|

< Download ฉบับ PDF
>
1. กล่าวนำ
ปัญหาการวางระเบิดในที่ต่างๆ
ปัญหาการคุกคามนายกรัฐมนตรีและตุลาการ ทำให้คาดการณ์ได้ว่าจะมีความรุนแรงอื่นๆ
เกิดขึ้นตามมาในอีกหลายๆ บริเวณ ทำให้สามารถกล่าวได้ว่า
สถานการณ์ปัจจุบันถ้าได้มีโอกาสติดตามข่าวสารที่เกิดขึ้นของประเทศ นั้น
ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือคนต่างชาติ ก็คงมีความคิดที่คลายๆ กันคือ
ความกังวลในสถานการณ์ที่มีแนวโน้มที่จะมีความรุนแรง ยากที่จะควบคุม และที่สำคัญคือ
ไม่มีใครสามารถคาดเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นจริงๆ เมื่อสถานการณ์เหล่านั้นมาถึง
ทำให้ปัจจุบันมีผู้พยายามที่จะวาดภาพสถานการณ์ที่คาดว่า หรือ อาจจะเกิดขึ้น
เพื่อให้สังคมไทย และผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งมวลได้เห็นภาพ ตระหนัก
และเตรียมการณ์ที่จะเผชิญกับสิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้น
ซึ่งก็คงไม่ต่างกันที่บทความนี้จะนำเสนอภาพหรือที่เรียกว่า ฉากทัศน์
(Scenario)
ที่สามารถกล่าวได้ว่าน่าจะสถานการณ์ที่แย่ที่สุดที่ประเทศไทยมีโอกาสประสบ
หากผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ได้เตรียมการไว้และเมื่อสถานการณ์นั้นมาถึงจริงๆ
คงเป็นสิ่งที่ยากจะคาดเดา และจะร่วมกันควบคุมและยุติเหตุดังกล่าวได้อย่างไร
สิ่งเหล่านี้คงเป็นสิ่งที่ฝากสังคมไว้ให้ช่วยกันพิจารณาและร่วมกันหาแนวทางป้องกันแก้ไข
2. สถานการณ์โดยรวม
ความต่อเนื่องของสถานการณ์ซึ่งเป็นรากเหง้าของปัญหา
เป็นสิ่งที่ก่อตัวมาระยะหนึ่งและสะสมสลับซับซ้อนยากที่จะสามารถตอบได้ว่ารากของปัญหาจริงๆ
จะเกิดขึ้นมาจากเหตุใดเหตุหนึ่งเหตุเดียว
ทำให้การหาแนวทางแก้ไขเป็นเรื่องยากที่จะเลือกทางใดทางหนึ่ง
ความจริงแล้วการมองปัญหาต่างๆ ที่เกิดนั้นหากเข้าใจธรรมชาติของปัญหาแล้วจะพบว่า
ความวุ่นวายทั้งหมดนี้เกิดมาจากปัญหาของชนชั้นนำที่มีความขัดแย้งกันเองจนนำไปสู่การระดมมวลชนเพื่อสนับสนุนกลุ่มผลประโยชน์ของตนเอง
2.1 รากของปัญหา
ความจริงแล้วปัญหาส่วนใหญ่เป็นปัญหาของชนชั้นนำในสังคม
เพราะหากพิจารณาแล้วจะพบว่าปัญหาภาพรวมของประเทศนั้นโดยทั่วไปจะเกี่ยวข้องกับ
ปัญหาทางการเมือง ปัญหาตัวเลข GDP ปัญหาในตลาดทุน การลงทุนจากบรรษัทใหญ่ข้ามชาติ
การลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ ผลประโยชน์ของกลุ่มผลประโยชน์ตนเอง และ อื่นๆ
อีกหลายประการ ซึ่งปัญหาเหล่านี้กลับกลายเป็น
ชนชั้นนำในสังคมที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง
ในขณะที่ปัญหาของคนส่วนใหญ่ที่เหลือของประเทศจะกลายเป็น ปัญหาปากท้อง
ปัญหาความไม่เท่าเทียมต่างๆ ปัญหาคุณภาพชีวิต ปัญหาเรียกร้อง
สิทธิต่างๆ
และ ปัญหาอื่นๆ กลับได้รับการดูแลให้ความสนใจในระดับที่ต่ำหรือน้อยมาก
ซึ่งหากจะใช้กฏของพาเรโต หรือ กฏ 80/20 มาอธิบายแล้ว จะสามารถกล่าวได้ว่า
ชนชั้นนำในสังคมมีประมาณร้อยละ 20 หรือน้อยกว่า โดยชนชั้นนำนี้จะประกอบไปด้วย
กลุ่มอนุรักษ์นิยม และกลุ่มก้าวหน้า
และที่เหลือจะเป็นประชาชนส่วนใหญที่ประกอบไปด้วย ชนชั้นกลางและชนชั้นระดับรากแก้ว
ที่มีประมาณร้อยละ 80 หรือมากกว่า ดังนั้นสัดส่วนของประชากรกับผลกระทบที่เกิดขึ้น
จึงมีลักษณะที่ตรงข้ามกัน ชนชั้นนำมีสัดส่วนร้อยละ 20 แต่ก่อให้เกิดผลกระทบ
ร้อยละ 80 ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ที่มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 80
ของประเทศกลับก่อให้เกิดผลกระทบแค่ ร้อยละ 20 ดังแสดงในภาพที่ 1
ฉะนั้นเมื่อชนชั้นนำขัดแย้งกันเอง แย่งชิงอำนาจกัน
การจะชนะอีกฝ่ายได้จึงมีความจำเป็นที่จะต้องนำประชาชนส่วนใหญ่ที่เหลือเข้ามาร่วมในความขัดแย้งด้วย
ปัญหาทั้งหมดจึงได้ทวีความรุนแรงและยากที่จะยุติ

ภาพที่ 1 ประชากรกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากแต่ละกลุ่ม
2.2 แนวคิดในการดำเนินการ
ในช่วงที่ผ่านมาการเปลี่ยนแปลงภายหลังจากสงครามเย็นยุติลง พร้อมๆ
กับการเกิดขึ้นของกระแสโลกาภิวัตน์ ได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่างๆ มากมาย
และที่สำคัญกองทัพไทยที่ได้ลดบทบาทที่สัมพันธ์ทางการเมืองลง
กลับไปเป็นทหารอาชีพกันมาก จนกระทั้งการรัฐประหารเมื่อ 19 ก.ย.49
ที่ผ่านมาทิศทางของกองทัพก็เริ่มกลับเข้ามาสู่การเมืองอีกครั้ง
และทวีบทบาทมากขึ้นหลังจากได้มีส่วนเข้ามาเกี่ยวข้องจัดการกระบวนการทางการบริหาร
และที่สำคัญการกลับเข้ามามีบทบาททางการเมืองของทหารในครั้งนี้ถึงแม้จะช่วยสร้างเสถียรภาพของประเทศให้มีได้ระยะหนึ่ง
แต่ก็ไม่ได้แก้ปัญหาสลับซับซ้อนที่มีอยู่ ทำให้ยังคงเกิดการเคลื่อนไหวต่างๆ
ประกอบกับนวัตกรรมทางการสื่อสารและเทคโนยีสารสนเทศ
ทำให้ความสามารถในการสื่อสารโดยตรงระหว่างประชาชนเป็นไปได้อย่างสะดวก รวดเร็ว
และมีรูปแบบที่หลากหลาย
กลุ่มชนชั้นนำที่เสียประโยชน์จึงได้ใช้ช่องทางการสื่อสารนี้เองในการทำการสื่อสารทางการเมืองกับประชาชน
และนำไปสู่ความขัดแย้งที่ต่อเนื่องยาวนาน
ปัจจุบันหากจะวิเคราะห์ถึงแนวทางในการดำเนินการของกลุ่มแต่ละกลุ่มสามารถอธิบายได้โดยตารางที่
1 และภาพที่ 2 ที่แสดงให้เห็นถึง เป้าหมาย เครื่องมือ และวิธีการ
โดยทั้งสองกลุ่มทุน (ชนชั้นนำ อนุรักษ์นิยม และ ก้าวหน้า)
แต่ละฝ่ายต่างต้องการที่จะเข้าสู่การมีอำนาจทางการปกครองของฝ่ายบริหารของประเทศ
นั่นคือการเป็นรัฐบาล
เพราะเมื่อเป็นรัฐบาลแล้วจะเป็นผู้ที่มีหน้าที่ในการอนุมัตินโยบายสาธารณะ โครงการ
และ กิจกรรมต่างๆ พร้อมทั้งทำการแบ่งปันจัดสรรงบประมาณแผ่นดินต่างๆ
ตามลงไปกับนโยบายสาธารณะ โครงการ และ กิจกรรมเหล่านั้น
ซึ่งแต่ละฝ่ายจะใช้วิธีการในการดำเนินการและเครื่องมือที่ตนมี
เป็นแนวทางในการดำเนินการไปสู่อำนาจ และเมื่อมีอำนาจตามที่ต้องการแล้ว
กลุ่มผลประโยชน์เหล่านี้จะใช้อำนาจในการจัดสรร จัดการ แจกจ่าย ผลประโยชน์กัน
โดยอาศัยอำนาจเป็นสิ่งคุ้มครองและความชอบธรรมที่คอยป้องกันให้กลุ่มของตนให้ได้รับประโยชน์ตามที่ต้องการ
ตารางที่ 1 แสดงถึงความขัดแย้งของกลุ่มทุนในชนชั้นนำ

สำหรับสถานการณ์ในปัจจุบันความขัดแย้งจะยังคงอยู่ในสถานะที่ ชนชั้นกลุ่มทุนเก่า
(อนุรักษ์นิยม) เป็นฝ่ายที่ครองอำนาจรัฐ และกลุ่มทุนใหม่ (ก้าวหน้า)
เป็นฝ่ายที่เข้ามาท้าทายและพยายามต่อสู้เพื่อให้ได้อำนาจคืนหลังจากที่เสียไปในครั้งก่อน
โดยการรัฐประหารของฝ่ายทหาร ดังนั้นกลุ่มทุนเก่าซึ่งมีอำนาจทางการบริหาร
ก็จะใช้อำนาจที่ตนมีสั่งผ่านเจ้าหน้าที่ของรัฐ
เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับรัฐบาล โดยใช้ชุดความคิดเรื่องของ รัฐชาติ
(Nation State) ที่มีสถาบันหลักของชาติเป็นจุดศูนย์กลางของชุดความคิดนี้
โดยใช้งานผ่านสื่อกระแสหลักซึ่งเป็นสื่อของรัฐ และมีการผสมผสานสื่อใหม่ๆ อย่างเช่น
อินเตอร์เน็ตด้วยในบางครั้ง

ภาพที่ 2 กรอบแนวคิดในการดำเนินการของกลุ่มทุนเก่าและใหม่
ในขณะที่กลุ่มทุนใหม่เป็นกลุ่มที่ไม่ได้เป็นฝ่ายบริหาร
ทำให้การได้มาซึ่งอำนาจสามารถกระทำได้ 2 แนวทางคือ 1) การลงแข่งขันเลือกตั้ง และ 2)
การล้มล้างรัฐบาลโดยการก่อความไม่สงบ
แต่การที่จะรอให้ถึงการเลือกตั้งใหม่อาจจะเป็นสิ่งที่กลุ่มทุนใหม่เตรียมความความพร้อมไว้
แต่ไม่รอและเร่งให้เกิดแนวทางที่ 2
เพื่อเป็นเพราะถ้ารอนานวันอาจมีความเป็นไปได้ที่ฝ่ายตรงข้ามคือกลุ่มทุนเก่าจะได้รับการยอมรับจากประชาชนส่วนใหญ่มากขึ้น
ในขณะที่กลุ่มทุนใหม่ได้รับความนิยมน้อยลง
ที่สำคัญนโยบายประชานิยมถูกหยิบยกมากำหนดเป็นนโยบายสาธารณะกันทั้งสองฝ่าย
การใช้เงินในการดำเนินการมีแนวโน้มที่จะใช้ปริมาณเงินที่สูงขึ้น
ประกอบกับการเลือกแนวทางที่ 2
หากกระทำสำเร็จจะเป็นโอกาสที่กลุ่มทุนใหม่จะถือโอกาสดำเนินการต่อกลุ่มทุนเก่าอย่างได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
ดังนั้นหากกลุ่มทุนใหม่เลือกแนวทางที่ 2
การเร่งให้เกิดความรุนแรงเพื่อใช้เป็นเงื่อนไขในการเคลื่อนย้ายประชาชน
จะเป็นสิ่งที่กลุ่มทุนใหม่ต้องอาศัย เงื่อนไขตามตารางเวลาต่างๆ เช่น
กรณีการยึดทรัพย์อดีตนายกฯ หรือ การยุบพรรคประชาธิปัตย์ เป็นต้น
ดังนั้นกลุ่มทุนใหม่จึงขับเคลื่อนโดยการใช้ประชาชนส่วนใหญ่เป็นฐานอำนาจในการขับเคลื่อน
แต่การที่จะขับเคลื่อนไปได้จะต้องได้รับการสนับสนุนจากประชาชน
ทำให้ต้องใช้ชุดความคิดที่เป็นศูนย์กลางในการย้ายข้างประชาชน
คือการย้ายชุดความคิดจากมุมองทางรัฐชาติ (Nation State)
ที่มีสถาบันหลักของชาติเป็นจุดศูนย์กลางของชุดความคิดกลุ่มทุนเก่า
เปลี่ยนมาเป็นอุดมการณ์ทางการเมือง อย่างประชาธิปไตยเพราะมีความสอดคล้องกับกระแส
โลกาภิวัตน์ที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน
ส่วนวิธีการที่ใช้เนื่องจากเป็นกลุ่มทุนที่มีความก้าวหน้า
ทำให้กระบวนการในการยอมรับเทคโนโลยีไม่มีอุปสรรค สื่อใหม่ๆ
อย่างเช่นแนวคิดในเรื่องของ เครือข่ายสังคมออนไลน์ (Social Network Online) ที่ใช้
Twitter, Facebook, Webboard, และเวบไซต์ต่าง
ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดชุดความคิดเรื่องอุดมการณ์ทางการเมืองอย่างผสมผสานกับสื่อกระแสหลัก
อย่างโทรทัศน์ วิทยุ และสื่อสิ่งพิมพ์
และที่สำคัญประชาชนได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือหลักในการเคลื่อนไหวต่างๆ
เพราะฉะนั้นเงื่อนไขต่างๆ
จึงได้ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจาณาเพื่อใช้เป็นการกำหนดตารางเวลาในการขับเคลื่อนมวลชนในอนาคต
3. การวาดภาพฉากทัศน์
การสร้างภาพฉากทัศน์เป็นสิ่งที่ต้องอาศัยการประเมิน ประมวลสถานการณ์และบริบทต่างๆ
ประกอบกันและต้องผ่านการวิเคราะห์เพื่อนำไปสู่การประมาณสถานการณ์และคาดการณ์ผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นอนาคต
ประโยชน์ของการวาดภาพฉากทัศน์จะมีส่วนช่วยเหลือในการหาทางออกให้กับสังคมไทยในกรณีของความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
ถ้าเหตุการณ์จริงไปถึงสถานการณ์ที่ได้วาดภาพฉากทัศน์ไว้ก่อนล่วงหน้า
3.1 กำหนดสมมุติฐานร่วม
ข้อตกลงบื้องต้นของการวาดภาพฉากทัศน์นี้ สามารถกำหนดได้ดังนี้
3.1.1
ฉากทัศน์ที่วาดขึ้นเป็นเหตุการณ์สมมุติไม่ใช่เหตุการณ์จริง
3.1.2
ทำเนียบรัฐบาลถือเป็นจุดศูนย์กลางหลักของอำนาจ
มีศาลากลางจังหวัดแต่ละจังหวัดเป็นตัวแทนของศูนย์กลางหลักของอำนาจที่กระจายอยู่ในแต่ละพื้นที่
3.1.4
ไม่มีการแทรกแซงจากภายนอกโดยเฉพาะรัฐชาติอื่นๆ (ไม่นับบุคคลไทยที่อยู่นอกประเทศ)
3.1.5
ไม่มีสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงในฉับพลันต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อแนวคิดในปัจจุบัน เช่น
การยอมรับเงื่อนไขเจรจาจากทุกฝ่ายเพื่อจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ
3.2 ลำดับขั้นของฉากทัศน์
การวาดภาพฉากทัศน์ในบทความนี้ เป็นการวาดภาพในมุมมองที่เกิดสถานการณ์เลวร้ายที่สุด
(Worst Case Scenario) ที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง แบ่งสถานการณ์ออกเป็น 7 ขั้น
ดังภาพที่ 3 รายละเอียดดังต่อไปนี้

ภาพที่ 3 ฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุดของประเทศไทย
3.2.1
สถานการณ์ขั้นที่ 1 เปิดฉากด้วยการลวง : การเคลื่อนไหวต่างๆ
ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งปรากฏ
แต่เป็นสิ่งที่ก่อตัวและเกิดขึ้นมานานหากแต่ยังไม่มีข้อยุติ
การขับเคลื่อนเพื่อให้ได้ชัยชนะของกลุ่มทุนใหม่นั้นมีกรอบเวลาเหลือไม่มากนัก
เพราะฉะนั้นการขับเคลื่อนในสถานการณ์ปัจจุบันเป็นสิ่งที่ไม่ง่ายนักหากจะเปิดสถานการณ์ด้วยความรุนแรง
อาจจะทำให้เกิดการต่อต้านจากสังคม
ดังนั้นการสื่อสารกับสังคมให้เห็นว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มทุนใหม่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มที่ใช้ความรุนแรง
แสดงให้เห็นว่าแตกแยกกันเองแต่มีปรากฏว่าบุคคลที่แตกแยกกันขึ้นเวทีปราศัยเดียวกัน
นอกจากนี้ยังสร้างความเคยชินในการเคลื่อนย้ายมวลชนที่ไม่ก่อให้เกิดความรุนแรง เช่น
การเคลื่อนย้ายมวลชนไปรวมกันหน้าหน่วยงานของกองทัพและส่วนราชการหลายแห่ง
พอรวบรวมมวลชนแล้วแสดงพลังเสร็จเรียบร้อยแล้วยุติการชุมนุม
การดำเนินการดังกล่าวจะไม่ได้รับการต่อต้านจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ และประชาชน
เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่ถูกสร้างให้เป็นความเคยชิน
ทำให้ไม่ได้รับความใส่ใจของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องมากนัก
3.2.2
สถานการณ์ขั้นที่ 2 ขับเคลื่อนด้วยเงื่อนไข :
การขับเคลื่อนการเคลื่อนไหวมวลชนจากกลุ่มทุนใหม่
นั้นจะขับเคลื่อนโดยการใช้เงื่อนไขที่สำคัญๆ ดังนี้ 1)
การยึดทรัพย์ของอดีตนายกรัฐมนตรี 2) การยุบพรรคประชาธิปัตย์ และ 3)
การมีหลายมาตรฐานที่ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรม สิ่งต่างๆ
เหล่านี้จะถูกใช้เป็นประเด็นในสื่อสารระหว่างชนชั้นนำ ชนชั้นกลาง และชนชั้นรากแก้ว
และยังสามารถใช้สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นเงื่อนไขในการกำหนด วัน ว.เวลา น.
(ศัพท์ทางทหารหมายถึง วันและเวลาที่ใช้เริ่มปฏิบัติการทางทหาร)
ในการเคลื่อนย้ายมวลชนให้สอดคล้องระหว่างกลุ่มต่างๆ
ที่เป็นไปตามขั้นตอนที่ได้วางแผนไว้ ซึ่งคาดว่าจะมีมวลชน 2 ระลอก ได้แก่ 1)
มวลชนระลอกแรกที่เคลื่อนออกมาก่อน และ 2)
มวลชนสมทบที่ตามออกมาหลังจากระลอกแรกประสบความสำเร็จในขั้นที่ 3
คือยั่วยุด้วยความรุนแรง
3.2.3
สถานการณ์ขั้นที่ 3 จุดชนวนด้วยความรุนแรง :
สถานการณ์ขั้นนี้จะเกิดขึ้นหลังจากใช้เงื่อนไขต่างๆ
ในการกำหนดวันเวลาในการเคลื่อนย้ายแล้ว
กลุ่มทุนใหม่มีแนวโน้มที่จะยั่วยุให้เกิดความรุนแรง
ซึ่งหากการยั่วยุประสบความสำเร็จจะส่งผลให้สถานการณ์เคลื่อนไปในขั้นที่ 4 ต่อไป
โดยการยั่วยุที่ทำให้เกิดความรุนแรงขึ้นนั้นมีความเป็นไปได้ใน 2 ลักษณะคือ 1)
การเผชิญหน้ากันระหว่างเจ้าที่ของรัฐที่ออกมารักษาความสงบเรียบร้อยกับมวลชนระลอกแรก
ในความเป็นไปได้นี้จะสัมฤทธิ์ผลโดยเร็วหากเจ้าหน้าที่ที่ออกมารักษาความสงบเรียบร้อยถูกสั่งให้ออกมาพร้อมกับอาวุธปืน
ในลักษณะเดียวกันกับเหตุการณ์สลายผู้ชุมนุมที่บริเวณสามเหลี่ยมดินแดง
ถนนวิภาวดีรังสิตเมื่อ 13 เม.ย.52 ที่ผ่านมา
เพราะจะมีผู้สร้างสถานการณ์กับมวลชนระลอกแรกโดยกลุ่มที่นิยมความรุนแรงทำการการยิงเข้าสู่มวลชน
ซึ่งหาเกิดลักษณะนี้จริงจะส่งผลให้การขับเคลื่อนมวลชนระลอก 2 ออกมาสมทบได้โดยง่าย
ส่วนความเป็นไปได้ในแนวทางที่ 2)
สถานการณ์ก่อนเคลื่อนย้ายมวลชนหรือระหว่างเคลื่อนย้ายมวลชนมีทิศทางจะเกิดความรุนแรงขึ้น
กองทัพได้ตัดสินใจทำการปฏิวัติก่อนเพื่อควบคุมสถานการณ์
หากเป็นไปตามความเป็นไปได้นี้จะส่งผลให้เกิดการระดมมวลชนออกมาสมทบระลอกแรกอย่างง่ายดาย
เพราะเหตุการณ์มีบริบทไม่เหมือนกับการทำรัฐประหารเมื่อ 19 ก.ย.49
ซึ่งความเป็นไปได้ทั้ง 2 แนวทางจะส่งผลให้เกิด สถานการณ์ในขั้นที่ 4 คือ
ขยายผลแห่งความสำเร็จด้วยมวลชน
3.2.4
สถานการณ์ขั้นที่ 4 ขยายผลแห่งความสำเร็จด้วยมวลชน :
เมื่อความรุนแรงได้เกิดขึ้นตามสถานการณ์ขั้นที่ 3
คือยั่วยุด้วยความรุนแรงประสบความสำเร็จ สถานการณ์ต่อมาคือ
การขยายผลแห่งความสำเร็จด้วยมวลชน ความเป็นไปได้ในสถานการณ์นี้คือ
การระดมมวลชนในระลอกสมทบ
ซึ่งกลุ่มที่นิยมความรุนแรงจะแฝงตัวเข้ามากับมวลชนระลอกสมทบ
เพื่อทำหน้าที่เป็นส่วนเจาะหรือเริ่มเปิดสถานการณ์เมื่อสถานการณ์ไปถึงในระดับที่จะแตกหัก
โดยเป้าหมายของการระดมมวลชนนั้นจะเคลื่อนเข้าปิดล้อมพื้นที่สำคัญ เช่น
ทำเนียบรัฐบาล ศาลากลางจังหวัด และ สถานที่ที่เป็นสัญญาลักษณ์ของศูนย์กลางอำนาจ
สถานการณ์ในขั้นนี้จะประสบความสำเร็จถ้าสามารถระดมมวลชนระลอกสมทบมาได้จำนวนมาก
แล้วเจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่ในการรักษาความสงบเคลื่อนเข้ารักษาพื้นที่สำคัญ
3.2.5
สถานการณ์ขั้นที่ 5 เปลี่ยนแปลงด้วยการเปลี่ยนขั้ว :
สถานการณ์ในขั้นนี้เป็นขั้นที่สำคัญอีกขั้นหนึ่ง เพราะมีความเป็นไปได้ 2 แนวทางคือ
1)
เจ้าหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยปฏิบัติตามคำสั่งของกลุ่มทุนเก่าอย่างเคร่งครัดทำให้มีความเสี่ยงที่จะปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ฯ
กับ มวลชน ซึ่งการปะทะกันครั้งนี้จะส่งผลให้เกิดความสูญเสียทั้ง 2 ฝ่าย
แน่นอนเพียงแต่จะสูญเสียมากหรือน้อยจะขึ้นอยู่กับคำสั่งผู้บังคับบัญชาในแต่ละระดับ
และจำนวนมวลชนในระลอกสมทบ
และถ้ามีมวลชนระลอกสมทบจำนวนมากเข้าร่วมและผสมผสานกับกลุ่มนิยมความรุนแรงที่อาจะมีการติดอาวุธจึงมีความเป็นไปได้ว่าจะมีการเข้าปลดอาวุธเจ้าที่ฯ
สถานการณ์ก็จะขยับเข้าสู่ขั้นต่อไป ส่วนความเป็นไปได้ของแนวทางที่ 2 คือ 2)
เจ้าหน้าที่ที่ออกปฏิบัติหน้าที่ฯ ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา
เปิดทางให้มวลชนระลอกสมทบเคลื่อนที่ผ่านเข้าไปยึดสถานที่สำคัญ
ในแนวทางนี้มีความเป็นไปได้ว่าเจ้าหน้าที่ที่ออกปฏิบัติหน้าที่ฯ
อาจจะเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมกับมวลชน
ก็ได้แต่จะเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมสถานการณ์จะขยับเข้าสู่ขั้นต่อไป
เพราะขั้วอำนาจหนึ่ง (กองทัพในฐานะเจ้าหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย)
เริ่มเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมคือ เปิดทางให้มวลชน หรือ เข้าร่วมมวลชล หรือ
พ่ายแพ้มวลชน
3.2.6
สถานการณ์ขั้นที่ 6 สิ้นสุดด้วยการยอมจำนน : สถานการณ์ในขั้นนี้มีความเป็นไปได้
2 แนวทางคือ 1) รัฐบาลลาออก
ซึ่งจะส่งผลให้สถานการณ์ขยับไปสู่สถานการณ์ขั้นต่อไปทันที สำหรับแนวทางที่ 2 คือ 2)
รัฐบาลไม่ลาออก ในสถานการณ์ลักษณะนี้รัฐบาลและกลุ่มอำนาจสามารถเลือกได้ 2 แนวทางคือ
ยุบสภา แล้วเป็นรัฐบาลรักษาการต่อ หรือไม่ยุบสภาตัดสินใจใช้อำนาจตามกฏหมาย
แต่ทั้งสองแนวทางจะนำไปสู่ความพยายามที่จะรวบรวมกำลังทั้งในส่วนทหารในฐานะเจ้าหน้าที่รักษาความสงบที่ยังปฏิบัติตามคำสั่งรัฐบาล
และระดมมวลชนเข้าปะทะกับมวลชนอีกกลุ่มหนึ่ง เพื่อทำการตีโต้ตอบ
เพราะมีความเชื่อว่ามีกำลังเพียงพอที่จะเอาชนะได้
สถานการณ์ในขั้นนี้เป็นขั้นที่เกือบจะเป็นสงครามกลางเมือง หรือ
เข้าสู่สถานการณ์สงครามกลางเมืองอย่างเต็มรูปแบบ แต่ไม่ว่าผลจะเป็นลักษณะไหน
กลุ่มทุนไหนจะประสบชัยชนะ ผู้สูญเสียคือ ประชาชน เจ้าหน้าที่รักษาความสงบ
และประเทศจะเสียหายเสี่ยงอยู่ในสภาวะรัฐล้มละลาย และง่ายต่อการแทรกแซงจากต่างชาติ
สถานการณ์ก็จะขยับไปสู่สถานการณ์ขั้นสุดท้าย
3.2.7
สถานการณ์ขั้นที่ 7 สุดท้ายด้วยสูญญากาศ : สถานการณ์ในขั้นนี้มีความเป็นไปได้ 2
แนวทางคือ 1) สามารถสถาปนาอำนาจรัฐได้
ในแนวทางนี้มีความเป็นไปได้ที่กลุ่มผลประโยชน์ทุกกลุ่มหันหน้าเข้าเจรจากัน
มีความเป็นไปได้ว่าทุกกลุ่มจะยอมรวมกันจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ
แต่การดำเนินในลักษณะดังกล่าวจะขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ ถ้าขัดต่อรัฐธรรมนูญ
คงมีความเป็นไปได้ที่ต้องที่การล้มล้างรัฐธรรมนูญ
ซึ่งอาจจะไม่พ้นต้องให้ทหารดำเนินการรัฐประหาร ซึ่งทุกฝ่ายจะเห็นด้วยหรือไม่
ส่วนแนวทางที่ 2 คือ 2) ไม่สามารถสถาปนาอำนาจรัฐได้
สถานการณ์ขั้นนี้จะเกิดขึ้นเมื่อไม่สามารถตกลงร่วมกันได้แต่ละฝ่ายต่างเลือกที่จะยังคงเผชิญหน้ากันอยู่
ที่เลวร้ายที่สุดคือการแตกแยกเป็นกลุ่มย่อยๆ เช่น กลุ่มล้านนา กลุ่มล้านช้าง
กลุ่มอิสาน กลุ่มภาคใต้ กลุ่มภาคกลาง กลุ่มกรุงเทพ เป็นต้น
ซึ่งแนวทางนี้จะเป็นสิ่งที่เลวร้ายที่สุดเพราะจะแตกออกเป็นก๊กเป็นเหล่า
สิ่งเหล่านี้คือสภาพสูญญากาศทางอำนาจที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทย
4. ข้อเสนอแนะตามฉากทัศน์
ข้อเขียนที่ปรากฏในบทความนี้เป็นสิ่งที่ยังไม่ได้เกิดขึ้นจริงและคงไม่มีบุลคลใดที่ปราถนาให้เกิดขึ้นจริง
และจะเป็นไปได้หากทุกฝ่ายไม่ยอมละฐิถิและลดความเป็นอัตตาที่มีอยู่
สังคมไทยเคยอยู่กันด้วยความสงบสุขกันมาช้านาน ข้อเสนอแนะต่อไปนี้คงเป็นไปได้ยาก
เพราะได้มีผู้เสนอแนวเหล่านี้มาเป็นจำนวนมากแต่ไม่สัมฤทธิ์ผล
ยังไงก็ตามบทความนี้ขอนำมาตอกย้ำให้กับสังคมไทยอีกครั้งหนึ่ง
4.1 บทบาทของกองทัพ
กองทัพจะเป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญยิ่งในสถานการณ์เหล่านี้
เพราะหากกองทัพมีบทบาทในทางที่เหมาะสมแล้ว สถานการณ์โดยรวมจะคลี่คลายมากขึ้น
สิ่งที่สำคัญที่จะทำให้กองทัพเป็นสถาบันที่ควรจะเป็นคือ
การเป็นสถาบันหลักแห่งหนึ่งของชาติที่มีความเป็นทหารอาชีพ
หากกองทัพยึดมั่นในความเป็นทหารอาชีพแล้ว ย่อมจะส่งผลดีในภาพรวม
ซึ่งเป็นสิ่งที่กองทัพได้รับความชื่นชมหลังจากเหตุการณ์ใน พ.ค.35
เพราะกองทัพกลับไปยืนอยู่ในจุดที่ควรจะเป็นคือไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง
ถ้ากองทัพมีความเป็นทหารอาชีพอย่างเพียงพอแล้ว ไม่ไปเกี่ยวข้องกับการเมือง
พร้อมทั้งท่าทีที่เหมาะสม การเมืองก็คงไม่ก้าวเข้ามาวุ่นวายในกองทัพ
และจะทำให้ได้รับความเชื่อถือจากทุกฝ่าย และเป็นสถาบันที่ทุกฝ่ายให้ความเกรงใจ
การจะแสดงท่าทีต่างๆ ของกองทัพจะทำให้ทุกฝ่ายรับฟัง
เพราะฉะนั้นความเป็นทหารอาชีพคือ
เกราะป้องกันตัวที่ดีที่สุดที่จะไม่ทำให้กองทัพตกต่ำ และสถานการณ์โดยรวมดีขึ้น
อีกประการหนึ่งการเข้าปะทะโดยตรงกับมวลชนเป็นบทเรียนที่มีมาตั้งแต่ในอดีตว่าเป็นสถานการณ์ที่นำพาไปสู่ความตกต่ำ
เพราะกองทัพเป็นสัญญาลักษณ์ของความรุนแรง ประชาชนไม่มีทางที่จะสู้ได้
การวางตัวที่เหมาะสมคือบทบาทของกองทัพที่พึงกระทำ
4.2 กลุ่มผลประโยชน์ กลุ่มการเมือง
และ ผู้ที่ส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด : วันนี้สังคมไทยนั้นหลายกลุ่มหลายพวก
ขาดจิตสำนึกสาธารณะ
เพราะทุกคนคิดแต่ประโยชน์ส่วนตนและกลุ่มของตนจนลืมมองไปว่าสังคมส่วนรวมเราจะอยู่กันอย่างไร
สังคมจะล่มสลายหรือไม่คนหลายคนไม่เคยคิด เพราะไม่สามารถมองเห็น
หากทุกฝ่ายมองเห็นประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้งแล้ว
ทุกอย่างมีความเป็นไปได้ว่าสังคมไทยจะดีขึ้นกว่านี้
หากเราคนไทยทุกคนหันไปมองรอบตัวสักนิดจะพบว่าประเทศรอบๆ
บ้านกำลังจะเป็นเพื่อนเราที่ก้าวไปข้างหน้าพ้นเราไป ต่างชาติทั้ง รัฐ
และบรรษัทข้ามชาติกำลังเล็งที่จะเข้าแทรกแซงและตักตวงผลประโยชน์ภายหลังเสถียรภาพภายในประเทศสั่นคลอน
เพราะฉะนั้นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องและผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดควรที่จะพยายามหันหน้าเข้าหา
เปิดประตูการเจรจา สร้างการยอมรับร่วมจากทุกฝ่าย น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด
4.3 ประชาชนทุกหมู่เหล่า :
ประชาชนคนไทยถือได้ว่ามีเป็นส่วนที่สำคัญมากที่สุด
เพราะจะถูกใช้เป็นเครื่องมือจากกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ทางออกที่ดีที่สุด ณ
วันนี้ของประชาชนคือ หนักแน่น มีวิจารณญาณ ไม่หลงเชื่ออะไรง่ายๆ
ไตร่ตรองให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจว่าควรที่จะทำอย่างไร
การศึกษาอาจจะมีส่วนสำคัญที่ทำให้พิจารณาอย่างรอบคอบขึ้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ
การเชื่อในคุณงามความดีมากว่าเชื่อในวัตถุ การมีจิตสำนึกสาธารณะที่ดี
เอื้ออาทรต่อกัน สังคมไทยคงสงบสุขและก้าวไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืน
5. บทสรุป
ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความได้เปรียบในเรื่องที่ตั้งทางภูมิศาสตร์
มีขีดความสามารถเพียงพอที่จะแข่งขันกับนานาประเทศทั้งในภูมิภาคนี้และภูมิภาคอื่นได้อย่างไม่ด้อยไปกว่าประเทศไหน
แต่ปัญหาเสถียรภาพของประเทศในปัจจุบันนั้นเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง
เพราะไม่เพียงแต่ลดขีดความสามารถในการแข่งขันกับนานาประเทศแล้ว
ยังเป็นการบั่นทอนความเชื่อมั่นที่นานาประเทศมีให้กับประเทศไทยเป็นอย่างมาก
วันนี้สถานการณ์ความขัดแย้งยังคงดำรงอยู่ท่ามกลางความเบื่อหน่าย
ความเหนื่อยกับคนไทยจำนวนมาก คำถามที่มักจะปรากฏขึ้นในใจกับคนส่วนใหญ่ว่า
เมื่อไหร่เรื่องเหล่านี้จะยุติ เมื่อไหร่หลายๆ
คนไทยจะมีโอกาสได้ทำมาหากินกันตามปกติ สิ่งเหล่านี้ยังคงไม่มีคำตอบ
ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นของใคร ชนชั้นนำคือกลุ่มทุน (อนุรักษ์นิยม)
และกลุ่มทุน (ก้าวหน้า) ที่ครอบครองผลประโยชน์ส่วนใหญ่ของประเทศ
หรือเป็นปัญหาของคนส่วนใหญ่ของประเทศ
คำถามเหล่านี้เป็นคำถามที่เราคนไทยทุกคนต้องหาคำตอบกันเอง
สำหรับฉากทัศน์ที่ได้วาดภาพขึ้นในบทความนี้
ถือได้ว่าเป็นเพียงภาพที่ถูกเขียนมาจากการฝันร้าย
ถ้าตื่นขึ้นมาทุกอย่างยังคงเป็นเพียงแค่ความฝันเท่านั้นเอง
ขอให้ประเทศไทยสงบสุขสถาพร
|