกิดขึ้นของทุนนิยมดอทคอมและความเปราะบางทางเศรษฐกิจ
นวัตกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งอินเตอร์เน็ต (Internet)
ได้ส่งผลให้เกิดการพาณิชย์อิเลคทรอนิคส์ (e-Commerce) ตามมา
และอินเตอร์เน็ตยังก่อเกิดระบบเศรษฐกิจที่เรียกว่า เศรษฐกิจใหม่ (New Economy)
โดยในเศรษฐกิจใหม่นั้นผู้ค้าและผู้ซื้อสามารถทำธุรกรรมได้ตลอดเวลาหรือที่เรียกว่า
สามารถขายของได้ ๒๔ ชั่วโมง ๗ วัน (๒๔/๗)
และผู้ค้าสามารถกำหนดกลุ่มของลูกค้าเป้าหมายของตนเองได้ (Niche Market)
ตามความเฉพาะของกลุ่มลูกค้าและความสามารถของผู้ค้าเอง
นอกเหนือจากการพาณิชย์อิเลคทรอนิคส์ที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสภาวะแวดล้อมและโครงสร้างทางสังคมแล้ว
การเกิดขึ้นของทุนนิยมยังส่งผลให้เกิดการแข่งขันกันที่รุนแรงตามกรอบแนวคิดของการค้าเสรี
และนำไปสู่ความเปราะบางทางเศรษฐกิจตามมาอีกด้วย
๑. ๒ ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลง
การเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคหลังสงครามเย็นได้ส่งกระทบต่อกิจการความมั่นคงแห่งชาติของประเทศต่าง
ๆ ๓ ประการคือ
๑.๒.๑
แนวความคิดในเรื่องของอำนาจอธิปไตย
จากอำนาจอธิปไตยที่เคยมีความเด็ดขาดเหนืออาณาเขตมาตั้งแต่สนธิสัญญาเวสฟาเลีย เมื่อ
ค.ศ.๑๖๔๘ (พ.ศ.๒๑๙๑) สู่อำนาจอธิปไตยแบบจักรวรรดิข้ามอาณาเขตรัฐชาติ
และได้พัฒนาไปสู่อำนาจอธิปไตยแบบจักรวรรดิข้ามอาณาเขตรัฐชาติแบบใหม่ในกระโลกาภิวัตน์อย่างในกรณีของการยึดครองอัฟกานิสถานและอิรักของสหรัฐเอมริกาที่ผ่านมา
การใช้อำนาจอธิปไตยในรูปแบบใหม่ในยุคโลกไร้พรมแดน
นี้ทำให้เกิดการท้าทายและถูกตั้งคำถามอย่างมาก
และสิ่งที่ตามมาคือบทบาทที่สำคัญของอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนตามแนวคิดของรัฐชาติได้ถูกลดบทบาทลง
แต่องค์กรเหนือชาติ อย่างเช่น สหประชาชาติกลับมามีบทบาทมาขึ้นในเวทีโลก
๑.๒.๒
ระบบรัฐ-ชาติที่ถูกท้าทายโดยกระแสโลกาภิวัตน์
เมื่อระบบรัฐชาติได้ถูกท้าทายจากประแสโลกาภิวัตน์อย่างมาก และในทำนองกลับกัน
การเพิ่มบทบาทของตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐ (Non-state Actors) อย่างเช่น องค์กรอิสระต่าง
ๆ กลับกลายมาเป็นกลุ่มมีที่บทบาทในการ ต่อรอง ต่อต้าน ขัดขืน
และท้าทายอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนของรัฐ
และนำไปสู่การเคลื่อนไหวเรียกร้องของภาคประชาชนทั่วโลก
ซึ่งนำไปสู่แนวคิดเรื่องประชาสังคมโลกและถือเป็นการถ่วงดุลอำนาจของรัฐชาติและจักรวรรดิ
๑.๒.๓
การแยกความแตกต่างระหว่างรัฐบาลและการบริหารจัดการ คำว่ารัฐบาล (Government)
เป็นรูปแบบการบริหารจัดการภาคสาธารณะที่กระทำบนพื้นฐานของอาณาเขตและพื้นที่ของของประเทศตามแนวคิดในสนธิสัญญาเวสฟาเลีย
ที่ว่ารัฐบาลคือรูปแบบการบริหารจัดการของรัฐชาติสมัยใหม่ที่เน้นความมั่นคงทางการเมืองภายในและความปลอดภัยจากภัยคุกคามภายนอกประเทศ
แต่เมื่อกระแสโลกาภิวัตน์ได้ส่งผลให้แนวคิดในเรื่องการบริหารจัดการภาคสาธารณะนั้นมีความเกี่ยวข้องกับภาคส่วนต่าง
ๆ จำนวนมาก ในปัจจุบัน การแยกกรอบของการบริหารจัดการนั้นจะต้องเปลี่ยนแปลงไป
ซึ่งสามารถใช้คำศัพท์ภาษาอังกฤษว่า Governance (การบริหารจัดการ)
ทั้งนี้การบริหารจัดการ (governance) จะเป็นการนำแนวคิดใหม่ ๆ ทางการจัดการมาใช้
โดยการบริหารจัดการนี้จะต้องกระทำบนพื้นฐานของความไว้วางใจ การร่วมมือประสานงาน
และการปรับตัวมากกว่าการสั่งการให้ปฏิบัติตามกฎหมาย
การบริหารจัดการสมัยใหม่นี้จะมุ่งไปสู่การบริหารจัดการภาคสาธารณะในโลกยุคหลังสงครามเย็นการบริหารจัดการจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่
๒ ประการคือ (๑) ความคิดเรื่องการบริหารจัดการระดับโลก และ (๒)
ความคิดในเรื่องของประชาสังคมโลก
ซึ่งทั้งสองการเปลี่ยนแปลงนี้จะช่วยให้สังคมโลกมีดุลยภาพระหว่างอำนาจรัฐ
และตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐ ในโลกหลังยุคสงครามเย็น
จากที่กล่าวมาในข้างต้นจะพบว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่กองทัพจะต้องมีการปรับเปลี่ยนกองทัพให้มีความเหมาะสมความสอดคล้องกับสภาวะการณ์ที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
เพื่อให้กองทัพไทยซึ่งเป็นหน่วยงานหลักของประเทศที่รับผิดชอบกิจการป้องกันประเทศมีทิศทางในการปฏิบัติราชการและมีเป้าหมายในการดำเนินการที่ชัดเจน
อันนำไปสู่การปกป้องรักษาผลประโยชน์ของชาติในมิติต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ประสิทธิผล และเป็นรูปธรรม และการเปลี่ยนแปลงนี้เองได้นำไปสู่
การพัฒนากองทัพสู่ความทันสมัย หรืออีกนัยหนึ่งคือแนวคิดของ การปฏิวัติกิจการทหาร
(Revolutionary Military Affair : RMA)
เพื่อรองรับและปรับเปลี่ยนกองทัพให้สามารถแผชิญกับภัยคุกคามในรูปแบบต่างๆ
ที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
๒. การเปลี่ยนแปลง การบริหารจัดการ และการปฏิวัติกิจการทหาร
๒.๑ นวัตกรรมที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
การทำสงครามเป็นสิ่งที่มีมาคู่กับมนุษยชาติ
เราจะพบว่าเทคโนโลยีเป็นปัจจัยหลักที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของการดำเนินสงคราม
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันเทคโนโลยีมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็วจึงส่งผลให้กิจการทหารของประเทศต่าง
ๆ ทั่งโลกโดยเฉพาะประเทศที่มีศักยภาพอย่าง สหรัฐ ฯ ฝรั่งเศส จีน ฯลฯ
พยายามนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ
เข้ามาใช้ในกองทัพเพื่อก่อให้เกิดความได้เปรียบในการรักษาผลประโยชน์ของชาติตน
การนำเทคโนโลยีมาผสมผสานประยุกต์ใช้งานในกิจการทหารจึงถือได้ว่าเป็นการเพิ่มศึกยภาพให้กับกองทัพ
ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีจะไม่ใช่สิ่งที่จะสามารถบ่งชี้ชัยชนะได้
แต่อย่างน้อยก่อให้เกิดความได้เปรียบต่อฝ่ายตรงข้ามถ้าอีกฝ่ายหนึ่งมีเทคโนโลยีที่เหนือกว่า
ดังนั้นเมื่อไรก็ตามที่เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลง
สิ่งที่ตามมาคือการเปลี่ยนแปลงในกองทัพ เช่น
ความรู้ความสามารถในการหล่อโลหะและการค้นพบดินปืนทำให้อัศวินในยุคกลางที่ใส่ชุดเกราะใช้ดาบเข้าทำการรบ
หายไป หรือ
การเกิดขึ้นของเทคโนโลยีการบินทำให้มิติของสนามรบเปลี่ยนแปลงอีกทั้งยังกำหนดโฉมใหม่ของสงคราม
หรือ การเปลี่ยนแปลงจากหลอดสูญญากาศในยุคแรก ๆ ของคอมพิวเตอร์
ไปเป็นเซมิคอนดักเตอร์อย่างที่ใช้ในปัจจุบัน
ส่งผลให้ระบบอาวุธในกองทัพจะมีขนาดเล็กลงสามารถประมวลผลได้เร็วขึ้น
จากตัวอย่างที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญในกิจการทหาร นวัตกรรมใด ๆ
ของเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นย่อมส่งผลให้เกิด แนวคิดใหม่ ๆ ในการดำเนินสงคราม
ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาการ (evolution) หรือการปฏิวัติเปลี่ยนแปลง (revolution)
การเปลี่ยนแปลงในกองทัพที่เกิดจากเทคโนโลยีนั้นจะครอบคลุมถึง ระบบอาวุธ (weapon
systems) ที่ใช้ในการสู้รบ และแนวคิดในการทำสงครามใหม่ ๆ (new operational
concepts) อย่างเช่น สงครามศูนย์รวมเครือข่าย (network-centric warfare)
ปฏิบัติการบนบรรทัดฐานของประสิทธิผล (effects-based operations) กองกำลังตอบโต้เร็ว
(rapid reaction forces) ฯลฯ
นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยียังส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างกองทัพเช่น
การปรับกองทัพเพื่อรองรับงานทางด้านการพัฒนา
การจัดตั้งหน่วยงานที่รับผิดชอบงานต่อต้าน/ตอบโต้การก่อการร้ายสากล
การจัดตั้งหน่วยบัญชาการรวมเพื่อรองรับแนวคิดในการปฏิบัติการทางทหารร่วม (Joint
Warfare) ฯลฯ
เมื่อเทคโนโลยีมีผลกระทบต่อกิจการทหาร
กรอบของแนวคิดที่จะนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้งานของประเทศต่าง ๆ
จะมีลักษณะดังต่อไปนี้
(๑)
รูปแบบของภัยคุกคามและสภาวะแวดล้อมมีการเปลี่ยนแปลง
เทคโนโลยีที่จะนำมาใช้งานต้องสามารถช่วยให้กองทัพมีความอ่อนตัว (flexibility)
มีความสามารถรอบตัว (versatile) มีความคล่องแคล่วว่องไว (agile)
เพื่อรองรับกับภารกิจที่หลายในปัจจุบันและอนาคต
(๒)
รูปแบบของการรบในปัจจุบันและอนาคตมีลักษณะเป็นการปฏิบัติการทางทหารร่วม (Joint
Warfare)
กำลังทางอากาศหรือกำลังทางเรือที่ให้การสนับสนุนหน่วยกำลังภาคพื้นที่เข้าทำการรบต้องอาศัยเทคโนโลยีที่ช่วยให้เกิดความแม่นยำ
(precision) ในการโจมตี
เพราะฉะนั้นเทคโนโลยีที่นำมาประยุกต์ใช้งานต้องเป็นเทคโนโลยีที่ก่อให้เกิดความแม่นยำ
(๓)
สารสนเทศเป็นสิ่งสำคัญในปัจจุบันที่สามารถกำหนดทิศทางของการรบ
การได้มาซึ่งสารสนเทศเป็นสิ่งที่จำเป็นดังนั้นเทคโนโลยีที่จะนำมาใช้งานจะต้องช่วยให้กระบวนการผลิตสารสนเทศมีประสิทธิภาพ
ไม่ว่าจะเป็น การรวบรวมข่าวกรองและข้อมูล การจัดเก็บและประมวลผล
การสนับสนุนการตัดสินใจ การแจกจ่ายและนำไปใช้งาน
(๔)
การเคลื่อนย้ายกำลังทหารและสิ่งอุปกรณ์ทางทหารเป็นสิ่งที่ช่วยให้การรบเป็นไปตามแผนที่วางไว้
เพราะฉะนั้นเทคโนโลยีจะต้องเข้ามาช่วยเหลือในเรื่องของการส่งกำลังบำรุง (Logistic
and Support) สำหรับการดำเนินการเหล่านี้ในภาคธุรกิจจะเรียกว่าการจัดการโซ่อุปทาน
(Supply Chain Management)
ซึ่งได้มีการพัฒนารูปแบบในการดำเนินการที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
และในบางเรื่องสามารถดำเนินการได้ดีกว่ากองทัพเพราะว่าสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วโดยมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่ากองทัพดำเนินการเองมาก
(๕)
ค่าใช้จ่ายเป็นสิ่งที่สำคัญเพราะการนำเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้งานและเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่มีค่าใช้จ่ายสูง
เพราะฉะนั้นการเลือกเทคโนโลยีจะต้องพิจารณาว่า
รัฐหรือกองทัพสามารถรองรับการนำเทคโนโลยีนั้นมาใช้งานได้
จากผลกระทบต่าง ๆ
และแนวความคิดในการเลือกเทคโนโลยีต่าง ๆ มาใช้งาน
กองทัพเองต้องมีความรู้ความเข้าใจประกอบกับมีการกำหนดแผนการดำเนินการที่ชัดเจน
เพราะเป็นการลงทุนด้วยงบประมาณที่สูง
สำหรับเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับกิจการทหารจะเทคโนโลยีเหล่านี้มีการกล่าวถึงในบทความเรื่อง
Technology, Transformation, and New Operational Concepts โดย เอลริฮู ซิเม็ท (Elihu
Zimet) และคณะ ตีพิมพ์ในวารสาร Defense Horizons ฉบับเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๕๔๖
ที่ผ่านมา
สำหรับเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงในกิจการทหารตามแนวคิดของเอลริฮูมีดังต่อไปนี้
เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology): เทคโนโลยีสารสนเทศ (IT)
ล้วนแต่ส่งผลกระทบที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการดำเนินสงคราม
โดยเทคโนโลยีสารสนเทศเปรียบเสมือนเครื่องมือช่วยในการส่งและรับข้อมูล การประมวลผล
และ การแจกจ่ายสารสนเทศเพื่อนำไปใช้งานให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและทันเวลา
การมีสารสนเทศและเทคโนโลยีสารสนเทศที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการทางสารสนเทศด้านต่าง
ๆ ของผู้ใช้งานในระดับต่าง ย่อมส่งผลให้กองทัพของฝ่ายเรามีความเหนือกว่าทางสารสนเทศ
และในปัจจุบันกองทัพต่าง ๆ
หลายประเทศเชื่อกันว่าการครองความเหนือกว่าทางสารสนเทศเป็นสิ่งที่ช่วยให้เกิดชัยชนะและสูญเสียน้อยในการเข้าทำสงคราม
การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการปฏิบัติการทางทหารในปัจจุบันมุ่งเน้นไปที่ระบบสารสนเทศที่เชื่อมต่อกันบนระบบเครือข่าย
เพราะการเชื่อมต่อกันจะช่วยให้ ข้อมูล ข่าวกรอง สารสนเทศ และองค์ความรู้
สามารถไหลเวียนไปมายังระบบต่าง ๆ ที่เชื่อมต่อได้ แนวความคิดเหล่านี้จะเรียกว่า
สงครามแบบใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง (Network Centric Warfare: NCW)
โดยระบบสารสนเทศและระบบเครือข่ายที่ต้องการจะมีคุณสมบัติดังนี้ (๑)
ความสามารถในการกู้คืนด้วยตัวเอง เคลื่อนที่ ไร้สาย ปรับแต่งง่าย และ ปลอดภัย (๒)
กระจายอย่างทั่วถึงด้วยความสามารถในการเคลื่อนที่พร้อมกับเชื่อมต่อด้วยเซนเซอร์ (๓)
กระจายเครื่องมือในการทำงานร่วมกันเพื่อใช้ในการตัดสินใจ (๔)
ประกันว่าสารสนเทศมีความสมบูรณ์ถูกต้องและน่าเชื่อถือ (๕)
สามารถตรวจตราและคาดการณ์สภาวะแวดล้อมของพื้นที่การรบได้
เทคโนโลยีทางด้านวัสดุ (Material Technology): ถึงแม้เทคโนโลยีทางด้านวัสดุใหม่
ๆ จะไม่ได้มีผลโดยตรงต่อการเปลี่ยนแปลงในกิจการทหาร
แต่เทคโนโลยีทางด้านวัสดุก็ถือเป็นรากฐานของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในกิจการทหาร
สำหรับเทคโนโลยีทางด้านวัสดุนั้นสามารถแบ่งได้เป็น ๒ ประเภท คือ (๑)
วัสดุทางการทำงาน (Functional Materials)
เทคโนโลยีของวัสดุประเภทนี้เป็นวัสดุหลักที่ใช้ในอุปกรณ์อิเลคโทรนิคส์ เช่น
ทรานซิสเตอร์ ใยแก้วนำแสง จอภาพ ฯลฯ
วัสดุประเภทนี้จะช่วยให้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และระบบเครือข่ายทำงานเร็วขึ้น รับ/ส่งคอมพิวเตอร์ได้เร็วขึ้น
มีประสิทธิภาพมากขึ้น และ (๒) วัสดุทางโครงสร้าง (Structural Materials)
เทคโนโลยีวัสดุประเภทนี้เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับโครงสร้างของตัววัสดุเช่น
การทำให้วัสดุมีความแข็งขึ้น เบาลง บางลง เล็กลง หรือ
เรื่องที่เกี่ยวกับนาโนเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีทางด้านวัสดุทั้ง ๒
ประเภทจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อระบบอาวุธ ระบบกานควบคุมบังคับบัญชา
และรูปแบบของการดำเนินกลยุทธ์อีกด้วย
เทคโนโลยีทางด้านพลังงานและการขับเคลื่อน (Energy and Propulsion Technology):
การพัฒนาเทคโนโลยีทางด้านพลังงานและการขับเคลื่อนมีส่วนสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงในการดำเนินสงคราม
สำหรับทศวรรษนี้จะให้ความสนใจกับ (๑) แหล่งพลังงานที่เบา เล็ก และใช้งานได้นาน
(compact, lightweight, long-lasting energy sources)
แนวความคิดที่จะใช้พลังงานอื่นทดแทนการใช้ผลิตภัณฑ์จากปิโตรเลียม
เป็นแนวคิดที่มีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา
การปฏิบัติการทางทหารมีความต้องการเทคโนโลยีแบตเตอร์รี่ที่น้ำหนักเบาใช้งานได้นาน
เพื่อลดปัญหาของการส่งกำลังบำรุง (๒) เทคโนโลยีการขับเคลื่อนชั้นสูงสำหรับ อากาศยาน
ขีปนาวุธ และ การเข้าสู่ห้วงอวกาศ (advance propulsion for aircraft, missiles, and
access to space) ความต้องการในการลดเวลาเดินทางของอากาศยาน หรือ ขีปนาวุธร่อน
(cruise missiles) เพื่อช่วยให้รอดพ้นจากการตรวจจับจากฝ่ายข้าศึก
เทคโนโลยีทางด้านขีดความสามารถของมนุษย์ (Human Performance Technology):
การทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์กับเทคโนโลยีเป็นสิ่งสำคัญ
การพัฒนาทักษะและความสามารถของมนุษย์จึงมีความสำคัญ
การมีเทคโนโลยีที่เหมาะสมสามารถช่วยฝึกฝนให้มนุษย์มีความชำนาญสามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ
(๑) การฝึกฝนในระบบเสมือนและการศึกษาแบบกระจาย (immersive virtual training and
distributed learning)
เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยพัฒนาให้มนุษย์หรือทหารมีทักษะในเรื่องต่างที่ไม่จำเป็นต้องเสี่ยงกับสถานการณ์จริง
หรือ ฝึกฝนให้เกิดความชำนาญก่อนที่จะไปฝึกกับยุทโธปกรณ์จริงที่มีค่าใช้จ่ายสูงเช่น
การขับเครื่องบินรบ (๒) การเพิ่มพูนขีดความสามารถของมนุษย์ (enhanced human
performance) เป็นสิ่งแนวคิดที่มุ่งพัฒนาในเรื่องของอารมณ์และร่างกาย
เพื่อให้ทหารสามารถปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ที่ยากลำบาก อันตราย กดดัน ฯลฯ
ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
เทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology):
การนำเทคโนโลยีชีวิภาพมาใช้ในกิจการทหารเป็นเรื่องที่มีมานาน
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอาวุธเชื่อโรค การรักษาบาดแผลจากการสู้รบ หรือ สงครามชีวภาพ
สำหรับทศวรรษนี้จะให้ความสนใจกับเรื่องของ (๑)
เทคโนโลยีเภสัชกรรมชั้นสูงและเวชกรรมป้องกัน (advanced military medicine and
protection)
เรื่องของยารักษาโรคและเวชกรรมป้องกันยังคงเป็นเรื่องที่มีการวิจัยอยู่ตลอดเวลา
ดังตัวอย่างเช่น การรักษาแผลบนร่างกายมนุษย์ให้เร็วขึ้นด้วยการรักษาภายใต้แสงจาก
LED (light-emitting diodes)
หรือการใช้วัสดุทางชีวะชลอการไหลของเลือดที่ออกจากบาดแผล เป็นต้น (๒)
ชีววิทยาที่ไม่เกี่ยวข้องกับเภสัชกรรม (nonmedical biotechnologies)
เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวัสดุและอุปกรณ์ตรวจจับในสนามรบ เช่น การใช้แบคทีเรีย
bacteriorhodopsin ในการดูดซับไมโครเวฟ ในย่าน X band
และสูงกว่าหรือทำเป็นหน่วยความจำ การพัฒนาอุปกรณ์ตรวจจับจากวัสดุชีวะ (biosensors)
ที่ใช้ในการตรวจจับอาวุธเคมีหรืออาวุธเชื้อโรค (๓) เทคโนโลยีการจำลองทางชีวะ (biomimetic
technologies) เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ ลักษณะของเทคโนโลยีนี้ได้แก่
การจำลองโซนาร์ชีวะ (biosonar) หรือ เรดาร์ชีวะ (bioradar) ที่มีอยู่ในสัตว์
เพื่อนำมาใช้เป็นอุปกรณ์การตรวจจับ
เทคโนโลยีระบบดัดแปลง (Derivative System Technology): เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการผสมผสานเทคโนโลยีที่แตกต่างหลากหลายเข้าด้วยกับเพื่อพัฒนาเป็นระบบแล้วนำมาใช้งาน
เช่น (๑) ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ ยานไร้คนขับ (automated system, robotics,
unmanned vehicles) เป็นเทคโนโลยีที่นำความรู้ทางด้านปัญญาประดิษฐ์ (artificial
intelligence, AI) มาผสมผสานกับแนวคิดในเรื่องระบบควบคุม (control system)
เพื่อพัฒนาระบบอาวุธใหม่ที่มีความฉลาด (smart weapon)
สามารถตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาได้ (๒) ระบบทางอวกาศ
(space-based systems) เป็นเทคโนโลยีที่จำเป็นสำหรับสงครามศูนย์รวมระบบเครือข่าย
(network centric warfare) ด้วยการใช้ห้วงอวกาศเพื่อให้หน่วยในระดับต่าง ๆ
สามารถติดต่อกันได้ (๓) บูรณาการยานกำเนิดไฟฟ้า ระบบควบคุมบังคับบัญชา และระบบอาวุธ
(Integrated electric vehicles, C4ISR, and weapons)
เป็นเทคโนโลยีที่ผสมผสานระบบอาวุธเข้ากับระบบควบคุมบังคับบัญชาและแหล่งพลังงานคลื่นไฟฟ้า
เข้าด้วยกัน และยังเลยไปถึงการพัฒนาในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสงครามอิเลคโทรนิคส์
(๔) กระสุนแม่นยำ (precision munitions)
เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาความแม่นยำของระบบอาวุธที่ผสมผสานเรื่องป้องกันการรบกวนจากสงครามอิเลคโทรนิคส์
จากเทคโนโลยีที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า มีการศึกษา/ค้นคว้า/วิจัย
เพื่อให้ได้มีซึ่งเทคโนโลยีใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา โดยเทคโนโลยีต่าง ๆ
ที่คิดค้นขึ้นมานั้นจะช่วยให้การดำเนินสงครามมีรูปแบบที่เปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นทั้ง
ระบบอาวุธกระสุน แนวคิดในการใช้กำลัง โครงสร้างกองทัพ และอื่น ๆ อีกมากมาย
แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่ทุกคนจะต้องตระหนักให้ดีว่า
ถ้ากองทัพใดมีเทคโนโลยีที่ดีเลิศแต่ทหารในกองทัพนั้นขาดจิตวิญญาณ
ก็ไม่ต่างอะไรกับกองทัพนั้นมีแต่เศษเหล็ก
สิ่งหนึ่งที่แม่ทัพนายกองทั้งหลายต้องพึงระลึกไว้เสมอว่าเทคโนโลยีไม่อาจทดแทนจิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์ได้
เพราะแค่มีดคัดเตอร์ไม่กี่เล่มยังสามารถถล่มตึกเวิลด์เทรดทั้งสองให้หายไปในพริบตาได้
เทคโนโลยีจึงเป็นเพียงเครื่องมือไม่ใช้สิ่งที่มาทดแทนความฉลาดของมนุษยชาติ
๒.๒ การบริหารการเปลี่ยนแปลง
เมื่อการล่มสลายของสหาภาพโซเวียตและการพังทลายลงของกำแพงเบอร์ลิน
เป็นสิ่งบ่งบอกถึงการสิ้นสุดลงของยุคสงครามเย็น
และขยับเขยื้อนเข้าสู่ยุคหลังสงครามเย็น (Post Cold War)
ที่ขับเคลื่อนโดยกระแสโลกาภิวัตน์ การค้าเสรี ระบอบประชาธิปไตย และนวัตกรรมสมัยใหม่
เช่น เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Information Communication Technology: ICT)
เทคโนโลยีนาโน (Nano-technology) เทคโนโลยีชีวภาพ (Bio-technology) และวัสดุศาสตร์
(Material Science) การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กร
และกระบวนการทำงานจึงเป็นเรื่องที่แต่ละองค์กรต้องกระทำ
เพื่อให้มีความเหมาะสมสอดคล้องกับสภาวะแวดล้อมทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป
ซึ่งกองทัพเองก็ไม่ต่างกันที่จะต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลง
โดยการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวต้องกระทำอย่างเหมาะสมเป็นขั้นเป็นตอนสอดคล้องต่อภัยคุกคามรูปแบบใหม่
การบริหารการเปลี่ยนแปลงสามารถกล่าวได้ว่าเป็นเรื่องสำคัญที่องค์กรจะต้องดำเนินการ
การเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ ในการบริหารการเปลี่ยนแปลงจึงเป็นเรื่องแรก ๆ
ที่องค์กรจะต้องตระหนักและให้ความสำคัญ สำหรับความหมายของกระบวนทัศน์ หรือ Paradigm
นั้นมาจากภาษากรีก paradigma หมายถึงแผนที่หรือตัวแบบเพื่อการทำความเข้าใจ [๑]
และเมื่อนำมาใช้ในทางการบริหารแล้ว
กระบวนทัศน์จะหมายถึงกรอบความคิดหรือกระบวนการที่เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปเกี่ยวกับองค์กร
กล่าวโดยรวมทั้งสมมุติฐานที่ไม่ได้บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร
แต่เป็นที่รับรู้เกี่ยวกับแนวปฏิบัติต่าง ๆ กัน
ซึ่งการที่จะเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์นั้นจะมีอยู่ 4 ขั้นตอน ได้แก่
ขั้นตอนที่ 1: ความล้มเหลวของสมมุติฐาน
ขั้นตอนที่ 2: ข้อเสนอหรือทางเลือกใหม่
ขั้นตอนที่ 3: การต่อต้านการเปลี่ยนแปลง
ขั้นตอนที่ 4: การยอมรับและนำไปประยุกต์ใช้
สำหรับกระบวนทัศน์เดิมในการบริหาร โดยทั่วไปแล้วองค์กรจะมีขนาดใหญ่
บริหารจัดการกันโดยการแบ่งแยกงานกันทำตามหน้าที่ มีลักษณะการบริหารที่สำคัญ 4
ประการได้แก่ [๒]
สายการบังคับบัญชาที่ยาว:
ในกรอบของกระบวนทัศน์เดิมนั้นจะให้ความสำคัญกับการมีสายการบังคับบัญชา (chain of
command) เพื่อที่จะได้ควบคุมได้มากที่สุด และมีช่วงการควบคุมที่แคบ (span of
control) เพื่อที่จะสามารถบริหารแบบรวมอำนาจ
การควบคุมจากส่วนกลาง: ในกระบวนทัศน์เดิมการรวบอำนาจตัดสินใจไว้ที่ส่วนกลางเพื่อให้สามารถควบคุมได้
ซึ่งส่งผลให้เกิดความล่าช้า แลไม่มีความยืดหยุ่นในระหว่างดำเนินการ
การแบ่งงานกันทำตามความชำนาญเฉพาะด้าน:
ในกระบวนทัศน์เดิมนั้นจะมองว่าแบ่งงานออกเป็นงานย่อย ๆ
แล้วแบ่งให้แต่ละส่วนทำตามความถนัดของบุคคล
ทำให้อาจส่งผลให้เกิดความล่าช้าและใช้ทรัพยากรอย่างไม่คุ้มค่า
เพราะแต่ะละคนพยายามที่จะใช้ทรัพยากรในส่วนงานของตนเองให้มากที่สุด
โดยลืมนึกถึงภาพรวมของงานทั้งหมด
ให้ความสำคัญด้านกับงบประมาณ:
โดยการตัดสินใจของผู้บริหารจะให้ความสำคัญจะรายรับที่เป็นตัวเงินมากกว่าผลประโยชน์ที่จะได้รับในรูปแบบอื่น
ๆ
เมื่อกระบวนทัศน์เดิมในการบริหารไม่ประสบความสำเร็จมีความล้มเหลวอย่างชัดเจนมากขึ้น
ทำให้องค์กรต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในสภาวะแวดล้อมใหม่
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีใหม่ ๆ การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ใหม่ในการบริหาร
จึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น โดยกระบวนทัศน์ใหม่ในการบริหารนั้นจะประกอบไปด้วย
การเน้นที่ผลสัมฤทธิ์ของงานและการปฏิบัติงาน:
ในกระบวนทัศน์ใหม่ของการบริหารนั้นจะให้ความสำคัญกับผลสัมฤทธิ์ของงาน
ด้วยการกำหนดมาตรฐานการทำงาน การวัดผลการปฏิบัติงาน และใช้ข้อมูล/สารสนเทศประกอบการปฏิบัติงาน
เป็นต้น
การบริหารโดยจัดการกระบวนการ:
ปัจจุบันกระบวนทัศน์ใหม่จะให้ความสำคัญกับกระบวนการทำงาน
เพราะจะเป็นการกำหนดขอบเขตของงานที่ชัดเจน มีการประเมิลผลของงาน
และมีการพัฒนาปรับปรุงกระบวนการทำงานอย่างต่อเนื่อง
เมื่อกำหนดมาตรฐานการทำงานใหม่และมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ให้ความสำคัญกับทรัพยากรมนุษย์:
ทรัพยากรมนุษย์ถือได้ว่าเป็นปัจจัยสำคัญเป็นอย่างมากในการบริหารจัดการสมัยใหม่
การใช้ประโยชน์อย่างสุงสุดจากบุคลากรอย่างเหมาะสมผ่านกระบวนการทำงานร่วมกันเป็นทีมเป็นสิ่งที่การบริหารจัดการสมัยใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
ภาวะผู้นำ: ในกระบวนทัศน์ใหม่จะให้ความสำคัญกับภาวะผู้นำ
เพราะเน้นการทำงานในลักษณะที่เป็นทีม
ซึ่งต้องอาศัยผู้นำที่มีความเป็นผู้นำสนับสนุนการทำงานเป็นทีม
โดยผู้นำจะต้องมีวิสัยทัศน์ มียุทธศาสตร์
สามารถกำหนดทิศทางในการดำเนินงานให้กับสมาชิกในทีมได้อย่างเหมาะสม
ระบบและโครงสร้าง:
เมื่อกระบวนทัศน์ใหม่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการจัดโครงสร้างตามหน้าที่
แต่ให้ความสำคัญกับการทำงานในลักษณะเป็นทีม
ดังนั้นโครงสร้างขององค์กรในกระบวนทัศน์ใหม่จะต้องสอดคล้องกับลักษณะหรือกระบวนการของการทำงาน
วัฒนธรรมองค์กร: ในกระบวนทัศน์ใหม่จะมองว่า วัฒนธรรม พฤติกรรม
และคววามสำเร็จขององค์กรเป็นเรื่องที่เกี่ยวโยงสัมพันธ์กัน
ทำให้วัฒนธรรมองค์กรมีผลต่อการกระบวนการทำงาน
วัฒนธรรมองค์กรที่มีสมรรถนะสูงจะช่วยให้องค์มีความสามารถในการปรับเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็วอันจะนำมาซึ่งความสำเร็จในระยะยาวขององค์กร
ปัจจุบันเมื่อกระบวนทัศน์ในการบริหารจัดการได้มีการเปลี่ยนแปลงไป
การที่จะทำงานในลักษณะเดิมอาจจะส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานขององค์กรลดลง
และประสบปัญหาในการดำเนินการในอนาคตอันใกล้ในที่สุด
การเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ในการบริหารนั้นเป็นเรื่องใหม่และมีการใช้อย่างแพร่หลายในภาคเอกชน
ส่วนภาครัฐนั้นก็เริ่มมีการนำมาใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงโครงสร้างระบบราชการ
อย่างไรก็ตามด้วยความที่หน่วยงานภาครัฐหรือระบบราชการเป็นหน่วยงานที่มีขนาด
การปรับเปลี่ยนสิ่งใดก็ตามย่อมที่จะประสบปัญหา โดยเฉพาะ
วัฒนธรรมองค์กรที่ก่อให้เกิดการต่อต้านกระบวนทัศน์ใหม่ ๆ ที่นำมาใช้งาน
ส่วนทางกองทัพเองก็ไม่มีความแตกต่างกับหน่วยงานราชการอื่น ๆ
ด้วยความที่เป็นหน่วยงานราชการขนาดใหญ่ การปรับเปลี่ยนใด ๆ
ก็ตามเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยเวลาและการดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอน
และเป็นเรื่องปกติที่กองทัพจะต้องเผชิญกับการต่อต้าน
จากกลุ่มที่ยึดมั่นในกระบวนทัศน์เดิมที่มีรากความคิดมาจากวัฒนธรรมองค์กรที่เคยปฏิบัติกันมา
สำหรับความแตกต่างระหว่างการบริหารงานกองทัพตามกระบวนทัศน์เดิมกับกระบวนทัศน์ใหม่นั้นสามารถแสดงได้ในตารางที่
๑
ตารางที่ ๑
เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างการบริหารงานกองทัพในรูปแบบเดิมกับรูปแบบใหม่

ดังที่กล่าวมาแล้วว่าปัญหาที่สำคัญของการบริหารการเปลี่ยนแปลงในกองทัพที่เกิดขึ้นมาจากวัฒนธรรมองค์กรที่หยั่งรากลึกมาพร้อม
ๆ กับการเกิดขึ้นเป็นประเทศไทย ทั้งนี้เพราะสถาบันทหารนั้นเกิดขึ้นมาพร้อม ๆ
กับประเทศไทย ทำให้จารีตประเพณีของทหาร (แบบธรรมเนียมทหาร)
ที่มีรูปแบบปฏิบัติสืบทอดต่อกันมายาวนาน การนำความคิดใหม่ ๆ
มาใช้ในกองทัพเป็นเรื่องที่ต้องผ่านกระบวนการต่าง ๆ มากมาย
ไม่สามารถดำเนินการตามที่ต้องการได้โดยง่าย
๒.๒ การปฏิวัติกิจการทหาร
ปัจจุบันสิ่งที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ในทุกสังคมนั้นคือ การถาโถมของกระแสโลกาภิวัตน์
ประกอบกับผลกระทบจากนวัตกรรมต่างๆ ที่มนุษยชาติได้คิดค้นขึ้น ทำให้วิธีคิด
การจัดองค์กร และกระบวนการทำงาน
กลายมาเป็นสิ่งจำเป็นขั้นพื้นฐานที่ทั้งบุคคลและหน่วยงานต่างๆ
ต้องปรับเปลี่ยนเพื่อให้มีขีดความสามารถเผชิญกับกระแสการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วได้
ซึ่งกองทัพเองก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงจากวัฎจักรดังกล่าวได้
ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้เกิดแนวคิดในเรื่อง การปฏิวัติในกิจการทหาร (Revolutiona
in Military Affairs : RMA)
การปฏิวัติกิจการทหาร นั้นเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ
แนวคิดที่สัมพันธ์กับสงครามที่จะเกิดขึ้นในอนาคต [๓]
โดยทั่วไปแล้วจะเป็นเรื่องที่มีความเชื่อมโยงกับเทคโนโลยีและโครงสร้างการจัดกองทัพ
โดยความจริงแล้วแนวคิดในเรื่องของ RMA เป็นเรื่องที่ไม่ได้เกิดขึ้นในสหรัฐฯ
แต่กลับไปเกิดที่กองทัพของสหภาพโซเวียต ในช่วงระหว่างทศวรรษต ๑๙๗๐ กับช่วงทศวรรษต
๑๙๘๐ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โดย จอมพล นิโคไล โอกาคอฟ (Marshall Nikolai Vasilyevich
Ogarkov) [๓] ผู้ที่มีชื่อเสียงรู้จักในเรื่องของการให้ความสำคัญกับ
การวิจัยพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์เป็นอย่างมาก [๔]
และด้วยแนวคิดนี้เองได้ส่งอิทธิพลให้กองทัพสหรัฐฯ
นำกลับมาพัฒนาปรับปรุงให้ความสำคัญกับการมุ่งพัฒนาการจัดกองทัพและเทคโนโลยี
นอกจากนี้แนวคิดของ RMA ได้แพร่กระจายไปยังกองทัพต่างๆ ทั่วโลก
สำหรับผลที่ได้รับจากการทำ RMA ที่เห็นเป็นรูปธรรมครั้งแรกคือ สงครามอ่าวครั้งที่ 1
(Gulf War) หรือชื่อที่รู้จักกันอย่างเป็นทางการคือ ยุทธการพายุทะเลทราย (Operation
Desert Storm) เมื่อ ๒ ก.ย.๒๕๓๓ ๒๘ ก.พ.๒๕๕๔ [๕] โดยกองทัพสหรัฐฯ
ได้ใช้ความได้เปรียบของเทคโนโลยีมาสร้างความได้เปรียบในการปฏิบัติการทางทหาร
ดังเช่น การใช้ดาวเทียม ระบบอาวุธนำวิถี และการสื่อสารต่างๆ เป็นต้น
ต่อมาสงครามในโคโซโว (Kosovo) สหรัฐฯ ได้ใช้กำลังทหารอากาศทำการโจมตีอย่างหนัก
จะมีส่วนให้เกิดความได้เปรียบและนำไปสู่การสูญเสียที่น้อยมากๆ
ทำให้เปรียบเสมือนการตอกย้ำ ความสำเร็จของ RMA ต่อมาใน พ.ศ.๒๕๔๐
กองทัพสหรัฐฯได้มีการทดสอบขีดความสามารถกองทัพหลังจากการทำ RMA ภายใต้รหัส กองกำลัง
๒๑ (Force 21) โดยมีวัตถุประสงค์คือ
การพัฒนาขีดความสามารถทางด้านการสื่อสารและส่งกำลังบำรุง
และมีวัตถุประสงค์เฉพาะเพื่อ เพิ่มขีดความสามารถในการทำลายล้าง
การควบคุมความประสานสอดคล้องในการทำสงคราม และลดการใช้อาวุธโดนพวกเดียวกันเอง
โดยมีเทคโนโลยีพิสูจน์ทราบฝ่ายเดียวกันที่ดีขึ้น [๕]
ปัจจุบัน RMA
ได้กลายมาเป็นเรื่องที่ทุกกองทัพทั่วโลกได้ให้ความสนใจและเชื่อว่าจะเป็นสิ่งที่จำเป็นที่จะต้องทำ
RMA ให้เกิดขึ้นในกองทัพของตนเอง โดยมีกรอบสำคัญในพิจารณาคือ
๑)
มุมมองทางด้านการเตรียมกำลัง การจัดกำลัง และการใช้กำลังของกองทัพ
ว่าจะมีโครงสร้างอย่างไรที่จะสามารถปฏิบัติภารกิจใด้อย่างมีประสิทธิภาพ
จะต้องเตรียมกองทัพอย่างไร จัดกองทัพอย่างไร และ จะใช้กองทัพอย่างไร
ที่จะสามารถตอบสนองในฐานะเป็นเครื่องมือที่สำคัญประการหนึ่งของรัฐในการขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมีทิศทาง
๒)
มุมมองด้านระบบอาวุธยุทโธปกรณ์ ในเรื่องของอาวุธยุทโธปกรณ์ RMA ได้ให้ความสนใจกับ
ความสอดคล้องของระบบอาวุธกับหลักนิยม การจัดกำลังและการใช้กำลังของกองทัพ
หรือที่เรียกว่า การมีระบบในระบบ (System of Systems)
ดังนั้นระบบอาวุธที่มีความเหมาะสมจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เช่น
เทคโนโลยีในเรื่องของระบบการตรวจจับ การลาดตระเวณ ระบบควบคุมบังคับบัญชา
และระบบข่าวกรองต่างๆ รวมถึง สงครามแบบใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง (Network Centric
Warfare: NCW) อีกด้วย
๓)
มุมมองด้านความเป็นไปได้อย่างเป็นรูปธรรมของ RMA เพราะการดำเนินการในเรื่องของ RMA
เป็นเรื่องที่มีหลายฝ่ายยังมีข้อสงสัยว่า
แล้วในทางเป็นจริงจะมีความเป็นไปได้เพียงไรที่เมื่อ เราทำ RMA
แล้วจะมีความเป็นจริงในการปฏิบัติ
หรือเป็นเพียงแค่กระแสของนวัตกรรมของเทคโนโลยีที่ส่งอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตอย่าง
เช่น อินเตอรเน็ต ดังนั้นความเป็นจริงและขอจำกัดต่างๆ
รวมถึงบริบทของสภาวะแวดล้อมโลกในปัจจุบัน เช่น สภาวะทางเศรษฐกิจ ประเด็นทางสังคม
ฯลฯ อาจจะทำให้การ RMA
จะนำพากองทัพไปสู่จุดเป้าหมายปลายทางได้อย่างที่คาดหวังไว้นัก
๓. กองทัพไทยกับการพัฒนากองทัพสู่ความทันสมัย
๓.๑ ด้านโครงสร้างและการจัดกองทัพ (Structure and Organization)
๓.๑.๑
มุมมองด้านยุทธศาสตร์ของกองทัพ (Strategy) :
การกำหนดยุทธศาสตร์ในการพัฒนากองทัพไม่ได้มีการกำหนดยุทธศาสตร์ในลัษณะบูรณาการ
(Integration) หรือ องค์รวม (Holistic)
ทั้งนี้เพราะมีการกำหนดยุทธศาสตร์ในปัจจุบันจะมีลักษณะที่แยกออกจากระบบงบประมาณ
กองทัพมีแผนการพัฒนาขีดความสามารถ แต่หลักประกันในการได้รับการจัดสรรงบประมาณไม่มี
อีกทั้งความไม่ต่อเนื่องในการดำเนินตามนโยบายหรือยุทธศาสตร์นั้นไม่มี
ทำให้กองทัพมีการพัฒนาขีดความสามารถไปในลักษณะที่ไม่เต็มตามศักยภาพนัก
๓.๑.๒
มุมมองเชิงโครงสร้าง (Strcture) :
การปรับเปลี่ยนโครงสร้างกองทัพกับให้สอดคล้องภัยคุกคามรูปแบบใหม่ๆ
ที่เกิดขึ้นมาในปัจจุบันนั้น เป็นเรื่องที่กระทำได้ยาก
เพราะกองทัพเป็นหน่วยงานที่มีขนาดใหญ่อยู่ได้กรอบ กฏ ระเบียบของทางราชการ
ซึ่งการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ย่อมจะกระทบต่อคนหมู่มาก
และยากที่จะให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในเร็ววัน
๓.๑.๓
มุมมองเชิงระบบ (System) :
ความแตกต่างทางกระบวนการทำงานหรือขั้นตอนการปฏิบัติของแต่ละหน่วยงานย่อมจะส่งผลให้เกิดการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติที่แตกต่างกัน
ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าจะไม่มีความสอดคล้องประสานกันทุกระดับ
การจัดการที่มีรูปแบบวิธีที่เหมาะสมกับลักษณะของหน่วยงาน เช่น การสั่งการ การควบคุม
การจูงใจ และการสะท้อนถึงวัฒนธรรมองค์กร
๓.๑.๔
มุมมองเชิงรูปแบบ (Style) :
การจัดการที่มีรูปแบบวิธีที่เหมาะสมกับลักษณะของแต่ละกองทัพ เช่น การสั่งการ
การควบคุม การจูงใจ และการสะท้อนถึงวัฒนธรรมองค์กร
ทำให้ระดับความคิดริเริ่มในการทำงานมีสัดส่วนในระดับที่ต่างกัน
การแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติของหน่วยงานจึงมีรูปแบบที่ต่างกันตามวัฒนธรรมองค์กร
๓.๑.๕
มุมมองด้านกำลังพล (Staff) : หน่วยงานต่าง ๆ
ขาดแคลนกำลังพลทีมีความรู้ความสามารถในมิติใหม่ๆ ด้วยความไม่เพียงพอนี้เอง
จึงส่งผลให้การคัดเลือกบุคลากรเข้าบรรจุทำงานในแต่ละระดับต้องบรรจุกำลังพลทีมีความรู้ความสามารถไม่เพียงพอ
ย่อมที่จะส่งผลให้การพัฒนาไปสู่ความทันสมัยเกิดปัญหาขึ้นได้
๓.๑.๖
มุมมองด้านทักษะ (Skill) :
ระบบราชการที่ผ่านมาเป็นระบบงานที่มีการหมุนเวียนข้าราชการในระดับต่าง ๆ
บ่อยครั้งทำให้ผู้ที่ดำรงตำแหน่งต่าง
ขาดความชำนาญการเชิงทักษะที่มีลักษณะเป็นถึงผู้เชี่ยวชาญ
เพราะเมื่อทำงานจนเริ่มมีความเชี่ยวชาญในระดับหนึ่งแล้วบุคคลนั้น ๆ
ย่อมมีความต้องการที่จะก้าวหน้าในหน้าที่การงานทำให้ละทิ้งงานในลักษณะเดิม ๆ
เพื่อความก้าวหน้าในตำแหน่งที่สูงขึ้น สุดท้ายแล้วผู้ที่ทำงานในระดับต่าง ๆ
จะไม่มีทักษะในงานที่ทำในระดับถึงขั้นผู้เชี่ยวชาญ
๓.๑.๗
มุมมองในการมีค่านิยมร่วม (Shared Value) :
ความแตกต่างทางวัฒนธรรมองค์กรได้ส่งผลให้เกิดปัญหาในขั้นตอนการแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติ
ทั้งนี้เพราะขาดค่านิยมร่วมในการปฏิบัติงานหรือความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
ดังตัวอย่างเช่น
การยึดมั่นในอัตลักษณ์ของกองทัพตนเองทำให้หลายครั้งมักจะปฏิบัติการไปโดยลำพัง
หรือขาดความเชื่อมั่นที่จะให้หน่วยงานอื่น ๆ ได้มีโอกาสในการทำงานบางประเภท เป็นต้น
๓.๒ ด้านคุณภาพชีวิตกำลังพล (Quality of Life)
ฮิวส์
และคัมมิ่งส์ [๖] ได้แบ่งลักษณะคุณภาพชีวิตการทำงานเป็น ๘ ด้าน ดังนี้
๓.๒.๑
รายได้และประโยชน์ตอบแทน (Adequate and Fair Compensation)
หมายถึงการได้รับรายได้และผลตอบแทนที่เพียงพอและสอดคล้องกับมาตรฐาน
กำลังพลมีความรู้สึกว่ามีความเหมาะสมและเป็นธรรมเมื่อเปรียบเทียบกับรายได้จากงานอื่น
ๆ
๓.๒.๒
สิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยและส่งเสริมสุขภาพ (Safe and Healthy Environment)
หมายถึง การที่กำลังพลได้ปฏิบัติงานในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
มีสถานที่ทำงานที่ไม่ได้ส่งผลเสียต่อสุขภาพและไม่เสี่ยงต่ออันตราย
๓.๒.๓
การพัฒนาศักยภาพของผู้ปฏิบัติงาน (Development of Human capacities) หรือ โอกาสพัฒนาศักยภาพ
หมายถึง การที่กำลังพลได้มีโอกาสพัฒนาขีดความสามารถของตนจากงานที่ทำ
โดยพิจารณาจากลักษณะของงานที่ปฏิบัติ ได้แก่
งานที่ได้ใช้ทักษะและความสามารถหลากหลาย งานที่มีความท้าทาย
งานที่กำลังพลมีความเป็นตัวของตัวเองในการทำงานงานที่ได้รับการยอมรับว่ามีความสำคัญและงานที่กำลังพลได้รับทราบผลการปฏิบัติงาน
๓.๒.๔
ความก้าวหน้าและความมั่นคงในงาน (Growth and Security) หมายถึง
การที่กำลังพลมีโอกาสที่จะก้าวหน้าในอาชีพและตำแหน่งอย่างมั่นคง
๓.๒.๕
สังคมสัมพันธ์ (Social Integration) หมายถึง
การที่กำลังพลเป็นที่ยอมรับของเพื่อนร่วมงาน ที่ทำงานมีบรรยากาศของความเป็นมิตร
มีความอบอุ่นเอื้ออาทรต่อกัน ปราศจากการแบ่งแยกเป็นหมู่เหล่า
กำลังพลได้รับการยอมรับและมีโอกาสในการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น
๓.๒.๖
ธรรมนูญในองค์การ (Constitutionalism) หมายถึง การมีความยุติธรรมในการบริหารงาน
มีการปฏิบัติต่อกำลังพลอย่างเหมาะสม
กำลังพลได้รับการเคารพในสิทธิ์และความเป็นปัจเจกบุคคล
ผู้บังคับบัญชายอมรับฟังความคิดเห็นของผู้ใต้บังคับบัญชา
บรรยากาศของหน่วยงานมีความเสมอภาคและความยุติธรรม
๓.๒.๗
ภาวะอิสระจากงาน (Total Life Space) หมายถึง
ภาวะที่บุคคลมีความสมดุลในช่วงชีวิตระหว่างปฏิบัติงานกับช่วงเวลาอิสระจากงาน
มีช่วงเวลาที่ได้คลายเครียดจากภาระหน้าที่รับผิดชอบ
๓.๒.๘
ความภูมิใจในองค์การ (Organizational) หมายถึง
ความรู้สึกของกำลังพลที่มีความภาคภูมิใจที่ได้ปฏิบัติงานในองค์การที่มีชื่อเสียง
และได้รับรู้ว่าองค์การอำนวยประโยชน์และรับผิดชอบต่อสังคม
จะเห็นว่า
องค์ประกอบของคุณภาพชีวิตการทำงานมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสนองตอบต่อความต้องการของในองค์การที่จะทำให้เขามีความรู้สึกว่า
มีความพอใจต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ที่สัมพันธ์และเกี่ยวข้องกับชีวิตการทำงาน
ซึ่งหน่วยงานจะได้รับประโยชน์จากการสร้างคุณภาพชีวิตของกำลังพลในหน่วยงานให้ดีขึ้น
ก็คือ การเพิ่มขึ้นของผลผลิตและประสิทธิภาพการทำงานที่เพิ่มขึ้น เป็นการลดการขาดงาน
ลดปัญหาความขัดแย้งระหว่างกำลังพลกับผู้บังคับบัญชา
๓.๓ ด้านองค์ความรู้ในกองทัพ (Body of Knowledge)
๓.๓.๑
ในมิติของความรู้ในวิชาชีพ
การที่จะสามารถกล่าวได้กองทัพมีความเป็นทหารอาชีพนั้นคงจะต้องมีความรู้และความเข้าใจในวิชาชีพของตนอย่างดียิ่ง
โดยการเป็นทหารอาชีพตามแนวความคิดของชาวตะวันตกได้นั้น แซมมวล พี ฮันทิงตัน
ซึ่งเป็นนักรัฐศาสตร์ที่มีชื่อเสียง ได้กล่าวไว้ในหนังสือ Solider and The State:
The Theory and Politics of Civil-Military Relations [๗]
ว่าแนวคิดของการเป็นทหารอาชีพนั้นจะต้องประกอบไปด้วย ๓ ประการคือ
๓.๓.๑.๑ ความเชี่ยวชาญ (Expertise) โดย
ฮันทิงตันมองว่าทหารจะต้องมีความชำนาญทั้งทางด้านทฤษฏี คือ หลักการ/กรอบแนวคิดทางทหาร
และด้านปฏิบัติ คือ ความชำนาญการในการปฏิบัติการทางทหารตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย
และทหารอาชีพจะต้องมีความสามารถในเรื่องที่ทำอยู่ในระดับมาตรฐานที่ต้องการ
๓.๓.๑.๒ ความรับผิดชอบ (Responsiveness)
ทหารอาชีพจะต้องมีความรับผิดชอบในภารกิจหน้าที่ที่ได้รับมอบ
ไม่ว่าภารกิจหรือหน้าที่นั้นจะอยู่บนความเสี่ยงหรือต้องนำชีวิตเข้าแลก
รับผิดชอบต่อสังคม ทำงานด้วยความประณีต และชำนาญ
โดยค่าตอบแทนไม่ใช่ความมุ่งหมายหลัก
๓.๓.๑.๓ การให้ความร่วมมือและรักหมู่คณะ (Corporateness)
ทหารอาชีพจะต้องให้ความร่วมมือกับหน่วยของตนเองด้วยความจริงใจ กระทำด้วยความทุ่มเท
โดยใช้ความพยายามเต็มความสามารถทั้งร่างกายและจิตใจ
จากคุณสมบัติทั้ง
๓ ประการของการเป็นทหารอาชีพตามแนวคิดของ ฮันทิงตัน
ทำให้อนุมานได้ว่าทหารอาชีพความมีองค์ความรู้ที่มากกว่าความรู้ในวิชาชีพทหารเพียงอย่างเดียว
แต่ควรจะประกอบไปด้วยองค์ความรู้ ๓ ด้านคือ ๑) องค์ความรู้ในการเป็นทหาร ๒)
องค์ความรู้ในการปลูกฝังความรับผิดชอบในหน้าที่ และ ๓)
องค์ความรู้ในการปลูกฝังให้เสียสละและรักหมู่คณะ
๓.๓.๒
ในมิติของความรู้กับการเชื่อโยงภายนอก
การมีความรู้ที่เชื่อมโยงกับภายนอกถือได้ว่าเป็นลักษณะของสหวิทยาการ(Interdisciplinarity)
ซึ่งเป็นศัพท์ทางวิชาการที่เกี่ยวพันกับหลายสาขาวิชาชีพ
เชื่อมโยงกันในเรื่องของการศึกษาและการปฏิบัติตั้งแต่ ๒ สาขาขึ้นไป
ในการแสวงหาเป้าหมายหรือทางออกร่วมกัน โดยหลักการแล้ว
สหวิทยาการจะให้ความสนใจกับปัญหาใดปัญหาหนึ่ง ที่มีความสลับซับซ้อน
หรือเกี่ยวพันกับการใช้ความรู้อย่างกว้างขวาง
องค์ความรู้เพียงสาขาเดียวไม่อาจตอบคำถามนั้นได้ ยกตัวอย่างเช่น
การปฏิรูปกองทัพไทยไปสู่ความทันสมัย เป็นต้น
ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่กองทัพจะต้องมีการพัฒนาองค์ความรู้ในทุกด้าน
และรวมไปถึงการเชื่อมโยงองค์ความรู้ในทุกด้านที่เกี่ยวข้องกันเข้าด้วยกันเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับกองทัพและประเทศชาติ
๓.๓.๓
ในมิติของการวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้
การวิจัยและการพัฒนาองค์ความมีความสำคัญยิ่งต่อการปฏิบัติงานของกองทัพ
เพราะในบริบทของสถานการณ์โลกนั้นมีลักษณะที่เป็นพลวัตร มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
การวิจัยจะนำไปสู่การค้นหาองค์ความรู้ใหม่ๆ
ที่จำเป็นต่อการปฏิบัติของกองทัพทั้งทางตรงและทางอ้อม
อีกทั้งยังเป็นแนวทางที่นำไปสู่การพึ่งพาตนเองในอนาคตอีกด้วย
๓.๒.๔
ในมิติของการจัดการความรู้และเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ ในปี ค.ศ. 1990 Dr.
Peter Senge ได้เสนอแนวความคิดเกี่ยวกับองค์กรแห่งการเรียนรู้ไว้ในหนังสือวินัย 5
ประการ(The Fifth Discipline: The Art and Practice of Learning Organization)
ได้ให้ความหมายว่า องค์กรแห่งการเรียนรู้ คือ
องค์กรที่บุคลากรในองค์กรนั้นมุ่งมั่นที่จะเพิ่มขีดความสามารถของตน
มีการสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นความปรารถนา เป็นที่ซึ่งมีสิ่งใหม่ ๆ เกิดขึ้น
และมีการขยายขอบเขตของแบบแผนของการคิด เป็นที่ซึ่งสามารถสร้างแรงบันดาลใจใหม่ ๆ
ได้อย่างอิสระ
เป็นที่ซึ่งสมาชิกขององค์กรมีการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องถึงวิธีที่จะเรียนรู้ร่วมกัน
๓.๒.๔.๑ กำลังพลรอบรู้ (Personal Mastery) หมายถึง
การเรียนรู้ของกำลังพลจะเป็นจุดเริ่มต้น
คนในองค์กรจะต้องให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ ฝึกฝน ปฏิบัติ
และเรียนรู้อย่างต่อเนื่องไปตลอดชีวิต (Lifelong Learning)
เพื่อเพิ่มศักยภาพของตนเองอยู่เสมอ
๓.๒.๔.๒ แบบแผนทางความคิด (Mental Model) หมายถึง แบบแผนทางความคิด
ความเชื่อ ทัศนคติ แสดงถึงวุฒิภาวะ (Emotional Quotient, EQ)
ที่ได้จากการสั่งสมประสบการณ์กลายเป็นกรอบความคิดที่ทำให้บุคคลนั้นๆ
มีความสามารถในการทำความเข้าใจ วินิจฉัย ตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม
๓.๒.๔.๓ การมีวิสัยทัศน์ร่วม (Shared Vision) หมายถึง
การสร้างทัศนคติร่วมของกำลังพลในกองทัพ
ให้สามารถมองเห็นภาพและมีความต้องการที่จะมุ่งไปในทิศทางเดียวกัน
๓.๒.๔.๔ การเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีม (Team Learning) หมายถึง
การเรียนรู้ร่วมกันของสมาชิกในลักษณะกลุ่มหรือทีมงานเป็นเป้าหมายสำคัญที่จะต้องทำให้เกิดขึ้นเพื่อให้มีการถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์กันอย่างสม่ำเสมอ
๓.๒.๔.๕ การคิดอย่างเป็นระบบ (System Thinking) หมายถึง
การที่คนในองค์กรมีความสามารถที่จะเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ
โดยมองเห็นภาพความสัมพันธ์กันเป็นระบบโดยรวม (Total System) ได้อย่างเข้าใจ
แล้วสามารถมองเห็นระบบย่อย (Subsystem) ที่จะนำไปวางแผนและดำเนินการทำส่วนย่อยๆ
นั้นให้เสร็จทีละส่วน
๓.๔ ด้านระบบอาวุธยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยี (Weapon Systems
and Technologies) หมายถึงการที่กองทัพมีความทันสมัย
มีระบบอาวุธที่มีประสิทธิภาพ เช่น ฉลาด (SMART) สามารถเลือกเป้าหมาย กำหนดเป้าหมาย
หรือแยกแยะเป้าหมายได้เอง เป็นต้น
ซึ่งระบบอาวุธยุทธโธปกรณ์เหล่านี้จะต้องมีความเมาะสมสอดคล้องกับระดับของการใช้อาวุธ
๓.๔.๑
ในมิติของระบบอาวุธทางยุทธศาสตร์
ในระบบอาวุธทางยุทธศาสตร์นั้นควรที่จะมีระบบอาวุธที่สามารถสร้างความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์
เพื่อเพิ่มศักย์ของกำลังอำนาจทางทหารและการมีอำนาจต่อรอง
อันนำไปสู่การรักษาผลประโยชน์ของชาติ โดยการป้องปราม
ระบบอาวุธเหล่านี้มีตัวอย่างได้แก่ ดาวเทียม ขีปนาวุธร่อน และ เรือดำน้ำ เป็นต้น
๓.๔.๒
ในมิติของระบบอาวุธในยุทธบริเวณ ความจำเป็นในยุทธบริเวณ มีความสำคัญ
ที่จะต้องสร้างความได้เปรียบและนำมาซึ่งชนะในการปฏิบัติการทางทหาร
และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการปฏิบัติการทางทหารร่วม
ดังนั้นระบบอาวุธที่ใช้จะต้องมีความสามารถในการประสานการปฏิบัติการร่วมกันได้ทุกเหล่าทัพอย่างมีประสิทธิภาพ
มีความสอดคล้อง ครอบคลุม และ เหมาะสมกับยุทธบริเวณ อาวุธเหล่านี้ได้แก่
ขีปนาวุธพิสัยใกล้ จรวดหลายลำกล้อง เรือรบที่ติดระบบอาวุธทันสมัย
เครื่องบินรบที่มีสมรรถนะสูง เป็นต้น
๓.๔.๓
ในมิติของระบบอาวุธในระดับยุทธวิธี
การมีระบบอาวุธยุทโธปกรณ์ที่จะใช้ระดับยุทธศาสตร์และยุทธบริเวณ
นั้นสร้างความได้เปรียบต่อการใช้กำลังทหาร
แต่สิ่งที่มีผลชี้ขาดสำคัญต่อการปฏิบัติการทางทหารนั้นคือ
ระบบอาวุธที่ใช้ในระดับยุทธวิธี
ดังนั้นระบบอาวุธยุทโธปกรณ์ของการปฏิบัติในระดับนี้จะต้องมีขีดความสามารถที่ทันสมัย
เช่น ปืนเล็กยาว ระบบเฝ้าตรวจ เป็นต้น
๓.๔.๔
ในมิติของระบบควบคุมบังคับบัญชา การมีระบบอาวุธยุทโธปกรณ์ทั้งมวลที่ทันสมัย
แต่ถ้าขาดระบบการควบคุมบังคับบัญชาที่สามารถช่วยเหลือและสนับสนุนให้ผู้บังคับบัญชาสามารถตัดสินใจได้ในภาวะวิกฤติที่มีประสิทธิภาพแล้ว
การมีระบบอาวุธที่ดีก็ไม่ได้สร้างความได้เปรียบหรือความแตกต่างอะไรกับฝ่ายตรงข้าม
ดังนั้นการมีระบบควบคุมบังคับบัญชาที่มีขีดความสามารถในการเชื่อมโยงสถานการณ์ต่างๆ
เพื่อสร้างความเข้าใจ (Commin Understanding) และภาพ (Common View of Picture)
ที่เกิดขึ้นให้เหมือนกันแล้ว ย่อมจะไม่มีประโยชน์อันใด เลย
ดังนั้นระบบควบคุมบังคัยบัญชาจึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีความทันสมัย
สามารถผนวกระบบสนับสนุนต่างๆ เข้าร่วมในการนำเสนอได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น
ระบบเฝ้าตรวจระยะไกล และ ระบบลาดตระเวณ เป็นต้น
๓.๕ การพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือ (Networking)
การที่กองทัพจะเป็นกองทัพที่มีความทันสมัยนั้น กองทัพไม่สามารถปฏิบัติได้โดยลำพัง
เพราะฉะนั้นการมีหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่สิ่งที่มีความจำเป็น
อีกทั้งยังช่วยนำพาให้กองทัพไปสู่ความทันสมัยได้ตามเป้าหมายของการพัฒนา
ซึ่งเครือข่ายที่สำคัญที่มีส่วนร่วมในการพัฒนากองทัพได้แก่
๓.๕.๑
เครือข่ายกับส่วนราชการภายในกระทรวงกลาโหม การประสานงานกับส่วนราชการภายใน กห.
เป็นสิ่งที่มีความสำคัญยิ่ง เพราะการพัฒนากองทัพนั้นจะต้องอาศัยส่วนราชการใน กห.
และมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีวิสัยทัศน์ร่วมกัน
อันนำไปสู่การร่วมมือกันพัฒนากองทัพให้มีความทันสมัย
๓.๕.๒
เครือข่ายกับส่วนราชการภายนอกกระทรวงกลาโหม
การประสานการทำงานกับส่วนราชการภายนอก กห.
ก็มีความจำเป็นไม่แพ้การร่วมทำงานกับส่วนราชการภายใน กห.
เพราะกิ่งงานด้านความมั่นคงเป็นกิ่งงานที่มีส่วนราชการอื่นๆ ที่ไม่ได้สังกัด กห.
อีกหลายหน่วยงาน
และยังจะช่วยให้การพัฒนากองทัพมีความเป็นได้ที่จะไปถึงเป้าหมายที่กำหนดไว้
๓.๕.๓
เครือข่ายกับภาคเอกชน
ภาคเอกชนก็เป็นส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญไม่ต่างไปจากส่วนราชการอื่นๆ
ทั้งทางตรงและทางอ้อมที่จะช่วยยกระดับกองทัพให้มีความทันสมัย เพราะในบางมิติ
กองทัพต้องรับรูปแบบ แนวทาง การดำเนินงาน รวมถึงการประสานงานกับภาคเอกชน
เพื่อร่วมกันปฏิบัติภาระกิจ ในการตอบสนองต่อภัยคุมคามรูปแบบเดิม
และภัยคุกคามรูปแบบใหม่
เพราะฉะนั้นกองทัพมีความจำเป็นต้องได้รับการพัฒนายกระดับให้มีความทันสมัยเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมในการปฏิบัติงานร่วมกับภาคเอกชน
๓.๕.๔
เครือข่ายกับภาคประชาสังคม
ในบางสถานการณ์ภาคประชาสังคมเป็นหน่วยงานที่ต้องมาปฏิบัติงานร่วมกับกองทัพ
ในภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ดังตัวอย่างเช่น การเข้าจัดการต่อภัยภิบัติ
ซึ่งในอดีตที่ผ่านมากองทัพท่ามกลางบริบทของภัยคุกคามรูปแบบเดิม
กองทัพมักจะเข้าปฏิบัติในลักษณะเป็นหน่วยงานหลัก หน่วยงานนำ
และบางครั้งเป็นหน่วยงานเดียว แต่ในภัยคุกคามรูปแบบใหม่กองทัพ
จะต้องปฏิบัติงานร่วมกับภาคส่วนต่างๆ เพื่อให้การปฏิบัติการร่วมกับภาคส่วนอื่นๆ
ได้อย่างสอดคล้อง กองทัพต้องมีการปรับกระบวนการ แนวคิด
และวิธีปฏิบัติให้มีความทันสมัยสอดคล้อง เข้าใจในหน่วยงานที่ต้องปฏิบัติงานร่วมกัน
ดังนั้นภาคประชาสังคมจึงเป็นหน่วยงานประเภทหนึ่งที่จะต้องมีการพัฒนาสร้างความสัมพันธ์
๓.๕.๕
เครือข่ายกับกองทัพประเทศเพื่อนบ้านและพันธมิตร
ประเทศเพื่อนบ้านและพันธมิตรล้วนแต่เป็นหน่วยงานสำคัญที่จะช่วยให้เกิด แนวคิด
วิธีการ และรูปแบบของการปฏิบัติการ
เพราะมีความเป็นไปได้ในอนาคตว่าเราต้องปฏิบัติงานร่วมกัน
หรือในบางมิติจะมีความเป็นไปได้ว่าจะมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีทางทหารหรือแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน
ดังนั้นการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับกองทัพประเทศเพื่อนบ้านและพันธมิตรจะช่วยยกระดับกองทัพให้มีความทันสมัยเทียมกับกองทัพนานาประเทศ
๓.๕.๗
เครือข่ายกับนานาชาติ
บทบาทของกองทัพในปัจจุบันไม่ได้จำกัดที่มีการปฏิบัติแต่ในประเทศเท่านั้น
การเข้าปฏิบัติร่วมกับนานาชาติ ทั้งกองทัพนานาชาติ และ องค์กรที่ไม่ใช่รัฐ
อย่างเช่น องค์การสหประชาชาติ อาเซียน หรือ NGOs ต่างๆ เป็นต้น
ดังนั้นกองทัพต้องยกระดับให้มีความทันสมัยเพื่อรองรับกับความสัมพันธ์ในระดับนานาชาติที่จะเกิดขึ้น
ให้สามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
๔. ปัจจัยแห่งความสำเร็จ
การที่กองทัพจะพัฒนาสู่ความทันสมัยได้นั้นคงจะต้องมีปัจจัยสำคัญที่จะช่วยนำไปสู่ความทันสมัยได้
โดยปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จจะประกอบด้วย
๔.๑ ปรับปรุงกระบวนการกำหนดยุทธศาสตร์ (Strategic
Development Process):
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรที่จะมีการปรับปรุงกระบวนการกำหนดนโยบายหรือยุทธศาสตร์ให้มีทิศทางที่มุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกัน
เพื่อให้เกิดการประสานสอดคล้อง
และการทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าต่างคนต่างมีเป้าหมายของตนเอง
๔.๒ เน้นการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน (Participation):
การพัฒนากองทัพไปสู่ความทันสมัยที่ได้ผลอย่างเป็นรูปธรรมและได้รับการยอมรับจากหน่วยปฏิบัติ
สิ่งที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งคือ
การให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดวัตถุประสงค์
ยุทธศาสตร์หรือนโยบายตั้งแต่เริ่มแรกจนเสร็จสิ้นออกมาเป็นนโยบายหรือยุทธศาสตร์
และรวมไปถึงแผนปฏิบัติการ จะทำให้เกิดการยอมรับในยุทธศาสตร์ นโยบาย หรือแผนฯ
ดังกล่าว หลังจากที่จัดทำเสร็จสิ้น และหน่วยงานต่าง ๆ
นำไปปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ
๔.๓ จัดทำคู่มือหรือแนวความคิดในการปฏิบัติ (Guidance or
Concept of Operations: CONOPS):
เพื่อให้หน่วยงานที่ต้องนำนโยบายหรือยุทธศาสตร์ไปแปลงเป็นแผนปฏิบัติการ
สามารถดำเนินการได้ตรงตามเจตนารมณ์ของกรอบแนวคิดในการจัดทำนโยบายหรือยุทธศาสตร์ที่แต่ละฝ่ายได้กำหนดร่วมกัน
ซึ่งทำให้หน่วยปฏิบัติสามารถศึกษาแนวทางขั้นต้นได้โดยไม่ต้องรอชุดขับเคลื่อนทางยุทธศาสตร์มายังหน่วยงาน
๔.๔ จัดให้มีการปฏิบัติงานที่เป็นเลิศ (Best Practice):
โดยประสาน ผลักดัน และให้ความสำคัญ ในประเด็นต่าง ๆ เช่น ภาวะผู้นำ
ด้านการจัดทำนโยบาย และการสนับสนุนการพัฒนายุทธศาสตร์
ให้สามารถเชื่อมโยงและหล่อหลอมเข้ากับกระบวนการในการจัดทำยุทธศาสตร์ของแต่ละกองทัพ
ซึ่งต้องอาศัยการBenchmarking อยู่ตลอดเวลา อันนำไปสู่เป้าหมายปลายทางที่กำหนดไว้
๔.๕ จัดตั้งชุดขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ (Strategic Driven
Team):
เพื่อให้เกิดความเข้าใจในกรอบแนวคิดของนโยบายหรือยุทธศาสตร์ที่พัฒนากองทัพ
หน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการจัดทำยุทธศาสตร์จะต้องจัดชุดทำงานเคลื่อนที่ (Mobile
Team) เพื่อไปให้ข้อเสนอแนะ คำปรึกษา
และถ่ายทอดเจตนารมณ์ที่แท้จริงของกรอบแนวคิดนโยบายหรือยุทธศาสตร์ที่จัดทำขึ้น
๔.๖ พัฒนาความสามารถเชิงสมรรถนะหลัก (Core Competencies):
โดยพัฒนากลุ่มของทักษะ ความรู้ ความสามารถ รวมทั้ง พฤติกรรม
คุณลักษณะและทัศนคติที่กำลังพลที่เกี่ยวข้องในกระบวนการพัฒนาขีดความสามารถกองทัพจำเป็นต้องมีเพื่อปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ
ประสิทธิผล
และเพื่อให้สามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนากองทัพได้อย่างได้อย่างเหมาะสม
๔.๗ ใช้เทคโนโลยีสนับสนุนการทำงาน (Using Information &
Communication Technology): ปัจจุบันความก้าวหน้าของเทคโนโลยีต่าง ๆ
โดยเฉพาะเทคโนโลนีสารสนเทศ หรือ IT (Information Technology: IT)
นั้นสามารถช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การใช้ IT
ในการค้นคว้าหาข้อมูลเพื่อนำมาใช้ในการวิเคราะห์สภาวะแวดล้อม
หรือการจัดทำคลังข้อมูลร่วมความมั่นคง (National Security Data Warehouse)
เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ ข้อมูล ข่าวสาร
และอื่นอันจะนำไปสู่การพัฒนากองทัพให้มีความทันสมัยสามารถ
ปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบอย่างมีประสิทธิภาพ
๕. บทสรุป
ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน
กองทัพมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการปรับเปลี่ยนกองทัพให้มีความเหมาะสมความสอดคล้องกับสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
เพื่อให้กองทัพไทยซึ่งเป็นหน่วยงานหลักของประเทศที่รับผิดชอบกิจการป้องกันประเทศมีทิศทางในการปฏิบัติราชการและมีเป้าหมายในการดำเนินการที่ชัดเจน
อันนำไปสู่การปกป้องรักษาผลประโยชน์ของชาติในมิติต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ประสิทธิผล และเป็นรูปธรรม การที่กองทัพจะพัฒนาไปสู่ความทันสมัยได้นั้น
จะมีปัจจัยสำคัญคือ
๑) การพัฒนากองทัพสู่ความทันสมัยภายใต้บริบทของโครงสร้าง
และการจัด
๒)
การพัฒนากองทัพสู่ความทันสมัยภายใต้บริบทของคุณภาพชีวิตของกำลังพล
๓) การพัฒนากองทัพสู่ความทันสมัยภายใต้บริบทขององค์ความรู้ใน
๔)
การพัฒนากองทัพสู่ความทันสมัยภายใต้บริบทของระบบอาวุธยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยี
๕)
การพัฒนากองทัพสู่ความทันสมัยภายใต้บริบทของการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือ
โดยการพัฒนาในมิติทั้ง ๕ จะส่งผลที่นำปสู่
การพัฒนากองทัพมีความทันสมัย หรืออีกนัยหนึ่งคือแนวคิดของ การปฏิวัติกิจการทหาร
(Revolutionary Military Affair : RMA)
เพื่อรองรับและปรับเปลี่ยนกองทัพให้สามารถแผชิญกับภัยคุกคามในรูปแบบต่างๆ
ที่เกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
๖. อ้างอิง
[๑] มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, การบริหารการเปลี่ยนแปลง หน่วยที่ ๑-๗,
โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, ๒๕๔๘: หน้าที่ ๒๓.
[๒] ibid, หน้าที่ ๒๙- ๓๒.
[๑] http://en.wikipedia.org/wiki/Revolution_in_Military_Affairs.
[๒] ibid.
[๓] http://en.wikipedia.org/wiki/Nikolai_Ogarkov.
[๔] http://en.wikipedia.org/wiki/Gulf_War.
[๕] http://en.wikipedia.org/wiki/Transformation_of_the_United_States_Army.
[๖] Huse, E. F. and Cummings, T. G. Organization Development and Change (3 rded.).
United State of America:aWest Publishing: 1985, pp. 198-200.
[๗] Samuel P. Huntington, Solider and the State: The Theory and Politics of
Civil-Military Relations, Harvard University Press, 1985: pp. 8-10.
|