|

< Download ฉบับ PDF
>
1. กล่าวนำ
ความสูญเสียของทั้งสองฝ่ายที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติการเพื่อบังคับใช้กฎหมายเมื่อวันที่
10 เมษายน 2553 ที่ผ่านมานั้น
สามารถกล่าวได้ว่าเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่มีผู้ใดอยากให้เกิดขึ้นในสังคมไทย
อีกทั้งปรากฏการณ์นี้ยังได้สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงที่มีมาจากรากเหง้าของปัญหา
และพบได้อย่างดาษดื่นทั่วไปในสังคมไทย
รวมถึงความสลับซับซ้อนที่สั่งสมมาจนถึงจุดที่นำไปสู่การเข้าเผชิญหน้ากันและพร้อมที่จะเข้าใช้ความรุนแรงระหว่างสมาชิกในสังคม
แต่หากพิจารณาให้ดีแล้ว
ความขัดแย้งในลักษณะนี้จึงเป็นสิ่งที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
และนอกเหนือจากจากความขัดแย้งนี้
ที่ผ่านมาการคลี่คลายสถานการณ์ลดความขัดแย้งยังได้ถูกจารึกควบคู่ไปในประวัติศาสตร์ตวามขัดแย้งของสังคมไทยอีกด้วย
ซึ่งหากติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องแล้ว
จะพบว่าสถานการณ์ปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะก้าวเข้าไปสู่ระยะสุดท้ายก่อนที่จะกลายเป็นสงครามกลางเมือง
หรือสภาพของรัฐล้มเหลว (Failed State) ตามที่นักวิชาการหลายท่านได้กล่าวไว้
ดังนั้นการที่สังคมไทยจะขับเคลื่อนไปสู่แนวทางที่เหมาะสมในการคลี่คลายสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้นั้น
จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำความเข้าในแนวทางและความเป็นไปได้ในการยุติความขัดแย้ง
เพื่อช่วยให้ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย ผู้ที่มีอำนาจหน้าที่ และผู้ที่เกี่ยวข้อง
เลือกหนทางในการปฏิบัติ (Cause of Action : COA) ที่ดีที่สุด
ตามข้อจำกัดที่แต่ละฝ่ายมี
2. สถานการณ์โดยรวม
ภายหลังการเข้าสลายผู้ชุมนุมในวันที่ 10 เมษายน 2553
จนเกิดการสูญเสียทั้งสองฝ่ายทั้งในด้านทางเมืองและในด้านชีวิตและทรัพย์สิน
โดยทางการเมืองนั้นฝ่ายรัฐบาลได้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์
เพราะผลจากการปฏิบัติการเข้าขอยึดพื้นที่คืน
ทำให้เกิดความสูญเสียมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนกว่า 800 คน และมีผู้เสียชีวิต 25 ราย
ในส่วนของกลุ่ม นปช. เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์จากกรณีของการมีกองกำลังติดอาวุธ
และพร้อมใช้ความรุนแรงแฝงตัวอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม
ทำให้ขาดความน่าเชื่อถือจากสังคมโดยรวมและมีท่าทีที่ขัดแย้งกับการเคลื่อนไหวในแนวทางสันติวิธี
ผลความเสียหายจากการปฏิบัติการดังกล่าว
ได้ส่งผลให้ฝ่ายรัฐบาลต้องตระหนักและใคร่ครวญเป็นอย่างมากก่อนที่จะเข้าดำเนินการสลายกลุ่ม
นปช.ในครั้งต่อไป
ฝ่ายรัฐบาลมีความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์และได้รับแรงสนับสนุนจากประชาชนในกรุงเทพฯ
จึงใช้วิธีกดดัน-ปิดล้อม ตัดช่องทางการสื่อสาร
และการส่งกำลังบำรุงของกลุ่มผู้ชุมนุม ในขณะที่ฝ่ายนปช.
ต้องถอนตัวจากที่มั่นบนพื้นที่ถนนราชดำเนิน
มารวมกันอยู่ในบริเวณพื้นที่ราชประสงค์พื้นที่เดียว
เพราะมีความเชื่อว่าจะสามารถเพิ่มแรงกดดันให้กับรัฐบาลผ่านการชุมนุมบนพื้นที่ที่อยู่บนศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศ
และเป็นบริเวณที่มีชัยภูมิที่ดีต่อการตั้งรับ จึงถือเป็นการตั้งรับทางยุทธวิธี
และรุกทางยุทธศาสตร์
ในขณะเดียวกันรัฐบาลจะได้รับแรงกดดันจากมวลชนคนในกรุงเทพฯ และกลุ่ม พธม.
ที่ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดของ นปช. รวมถึงการใช้อาวุธของกองกำลังไม่ทราบฝ่าย
ทำให้รัฐบาลและกองทัพต้องเข้าบังคับใช้กฎหมายตลอดจนสลายผู้ชุมนุมบนพื้นที่ราชประสงค์
การแสดงออกเหล่านี้ได้ถูกแสดงผ่านทั้งสื่อกระแสหลัก และสื่อทางเลือก
ดังจะเห็นได้จากการระดมคนเสื้อหลากสีออกมาประท้วงผ่านทางเวบไซต์ เฟสบุ๊ค (facebook)
เป็นต้น
การถอยเข้าสู่ที่มั่นตั้งรับสุดท้ายที่บริเวณพื้นที่ราชประสงค์ของกลุ่ม นปช.
ในครั้งนี้จึงมีสภาพที่ไม่แตกต่างไปจากหมู่บ้านบางระจันระยะสุดท้ายก่อนถูกทำลาย
ซึ่งจะมีประเด็นสำคัญ ที่จะต้องพิจารณาเป็นไปตามภาพที่ 1 ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้

ภาพที่ 1 บทวิเคราะห์ทางยุทธการ : เข้าที่มั่นตั้งรับขั้นสุดท้าย ณ
ที่มั่นราชประสงค์
2.1
การถอยของ นปช.
มาตั้งรับในครั้งนี้เปรียบเสมือนกับการถอยมาเข้าที่มั่นตั้งรับขั้นสุดท้าย
พร้อมที่จะทำการรบแตกหัก
2.2 ถ้า
นปช. ไม่สามารถตั้งรับได้จะมีการใช้ Broken Arrow เช่นการเผาบ้านเผาเมือง
ในขั้นสุดท้ายไปพร้อมๆ การพ่ายแพ้
2.3
มวลชนฝ่ายนปช. และฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับ นปช. จะเริ่มทำการปลุกมวลชนทั้งสองฝ่าย
อาจเกิดการปะทะของมวลชนทั้งสองฝ่าย และ/หรือ มีการล้อมปราบของกองทัพ
2.4
แกนนำของฝ่าย นปช. อาจกลายเป็นเป้าหมายหลักในการจับกุม หรือการลอบสังหาร
(ซึ่งมาจากได้ทั้งฝ่ายหัวรุนแรงในกลุ่ม นปช. เอง ฝ่ายหัวรุนแรงในกลุ่มตรงข้ามกับ
นปช. หรือจากฝ่ายรัฐบาล)
2.5
จะมีการใช้ยุทธวิธีของสงครามกองโจรกันอย่างแพร่หลาย เช่น ซุ่มโจมตี ลอบสังหาร
ก่อวินาศกรรม และการบ่อนทำลาย
2.6
หากนปช. ยังคงความสามารถในการสื่อสารกับมวลชน
จะสามารถระดมกองหนุนเข้ามาสมทบมวลชนที่ราชประสงค์ทำให้สามารถรักษาพื้นที่อยู่ได้
และหากรักษาพื้นที่เอาไว้ได้อย่างต่อเนื่อง
ก็จะสามารถรวมกำลังและนำไปสู่การปรับกลยุทธ์เพื่อการเข้าตีโต้ตอบในอนาคต
3. หนทางปฏิบัติและการวิเคราะห์
การพิจารณาการคลี่คลายของสถานการณ์ ขึ้นอยู่กับปฏิสัมพันธ์และการคานกันของพลังต่างๆ
ในสังคมทั้งพลังฝ่ายนิยมความรุนแรง และฝ่ายนิยมสันติวิธี
ซึ่งมีกระจายอยู่ทั่วไปทั้งในกลุ่ม นปช. กลุ่มตรงข้ามนปช. กลุ่มรัฐบาล
ตลอดจนภาคสื่อ และภาคประชาสังคม
3.1
หนทางปฏิบัติที่ 1 : สามแพร่งแห่งความรุนแรง
หากพลังฝ่ายนิยมความรุนแรงมีสถานะครอบงำทางความคิด ไม่ว่าจะในฝ่ายใดก็ตาม
ก็อาจดึงให้ฝ่ายรุนแรงของกลุ่มอื่นๆ ดำเนินการตอบโต้
จนกระทั่งนำไปสู่การใช้ความรุนแรงเพื่อการสลายมวลชน หรือการปะทะกันระหว่างมวลชน
การดำเนินการที่รุนแรงยืดเยื้อและสร้างความเสียหายในประเทศจะนำไปสู่การใช้กำลังของกองทัพเพื่อการทำรัฐประหารโดยดำรงจุดมุ่งหมายรักษาความมั่นคงของประเทศอันเป็นจุดยืนหลักของกองทัพ
การทำรัฐประหารนี้อาจเป็นได้จากทหารทุกฝ่าย
ปัญหาของหนทางปฏิบัติเส้นทางในลักษณะนี้จะยิ่งดึงให้ฝ่ายตรงข้ามใช้ความรุนแรงตอบโต้
ทำให้มีแนวโน้มดึงทั้งสังคมลงสู่เกลียวหมุนเชิงลบแห่งความรุนแรง (Negative spiral
of violence)
สำหรับประเด็นที่จะต้องวิเคราะห์ในหนทางปฏิบัติทางสามแพร่ง แห่งความรุนแรง
ได้ตามภาพที่ 2 มีดังต่อไปนี้

ภาพที่ 2 สามแพร่งแห่งความรุนแรง
เมื่อฝ่ายนิยมความรุนแรงมีอิทธิพลในการตัดสินใจ
บทวิเคราะห์
หากการปราบปรามมวลชนเสื้อแดงได้ผลสำเร็จ คือจับแกนนำได้ทุกคน
มวลชนคาดว่าจะถูกสลายได้โดยง่าย ทำให้มวลชนตามต่างจังหวัดเคลื่อนไหวได้ลำบากขึ้น
และไม่สามารถดำรงทิศทางการเคลื่อนไหวอย่างมีพลังได้
หากจับแกนนำได้บางส่วน อาจนำไปสู่การสลายมวลชนได้
แต่ในอนาคตอาจจะเผชิญการเคลื่อนไหวใต้ดิน
ซึ่งนำไปสู่สถานการณ์จัดตั้งกองกำลังติดอาวุธเคลื่อนไหวใต้ดิน
หากฝ่ายรัฐไม่สามารถปราบปรามได้ อาจจะนำไปสู่สถานการณ์ที่เลวร้ายขยายตัว
และเลยไปถึงการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของสังคมไทยได้
หากฝ่ายรัฐปรับกำลังก่อนเข้าทำการปราบใช้เวลานาน
มวลชนที่จัดตั้งอีกกลุ่มหนึ่งอาจเคลื่อนที่เข้าปะทะก่อน
ซึ่งอาจทำให้กองทัพต้องออกมาดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง
ประกาศกฎอัยการศึกเพื่อจัดการขั้นเด็ดขาด หรือทำการรัฐประหารเพื่อควบคุมสถานการณ์
มีความเป็นไปได้ว่าอาจมีมวลชนที่จัดตั้งอีกกลุ่มหนึ่งเข้าร่วมกับฝ่ายรัฐในการปราบปรามสลายการชุมนุม
หากมีความขัดแย้งระหว่างกองทัพอาจนำไปสู่การทำรัฐประหารก่อนที่จะเข้าสลายมวลชน
หากมีการปะทะกันระหว่างมวลชน อาจนำไปสู่การทำรัฐประหารได้
ข้อสังเกตทางยุทธวิธี
พื้นที่ราชประสงค์เป็นพื้นที่สิ่งปลูกสร้าง
อาคารสิ่งปลูกสร้างเป็นสถานที่เอื้ออำนวยในการใช้ยุทธวิธีของกองโจรในการทำการซุ่มโจมตี
เพราะฉะนั้นหากฝ่ายใดมีความสามารถในการพื้นที่สูงข่มได้ ก็จะนำไปสู่ความได้เปรียบ
เวลาการเข้าปฏิบัติทางทหารจะมีสองลักษณะคือ 1)
การเข้าปฏิบัติการในช่วงเวลามืดใกล้สว่าง และ 2)
การเข้าปฏิบัติการในช่วงสว่างใกล้มืด จากปัญหาวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา
เป็นการเข้าปราบปรามสลายสว่างใกล้มืด จึงทำให้ถูกโจมตีจากยุทธวิธีกองโจร
คราวนี้หากมีการปราบปรามจึงมีความเป็นไปได้ว่าจะทำการเข้าปฏิบัติการในช่วงเวลามืดใกล้สว่าง
โดยจะใช้ความสว่างแสดงให้เห็นถึงการปฏิบัติที่โปร่งใส และลดข้อครหาต่างๆ
หากมีการใช้การซุ่มยิงไม่ว่าจากฝ่ายไหน
กองกำลังไม่ทราบฝ่ายจะเสียเปรียบฝ่ายรัฐ
เพราะประสบการณ์ในการหาอาวุธประเภทซุ่มยิงไม่เท่ากับฝ่ายรัฐ
เพราะฉะนั้นหากมีการใช้ยุทธวิธีของสงครามกองโจรจากกองกำลังไม่ทราบฝ่ายย่อมจะเสียเปรียบทำให้การปฏิบัติจากการใช้อาวุธสงครามเปลี่ยนไปเป็นการก่อวินาศกรรมมากกว่า
ในระหว่างมีการปราบปรามสลายมวลชน
มีความเป็นไปได้ที่กองบัญชาการของฝ่ายรัฐจะถูกโจมตีโดยอาวุธหนักได้
มวลชนที่ราชประสงค์นั้นร่างกายมีสภาพล้าจากการเข้าร่วมการชุมนุม
และเหตุปะทะในวันที่ 9-10 เมษายน ที่ผ่านมา แต่สภาพจิตใจนั้น
ผู้ที่ผ่านเหตุการณ์วันที่ 9-10 เมษายน กลับกลายเป็นเข้มแข็งมากขึ้น
เพราะฉะนั้นมวลชนที่จัดตั้งขึ้นใหม่จะมีความเข้มแข็งต่ำกว่าเพราะเพิ่มเริ่มจัดตั้ง
3.2
หนทางปฏิบัติที่ 2 : เส้นทางสมานฉันท์
หากพลังฝ่ายสันติที่อยู่ในทุกฟากฝ่ายสามารถอยู่ในฐานะที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจได้
เพราะผลจากเหตุการณ์ในวันที่ 10 เมษายน 2553
ยิ่งเพิ่มความขัดแย้งของทั้งฝ่ายรัฐบาลและกลุ่มนปช. มากขึ้นอีก
จากที่มีอยู่บนพื้นฐานทั้งความขัดแย้งจากฝ่ายมวลชนในแง่ความไม่เท่าเทียมกันทางสังคม
และจากข้อขัดแย้งในทางการเมืองของกลุ่มแกนนำ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร และ
พรรคฝ่ายค้าน ความขัดแย้งจึงสะสมตัวเพิ่มจาก ข้อถกเถียงในเรื่องความเป็นธรรม
ความไม่เป็นธรรม ไปสู่การแบ่งฝักฝ่ายถือพวกพ้อง
การตัดสินความถูกผิดจากฝ่ายตนและฝ่ายตรงข้าม
จนในที่สุดพัฒนาไปสู่เรื่องการแพ้ชนะตามลำดับ
อย่างไรก็ตามในทุกฝ่าย ทุกขบวนการเคลื่อนไหวก็ย่อมมีทั้งฝ่ายนิยมความรุนแรง
และฝ่ายนิยมสันติวิธี
หากสังคมไทยสามารถหาวิธีการให้คู่ขัดแย้งได้เปิดการเจรจาต่อเนื่องจากที่มีการเจรจาไปแล้วสองครั้ง
ซึ่งสามารถทำได้ทั้งการเจรจาปิด และการเจรจาเปิด (ให้มีส่วนร่วมจากสาธารณะ)
โดยเน้นการดึงฝ่ายนิยมสันติวิธีของทุกฝ่ายเข้าระดมปรึกษาหาแนวทางแก้ไข
ทั้งนี้ข้อเจรจานี้จะต้องไม่มองด้านเสียของแต่ละฝ่ายมากจนเกินไป
ควรเน้นกระบวนการประนีประนอม
และทุกภาคฝ่ายจะต้องเน้นผลประโยชน์สังคมส่วนรวมเป็นสำคัญ
ฝ่ายกองทัพควรเน้นภารกิจด้านความมั่นคงเป็นหลัก
สื่อมวลชนก็ต้องไม่ประกอบภารกิจที่เน้นด้านผลประโยชน์เป็นหลัก
สถานกรณ์จะมีการคลี่คลายตัวไปในลักษณะภาพที่ 3
หากระบวนการเจรจาบนผลประโยชน์ของมวลชนมากกว่าแกนนำ
ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต้องวางตัวเป็นกลาง หากเป็นเช่นนี้ได้
สังคมไทยจะสามารถคลี่คลายจากปัญหาความขัดแย้งเฉพาะหน้า
เริ่มกระบวนการพูดคุยเจรจาอย่างสร้างสรรค์
ร่วมมือกันเข้าฟื้นฟูและเยียวยาให้กับผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความขัดแย้ง
หากสถานการณ์สามารถคลี่คลายในลักษณะนี้ได้ อาจมุ่งสู่การปฏิรูปสังคมอย่างทั่วด้าน
แต่อย่างไรก็ตามเส้นทางนี้ยังต้องเน้นกระบวนการและวิธีการที่สามารถทำได้จริง
แต่ในทางปฏิบัติอาจเป็นไปได้ยากเพราะจากปัญหาที่ผ่านมาจะได้เห็นแล้วว่าแม้จะมีการเจรจาต่อเนื่องก็ยังเกิดความรุนแรงขึ้นได้

ภาพที่ 3 หนทางปฏิบัติสู่ความสมานฉันท์และการปฏิรูป
เมื่อฝ่ายนิยมสันติวิธีมีอิทธิพลในการตัดสินใจ
3.3 หนทางปฏิบัติที่ 3 : เส้นทางรัฐบาลแห่งชาติ
เมื่อแนวคิดของการปฏิรูป
และแนวคิดของความรุนแรงไม่สามารถอยู่ในฐานะมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจได้
หนทางปฏิบัติที่เป็นไปได้มากที่สุด
เมื่ออิทธิพลของทั้งสองด้านอยู่ในฐานะที่มีดุลยภาพและต่างไม่อยู่ในฐานะครอบงำ
สถานการณ์น่าจะคลี่คลายไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ หรือการประนีประนอมชั่วคราว
แต่ความประนีประนอมหรือรัฐบาลแห่งชาตินี้จะไม่ยั่งยืน
ง่ายต่อการสูญเสียภาวะสมดุลจากปัญหาภายใน และนำไปสู่ความขัดแย้งครั้งใหม่
การคลี่คลายตัวในรูปแบบนี้จะเป็นไปดังภาพที่ 4

ภาพที่ 4 การคลี่คลายตัวไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ
การที่พลังฝ่ายนิยมความรุนแรงไม่อยู่ในฐานะที่มีอิทธิพลทางความคิด
ในขณะเดียวกันพลังฝ่ายสันติวิธีก็ไม่อยู่ในฐานะด้านหลัก
จะทำให้รัฐบาลก็ยังต้องปิดล้อมฝ่าย นปช.ให้จำกัดพื้นที่อยู่บริเวณราชประสงค์
โดยไม่ต้องการใช้กำลังทหารเข้าทำการสลายมวลชนซึ่งอาจเสี่ยงต่อความสูญเสีย
(ดังที่แสดงให้เห็นในหนทางปฏิบัติที่ 1 สามแพร่งแห่งความรุนแรง) ในขณะที่ฝ่าย
นปช. ก็ไม่สามารถรวมกำลังมวลชน
ขยายการกดดันรัฐบาลไปสู่พื้นที่ที่มีความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจในบริเวณอื่นๆต่อไปได้
การพิจารณาการสลายมวลชนของรัฐบาล
หากทำได้สำเร็จซึ่งจะเป็นการเน้นจับกุมแกนนำ มวลชนก็สามารถสลายตัวได้ง่าย
มวลชนตามต่างจังหวัดก็จะเคลื่อนไหวได้ลำบากและไม่มีทิศทาง
แต่หากจับกุมตัวแกนนำได้เพียงบางส่วนก็อาจนำไปสู่การเคลื่อนไหวใต้ดินโดยมุ่งใช้ความรุนแรงกระทำต่ออำนาจรัฐ
เสี่ยงต่อการขัดแย้งที่ยืดเยื้อยาวนาน และทวีความรุนแรงมากขึ้น
แต่หากฝ่ายรัฐเข้าทำการสลายมวลชนแล้วไม่สามารถปราบปรามได้ ความรุนแรงจะยิ่งขยายตัว
และสถานการณ์อาจเลยไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมได้
หากฝ่ายกองทัพพิจารณาเห็นความเสี่ยงของการสลายมวลชนมีมากกว่าการไม่สลายมวลชน
ก็จะนำไปสู่ภาวะปิดล้อม ตรึงกำลังยืดเยื้อ
ในไม่ช้าจะทำให้เกิดการเจรจาและกดดันหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลให้เปิดการเจรจา
เพื่อนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ
อาจมีการเจรจาต่อรองแบ่งปันอำนาจกันในระหว่างหมู่ผู้นำพรรคการเมือง
แต่แม้ว่าจะมีการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติได้
ภาวะซึ่งเกิดจากการประนีประนอมชั่วคราวนี้ก็จะไม่มีความเสถียร
สังคมจะเริ่มกดดันเพราะไม่พอใจกับสภาพผูกขาด ไม่มีการถ่วงดุล
และการตรวจสอบอำนาจรัฐบาล ฝ่ายแกนนำรัฐบาลผสมอาจเกิดการแตกหักกันเอง
และจะนำไปสู่การยุบสภาในที่สุด
4. บทสรุป
จากหนทางปฏิบัติเพื่อการคลี่คลายตัวของสถานการณ์ที่เป็นไปได้ทั้งหมด
คนไทยทุกคนคงเห็นแล้วว่าเส้นทางที่ไม่อยากให้เกิดขึ้นคือหนทางปฏิบัติแรก
หรือสามแพร่งแห่งความรุนแรง ซึ่งจะเป็นหนทางปฏิบัติที่นำไปสู่ความสูญเสียขนาดใหญ่
และยิ่งชักนำไปสู่วังวนแห่งความขัดแย้งอย่างไม่จบสิ้น
ส่วนหนทางปฏิบัติที่สองแม้ว่าสังคมอยากให้เกิดภาพในลักษณะนี้ขึ้นมากที่สุด
ซึ่งจะสามารถนำไปสู่การปฏิรูปสังคมอย่างทั่วด้านได้ แต่ด้วยปัญหาต่างๆ
ก็ไม่ง่ายในการเกิดหนทางปฏิบัตินี้ขึ้น
ปัจจัยตัดสินอยู่ที่การดำเนินกลวิธีในการนำเอาพลังสันติของทุกฝ่ายขึ้นมาอยู่ในฐานะนำ
และหากหนทางปฏิบัติทั้งสองไม่สามารถเกิดขึ้นได้ก็จะเป็นการคลี่คลายตัวไปสู่เส้นทางที่สามซึ่งเป็นการประนีประนอมชั่วคราว
หรือการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ซึ่งใช้ทุกพรรคการเมือง
หรือเกือบทุกพรรคการเมืองจัดตั้งรัฐบาลขึ้น แต่เส้นทางนี้ก็จะไม่ยั่งยืน
ในที่สุดก็จะต้องเสียสมดุลและนำไปสู่ความขัดแย้งครั้งใหม่ต่อไป
หากเราคนไทยทุกคน สามารถหันหน้าเข้าหากัน เพื่อเจรจาและพูดคุยกันอย่างมีเหตุมีผล
โดยสันติ ก็จะสามารถขับเคลื่อนประเทศชาติให้ก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยความสามัคคี
สมดังพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลที่ 4
ซึ่งได้ทรงโปรดให้สมเด็จพระสังฆราช (สา) วัดราชประดิษฐ์
คิดค้นถ้อยคำประดับตราแผ่นดิน ซึ่งสมเด็จพระสังฆราชได้คิดคาถาภาษาบาลี
จารึกบนแพรแถบด้วยอักษรไทยว่า สพฺเพ สํ สงฺฆภูตานํ สามคฺคี วุฑฒิ สาธิกา
ซึ่งแปลโดยความหมายได้ว่า ความพร้อมเพรียงของบุคคลทั้งปวงผู้อยู่เป็นหมวดหมู่กัน
ย่อมเป็นเครื่องทำความเจริญให้สำเร็จ หรือ การใหญ่ของแผ่นดินจักสำเร็จ
ได้ด้วยความสามัคคี
|