Tortaharn.net

Monday, 06 September 2010

รายการ
หน้าแรก
ความฝันอันสูงสุด
วัตถุประสงค์
บทความ
ประวัติศาสตร์ทหาร
หนังสือ
รู้จักทอทหาร
ทอทหาร Facebook
ทอทหาร Twitter
ติดต่อทอทหาร
เชื่อมโยง
ค้นหา
สมุดเยี่ยม
เพื่อนบ้านน่าสนใจ
Guru-ICT.com
ทหารดอทเน็ต
ตท.26/จปร.37
ประชาสรรค์
อานันท์
เวบมาสเตอร์
แก้ไขระบบ
บุคคลออนไลน์
ขณะนี้มี 62 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
เข้าสู่ระบบ
ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้ลงทะเบียน? ลงทะเบียนใหม่
ปฏิทิน
« มิถุนายน 2010  
อา. จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส.
  12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930     
เวลาปัจจุบัน
สถิติ
จำนวนสมาชิก : 5998
จำนวนข่าวสาร : 176
เว็บลิงค์: 21
ผู้เยี่ยมชม: 4229987
Syndicate
ความขัดแย้ง – สมานฉันท์ – บทวิเคราะห์หนปฏิบัติในการยุติความขัดแย้งของสังคมไทย PDF พิมพ์ ส่งเมล
แก้ไขโดย ทอทหาร   
วันศุกร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ.2553

< Download ฉบับ PDF >



1. กล่าวนำ
        ความสูญเสียของทั้งสองฝ่ายที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติการเพื่อบังคับใช้กฎหมายเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 ที่ผ่านมานั้น สามารถกล่าวได้ว่าเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่มีผู้ใดอยากให้เกิดขึ้นในสังคมไทย อีกทั้งปรากฏการณ์นี้ยังได้สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงที่มีมาจากรากเหง้าของปัญหา และพบได้อย่างดาษดื่นทั่วไปในสังคมไทย รวมถึงความสลับซับซ้อนที่สั่งสมมาจนถึงจุดที่นำไปสู่การเข้าเผชิญหน้ากันและพร้อมที่จะเข้าใช้ความรุนแรงระหว่างสมาชิกในสังคม แต่หากพิจารณาให้ดีแล้ว ความขัดแย้งในลักษณะนี้จึงเป็นสิ่งที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา และนอกเหนือจากจากความขัดแย้งนี้ ที่ผ่านมาการคลี่คลายสถานการณ์ลดความขัดแย้งยังได้ถูกจารึกควบคู่ไปในประวัติศาสตร์ตวามขัดแย้งของสังคมไทยอีกด้วย ซึ่งหากติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องแล้ว จะพบว่าสถานการณ์ปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะก้าวเข้าไปสู่ระยะสุดท้ายก่อนที่จะกลายเป็นสงครามกลางเมือง หรือสภาพของรัฐล้มเหลว (Failed State) ตามที่นักวิชาการหลายท่านได้กล่าวไว้

        ดังนั้นการที่สังคมไทยจะขับเคลื่อนไปสู่แนวทางที่เหมาะสมในการคลี่คลายสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้นั้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำความเข้าในแนวทางและความเป็นไปได้ในการยุติความขัดแย้ง เพื่อช่วยให้ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย ผู้ที่มีอำนาจหน้าที่ และผู้ที่เกี่ยวข้อง เลือกหนทางในการปฏิบัติ (Cause of Action : COA) ที่ดีที่สุด ตามข้อจำกัดที่แต่ละฝ่ายมี

2. สถานการณ์โดยรวม
        ภายหลังการเข้าสลายผู้ชุมนุมในวันที่ 10 เมษายน 2553 จนเกิดการสูญเสียทั้งสองฝ่ายทั้งในด้านทางเมืองและในด้านชีวิตและทรัพย์สิน โดยทางการเมืองนั้นฝ่ายรัฐบาลได้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ เพราะผลจากการปฏิบัติการเข้าขอยึดพื้นที่คืน ทำให้เกิดความสูญเสียมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนกว่า 800 คน และมีผู้เสียชีวิต 25 ราย ในส่วนของกลุ่ม นปช. เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์จากกรณีของการมีกองกำลังติดอาวุธ และพร้อมใช้ความรุนแรงแฝงตัวอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม ทำให้ขาดความน่าเชื่อถือจากสังคมโดยรวมและมีท่าทีที่ขัดแย้งกับการเคลื่อนไหวในแนวทางสันติวิธี

        ผลความเสียหายจากการปฏิบัติการดังกล่าว ได้ส่งผลให้ฝ่ายรัฐบาลต้องตระหนักและใคร่ครวญเป็นอย่างมากก่อนที่จะเข้าดำเนินการสลายกลุ่ม นปช.ในครั้งต่อไป ฝ่ายรัฐบาลมีความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์และได้รับแรงสนับสนุนจากประชาชนในกรุงเทพฯ จึงใช้วิธีกดดัน-ปิดล้อม ตัดช่องทางการสื่อสาร และการส่งกำลังบำรุงของกลุ่มผู้ชุมนุม ในขณะที่ฝ่ายนปช. ต้องถอนตัวจากที่มั่นบนพื้นที่ถนนราชดำเนิน มารวมกันอยู่ในบริเวณพื้นที่ราชประสงค์พื้นที่เดียว เพราะมีความเชื่อว่าจะสามารถเพิ่มแรงกดดันให้กับรัฐบาลผ่านการชุมนุมบนพื้นที่ที่อยู่บนศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศ และเป็นบริเวณที่มีชัยภูมิที่ดีต่อการตั้งรับ จึงถือเป็นการตั้งรับทางยุทธวิธี และรุกทางยุทธศาสตร์

        ในขณะเดียวกันรัฐบาลจะได้รับแรงกดดันจากมวลชนคนในกรุงเทพฯ และกลุ่ม พธม. ที่ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดของ นปช. รวมถึงการใช้อาวุธของกองกำลังไม่ทราบฝ่าย ทำให้รัฐบาลและกองทัพต้องเข้าบังคับใช้กฎหมายตลอดจนสลายผู้ชุมนุมบนพื้นที่ราชประสงค์ การแสดงออกเหล่านี้ได้ถูกแสดงผ่านทั้งสื่อกระแสหลัก และสื่อทางเลือก ดังจะเห็นได้จากการระดมคนเสื้อหลากสีออกมาประท้วงผ่านทางเวบไซต์ เฟสบุ๊ค (facebook) เป็นต้น

        การถอยเข้าสู่ที่มั่นตั้งรับสุดท้ายที่บริเวณพื้นที่ราชประสงค์ของกลุ่ม นปช. ในครั้งนี้จึงมีสภาพที่ไม่แตกต่างไปจากหมู่บ้านบางระจันระยะสุดท้ายก่อนถูกทำลาย ซึ่งจะมีประเด็นสำคัญ ที่จะต้องพิจารณาเป็นไปตามภาพที่ 1 ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้
 


ภาพที่ 1 บทวิเคราะห์ทางยุทธการ : เข้าที่มั่นตั้งรับขั้นสุดท้าย ณ ที่มั่นราชประสงค์


        2.1 การถอยของ นปช. มาตั้งรับในครั้งนี้เปรียบเสมือนกับการถอยมาเข้าที่มั่นตั้งรับขั้นสุดท้าย พร้อมที่จะทำการรบแตกหัก

        2.2 ถ้า นปช. ไม่สามารถตั้งรับได้จะมีการใช้ Broken Arrow เช่นการเผาบ้านเผาเมือง ในขั้นสุดท้ายไปพร้อมๆ การพ่ายแพ้

        2.3 มวลชนฝ่ายนปช. และฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับ นปช. จะเริ่มทำการปลุกมวลชนทั้งสองฝ่าย อาจเกิดการปะทะของมวลชนทั้งสองฝ่าย และ/หรือ มีการล้อมปราบของกองทัพ

        2.4 แกนนำของฝ่าย นปช. อาจกลายเป็นเป้าหมายหลักในการจับกุม หรือการลอบสังหาร (ซึ่งมาจากได้ทั้งฝ่ายหัวรุนแรงในกลุ่ม นปช. เอง ฝ่ายหัวรุนแรงในกลุ่มตรงข้ามกับ นปช. หรือจากฝ่ายรัฐบาล)

        2.5 จะมีการใช้ยุทธวิธีของสงครามกองโจรกันอย่างแพร่หลาย เช่น ซุ่มโจมตี ลอบสังหาร ก่อวินาศกรรม และการบ่อนทำลาย

        2.6 หากนปช. ยังคงความสามารถในการสื่อสารกับมวลชน จะสามารถระดมกองหนุนเข้ามาสมทบมวลชนที่ราชประสงค์ทำให้สามารถรักษาพื้นที่อยู่ได้ และหากรักษาพื้นที่เอาไว้ได้อย่างต่อเนื่อง ก็จะสามารถรวมกำลังและนำไปสู่การปรับกลยุทธ์เพื่อการเข้าตีโต้ตอบในอนาคต

3. หนทางปฏิบัติและการวิเคราะห์
       
การพิจารณาการคลี่คลายของสถานการณ์ ขึ้นอยู่กับปฏิสัมพันธ์และการคานกันของพลังต่างๆ ในสังคมทั้งพลังฝ่ายนิยมความรุนแรง และฝ่ายนิยมสันติวิธี ซึ่งมีกระจายอยู่ทั่วไปทั้งในกลุ่ม นปช. กลุ่มตรงข้ามนปช. กลุ่มรัฐบาล ตลอดจนภาคสื่อ และภาคประชาสังคม

        3.1 หนทางปฏิบัติที่ 1 : สามแพร่งแห่งความรุนแรง หากพลังฝ่ายนิยมความรุนแรงมีสถานะครอบงำทางความคิด ไม่ว่าจะในฝ่ายใดก็ตาม ก็อาจดึงให้ฝ่ายรุนแรงของกลุ่มอื่นๆ ดำเนินการตอบโต้ จนกระทั่งนำไปสู่การใช้ความรุนแรงเพื่อการสลายมวลชน หรือการปะทะกันระหว่างมวลชน การดำเนินการที่รุนแรงยืดเยื้อและสร้างความเสียหายในประเทศจะนำไปสู่การใช้กำลังของกองทัพเพื่อการทำรัฐประหารโดยดำรงจุดมุ่งหมายรักษาความมั่นคงของประเทศอันเป็นจุดยืนหลักของกองทัพ การทำรัฐประหารนี้อาจเป็นได้จากทหารทุกฝ่าย ปัญหาของหนทางปฏิบัติเส้นทางในลักษณะนี้จะยิ่งดึงให้ฝ่ายตรงข้ามใช้ความรุนแรงตอบโต้ ทำให้มีแนวโน้มดึงทั้งสังคมลงสู่เกลียวหมุนเชิงลบแห่งความรุนแรง (Negative spiral of violence)

            สำหรับประเด็นที่จะต้องวิเคราะห์ในหนทางปฏิบัติทางสามแพร่ง แห่งความรุนแรง ได้ตามภาพที่ 2 มีดังต่อไปนี้

ภาพที่ 2 สามแพร่งแห่งความรุนแรง เมื่อฝ่ายนิยมความรุนแรงมีอิทธิพลในการตัดสินใจ
 

            บทวิเคราะห์
             หากการปราบปรามมวลชนเสื้อแดงได้ผลสำเร็จ คือจับแกนนำได้ทุกคน มวลชนคาดว่าจะถูกสลายได้โดยง่าย ทำให้มวลชนตามต่างจังหวัดเคลื่อนไหวได้ลำบากขึ้น และไม่สามารถดำรงทิศทางการเคลื่อนไหวอย่างมีพลังได้

             หากจับแกนนำได้บางส่วน อาจนำไปสู่การสลายมวลชนได้ แต่ในอนาคตอาจจะเผชิญการเคลื่อนไหวใต้ดิน ซึ่งนำไปสู่สถานการณ์จัดตั้งกองกำลังติดอาวุธเคลื่อนไหวใต้ดิน

             หากฝ่ายรัฐไม่สามารถปราบปรามได้ อาจจะนำไปสู่สถานการณ์ที่เลวร้ายขยายตัว และเลยไปถึงการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของสังคมไทยได้

             หากฝ่ายรัฐปรับกำลังก่อนเข้าทำการปราบใช้เวลานาน มวลชนที่จัดตั้งอีกกลุ่มหนึ่งอาจเคลื่อนที่เข้าปะทะก่อน ซึ่งอาจทำให้กองทัพต้องออกมาดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ประกาศกฎอัยการศึกเพื่อจัดการขั้นเด็ดขาด หรือทำการรัฐประหารเพื่อควบคุมสถานการณ์

             มีความเป็นไปได้ว่าอาจมีมวลชนที่จัดตั้งอีกกลุ่มหนึ่งเข้าร่วมกับฝ่ายรัฐในการปราบปรามสลายการชุมนุม

             หากมีความขัดแย้งระหว่างกองทัพอาจนำไปสู่การทำรัฐประหารก่อนที่จะเข้าสลายมวลชน

             หากมีการปะทะกันระหว่างมวลชน อาจนำไปสู่การทำรัฐประหารได้

            ข้อสังเกตทางยุทธวิธี
             พื้นที่ราชประสงค์เป็นพื้นที่สิ่งปลูกสร้าง อาคารสิ่งปลูกสร้างเป็นสถานที่เอื้ออำนวยในการใช้ยุทธวิธีของกองโจรในการทำการซุ่มโจมตี เพราะฉะนั้นหากฝ่ายใดมีความสามารถในการพื้นที่สูงข่มได้ ก็จะนำไปสู่ความได้เปรียบ

             เวลาการเข้าปฏิบัติทางทหารจะมีสองลักษณะคือ 1) การเข้าปฏิบัติการในช่วงเวลามืดใกล้สว่าง และ 2) การเข้าปฏิบัติการในช่วงสว่างใกล้มืด จากปัญหาวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา เป็นการเข้าปราบปรามสลายสว่างใกล้มืด จึงทำให้ถูกโจมตีจากยุทธวิธีกองโจร คราวนี้หากมีการปราบปรามจึงมีความเป็นไปได้ว่าจะทำการเข้าปฏิบัติการในช่วงเวลามืดใกล้สว่าง โดยจะใช้ความสว่างแสดงให้เห็นถึงการปฏิบัติที่โปร่งใส และลดข้อครหาต่างๆ

             หากมีการใช้การซุ่มยิงไม่ว่าจากฝ่ายไหน กองกำลังไม่ทราบฝ่ายจะเสียเปรียบฝ่ายรัฐ เพราะประสบการณ์ในการหาอาวุธประเภทซุ่มยิงไม่เท่ากับฝ่ายรัฐ เพราะฉะนั้นหากมีการใช้ยุทธวิธีของสงครามกองโจรจากกองกำลังไม่ทราบฝ่ายย่อมจะเสียเปรียบทำให้การปฏิบัติจากการใช้อาวุธสงครามเปลี่ยนไปเป็นการก่อวินาศกรรมมากกว่า

             ในระหว่างมีการปราบปรามสลายมวลชน มีความเป็นไปได้ที่กองบัญชาการของฝ่ายรัฐจะถูกโจมตีโดยอาวุธหนักได้

             มวลชนที่ราชประสงค์นั้นร่างกายมีสภาพล้าจากการเข้าร่วมการชุมนุม และเหตุปะทะในวันที่ 9-10 เมษายน ที่ผ่านมา แต่สภาพจิตใจนั้น ผู้ที่ผ่านเหตุการณ์วันที่ 9-10 เมษายน กลับกลายเป็นเข้มแข็งมากขึ้น เพราะฉะนั้นมวลชนที่จัดตั้งขึ้นใหม่จะมีความเข้มแข็งต่ำกว่าเพราะเพิ่มเริ่มจัดตั้ง

        3.2 หนทางปฏิบัติที่ 2 : เส้นทางสมานฉันท์ หากพลังฝ่ายสันติที่อยู่ในทุกฟากฝ่ายสามารถอยู่ในฐานะที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจได้ เพราะผลจากเหตุการณ์ในวันที่ 10 เมษายน 2553 ยิ่งเพิ่มความขัดแย้งของทั้งฝ่ายรัฐบาลและกลุ่มนปช. มากขึ้นอีก จากที่มีอยู่บนพื้นฐานทั้งความขัดแย้งจากฝ่ายมวลชนในแง่ความไม่เท่าเทียมกันทางสังคม และจากข้อขัดแย้งในทางการเมืองของกลุ่มแกนนำ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร และ พรรคฝ่ายค้าน ความขัดแย้งจึงสะสมตัวเพิ่มจาก ข้อถกเถียงในเรื่องความเป็นธรรม ความไม่เป็นธรรม ไปสู่การแบ่งฝักฝ่ายถือพวกพ้อง การตัดสินความถูกผิดจากฝ่ายตนและฝ่ายตรงข้าม จนในที่สุดพัฒนาไปสู่เรื่องการแพ้ชนะตามลำดับ

            อย่างไรก็ตามในทุกฝ่าย ทุกขบวนการเคลื่อนไหวก็ย่อมมีทั้งฝ่ายนิยมความรุนแรง และฝ่ายนิยมสันติวิธี หากสังคมไทยสามารถหาวิธีการให้คู่ขัดแย้งได้เปิดการเจรจาต่อเนื่องจากที่มีการเจรจาไปแล้วสองครั้ง ซึ่งสามารถทำได้ทั้งการเจรจาปิด และการเจรจาเปิด (ให้มีส่วนร่วมจากสาธารณะ) โดยเน้นการดึงฝ่ายนิยมสันติวิธีของทุกฝ่ายเข้าระดมปรึกษาหาแนวทางแก้ไข

            ทั้งนี้ข้อเจรจานี้จะต้องไม่มองด้านเสียของแต่ละฝ่ายมากจนเกินไป ควรเน้นกระบวนการประนีประนอม และทุกภาคฝ่ายจะต้องเน้นผลประโยชน์สังคมส่วนรวมเป็นสำคัญ ฝ่ายกองทัพควรเน้นภารกิจด้านความมั่นคงเป็นหลัก สื่อมวลชนก็ต้องไม่ประกอบภารกิจที่เน้นด้านผลประโยชน์เป็นหลัก สถานกรณ์จะมีการคลี่คลายตัวไปในลักษณะภาพที่ 3

            หากระบวนการเจรจาบนผลประโยชน์ของมวลชนมากกว่าแกนนำ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต้องวางตัวเป็นกลาง หากเป็นเช่นนี้ได้ สังคมไทยจะสามารถคลี่คลายจากปัญหาความขัดแย้งเฉพาะหน้า เริ่มกระบวนการพูดคุยเจรจาอย่างสร้างสรรค์ ร่วมมือกันเข้าฟื้นฟูและเยียวยาให้กับผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความขัดแย้ง หากสถานการณ์สามารถคลี่คลายในลักษณะนี้ได้ อาจมุ่งสู่การปฏิรูปสังคมอย่างทั่วด้าน แต่อย่างไรก็ตามเส้นทางนี้ยังต้องเน้นกระบวนการและวิธีการที่สามารถทำได้จริง แต่ในทางปฏิบัติอาจเป็นไปได้ยากเพราะจากปัญหาที่ผ่านมาจะได้เห็นแล้วว่าแม้จะมีการเจรจาต่อเนื่องก็ยังเกิดความรุนแรงขึ้นได้

 

 

ภาพที่ 3 หนทางปฏิบัติสู่ความสมานฉันท์และการปฏิรูป เมื่อฝ่ายนิยมสันติวิธีมีอิทธิพลในการตัดสินใจ


            3.3 หนทางปฏิบัติที่ 3 : เส้นทางรัฐบาลแห่งชาติ เมื่อแนวคิดของการปฏิรูป และแนวคิดของความรุนแรงไม่สามารถอยู่ในฐานะมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจได้ หนทางปฏิบัติที่เป็นไปได้มากที่สุด เมื่ออิทธิพลของทั้งสองด้านอยู่ในฐานะที่มีดุลยภาพและต่างไม่อยู่ในฐานะครอบงำ สถานการณ์น่าจะคลี่คลายไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ หรือการประนีประนอมชั่วคราว แต่ความประนีประนอมหรือรัฐบาลแห่งชาตินี้จะไม่ยั่งยืน ง่ายต่อการสูญเสียภาวะสมดุลจากปัญหาภายใน และนำไปสู่ความขัดแย้งครั้งใหม่ การคลี่คลายตัวในรูปแบบนี้จะเป็นไปดังภาพที่ 4
 

ภาพที่ 4 การคลี่คลายตัวไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ


                การที่พลังฝ่ายนิยมความรุนแรงไม่อยู่ในฐานะที่มีอิทธิพลทางความคิด ในขณะเดียวกันพลังฝ่ายสันติวิธีก็ไม่อยู่ในฐานะด้านหลัก จะทำให้รัฐบาลก็ยังต้องปิดล้อมฝ่าย นปช.ให้จำกัดพื้นที่อยู่บริเวณราชประสงค์ โดยไม่ต้องการใช้กำลังทหารเข้าทำการสลายมวลชนซึ่งอาจเสี่ยงต่อความสูญเสีย (ดังที่แสดงให้เห็นในหนทางปฏิบัติที่ 1 – สามแพร่งแห่งความรุนแรง) ในขณะที่ฝ่าย นปช. ก็ไม่สามารถรวมกำลังมวลชน ขยายการกดดันรัฐบาลไปสู่พื้นที่ที่มีความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจในบริเวณอื่นๆต่อไปได้

                การพิจารณาการสลายมวลชนของรัฐบาล หากทำได้สำเร็จซึ่งจะเป็นการเน้นจับกุมแกนนำ มวลชนก็สามารถสลายตัวได้ง่าย มวลชนตามต่างจังหวัดก็จะเคลื่อนไหวได้ลำบากและไม่มีทิศทาง แต่หากจับกุมตัวแกนนำได้เพียงบางส่วนก็อาจนำไปสู่การเคลื่อนไหวใต้ดินโดยมุ่งใช้ความรุนแรงกระทำต่ออำนาจรัฐ เสี่ยงต่อการขัดแย้งที่ยืดเยื้อยาวนาน และทวีความรุนแรงมากขึ้น แต่หากฝ่ายรัฐเข้าทำการสลายมวลชนแล้วไม่สามารถปราบปรามได้ ความรุนแรงจะยิ่งขยายตัว และสถานการณ์อาจเลยไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมได้

                หากฝ่ายกองทัพพิจารณาเห็นความเสี่ยงของการสลายมวลชนมีมากกว่าการไม่สลายมวลชน ก็จะนำไปสู่ภาวะปิดล้อม ตรึงกำลังยืดเยื้อ ในไม่ช้าจะทำให้เกิดการเจรจาและกดดันหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลให้เปิดการเจรจา เพื่อนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ อาจมีการเจรจาต่อรองแบ่งปันอำนาจกันในระหว่างหมู่ผู้นำพรรคการเมือง แต่แม้ว่าจะมีการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติได้ ภาวะซึ่งเกิดจากการประนีประนอมชั่วคราวนี้ก็จะไม่มีความเสถียร สังคมจะเริ่มกดดันเพราะไม่พอใจกับสภาพผูกขาด ไม่มีการถ่วงดุล และการตรวจสอบอำนาจรัฐบาล ฝ่ายแกนนำรัฐบาลผสมอาจเกิดการแตกหักกันเอง และจะนำไปสู่การยุบสภาในที่สุด

4. บทสรุป
       
จากหนทางปฏิบัติเพื่อการคลี่คลายตัวของสถานการณ์ที่เป็นไปได้ทั้งหมด คนไทยทุกคนคงเห็นแล้วว่าเส้นทางที่ไม่อยากให้เกิดขึ้นคือหนทางปฏิบัติแรก หรือสามแพร่งแห่งความรุนแรง ซึ่งจะเป็นหนทางปฏิบัติที่นำไปสู่ความสูญเสียขนาดใหญ่ และยิ่งชักนำไปสู่วังวนแห่งความขัดแย้งอย่างไม่จบสิ้น

        ส่วนหนทางปฏิบัติที่สองแม้ว่าสังคมอยากให้เกิดภาพในลักษณะนี้ขึ้นมากที่สุด ซึ่งจะสามารถนำไปสู่การปฏิรูปสังคมอย่างทั่วด้านได้ แต่ด้วยปัญหาต่างๆ ก็ไม่ง่ายในการเกิดหนทางปฏิบัตินี้ขึ้น ปัจจัยตัดสินอยู่ที่การดำเนินกลวิธีในการนำเอาพลังสันติของทุกฝ่ายขึ้นมาอยู่ในฐานะนำ และหากหนทางปฏิบัติทั้งสองไม่สามารถเกิดขึ้นได้ก็จะเป็นการคลี่คลายตัวไปสู่เส้นทางที่สามซึ่งเป็นการประนีประนอมชั่วคราว หรือการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ซึ่งใช้ทุกพรรคการเมือง หรือเกือบทุกพรรคการเมืองจัดตั้งรัฐบาลขึ้น แต่เส้นทางนี้ก็จะไม่ยั่งยืน ในที่สุดก็จะต้องเสียสมดุลและนำไปสู่ความขัดแย้งครั้งใหม่ต่อไป

        หากเราคนไทยทุกคน สามารถหันหน้าเข้าหากัน เพื่อเจรจาและพูดคุยกันอย่างมีเหตุมีผล โดยสันติ ก็จะสามารถขับเคลื่อนประเทศชาติให้ก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยความสามัคคี สมดังพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลที่ 4 ซึ่งได้ทรงโปรดให้สมเด็จพระสังฆราช (สา) วัดราชประดิษฐ์ คิดค้นถ้อยคำประดับตราแผ่นดิน ซึ่งสมเด็จพระสังฆราชได้คิดคาถาภาษาบาลี จารึกบนแพรแถบด้วยอักษรไทยว่า “สพฺเพ สํ สงฺฆภูตานํ สามคฺคี วุฑฒิ สาธิกา” ซึ่งแปลโดยความหมายได้ว่า “ความพร้อมเพรียงของบุคคลทั้งปวงผู้อยู่เป็นหมวดหมู่กัน ย่อมเป็นเครื่องทำความเจริญให้สำเร็จ” หรือ “การใหญ่ของแผ่นดินจักสำเร็จ ได้ด้วยความสามัคคี”

 

< ก่อนหน้า   ถัดไป >
| Tortaharn.net | Powered by Mambopixel.com |