|

<
Download ฉบับ PDF
>
กล่าวนำ
จากสถานการณ์ระเบิดที่เกินในกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 14 ก.พ.55
ได้เกิดเหตุระเบิดขึ้น 3 ครั้ง ใน 3 จุด บริเวณ ซ.สุขุมวิท 71 ระหว่าง ซ.ปรีดี
พนมยงค์ 31-42 ใกล้กับโรงเรียนเกษมพิทยาทำให้มีผู้บาดเจ็บ 4-5 ราย
หนึ่งในนั้นคือผู้ก่อเหตุที่ชื่อ นายซาเย็บ โมราบิ (Mr.Saerb Morabi)
มีสัญชาติอิหร่าน บาดเจ็บสาหัส ขาขาดทั้ง 2 ข้าง
ต่อมาได้มีการตรวจพบระเบิดแสวงเครื่องน้ำหนักประมาณ 2 ปอนด์ ที่บ้านพักใน ซอย ปรีดี
พนมยงค์ 31 และต่อมาได้จับกุม นายคาซาอี โมฮัมเหม็ด ได้ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง
และยังมี นายมาซุด เซดฮาฮัท ซาเดช ที่ถูกจับกุมตัวได้ที่มาเลเซีย รวมถึง
นางสาวโรฮานี ไลลา ที่เดินทางกลับไปยังประเทศอิหร่านแล้ว โดยทั้ง 4
รายได้ถูกออกหมายจับ ภายหลังจากเกิดเหตุ
จากสถานการณ์ระเบิดที่เกิดขึ้นสิ่งที่ปรากฏขึ้นมาบทพื้นที่ข่าวนั้นจะเริ่มจากตัวแสดงที่เป็นรัฐ
(State Actors) คือ อิหร่าน สหรัฐอเมริกา และ อิสราเอล
นอกจากนี้ยังมีตัวแสดงที่เป็นองค์ที่ไม่ใช่รัฐ (Non-state Actors) ค่อยๆ
ปรากฏตามพื้นที่ข่าวคือ ฮิซบุลเลาะห์ (Hezbollah) มอสสาด (Mossad)
หน่วยสืบราชการลับของอิสราเอล ลัทธิไซออนนิสต์ (Zionism)
และขบวนการประชาชนมุญาฮิดีนอิหร่าน (The People's Mujahedin of Iran - MKO) หรือ
กลุ่มมูญาฮีดีนคัลก์ (Mojahedin-e-Khalq Organization)
การที่มีตัวแสดงที่หลากหลายนี้เอง
ทำให้สะท้อนถึงความสลับซับซ้อนที่เชื่อมโยงกับเหตุการณ์ต่างๆ หลายเหตุการณ์
การพิจารณาสถานการณ์ระเบิดที่เกิดขึ้นจึงเป็นเรื่องยากที่จะสรุปและมองเหตุการณ์นี้ว่าเป็นอาชญากรรมแต่เพียงสาเหตุเดียว
หากแต่เรื่องนี้เป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับ ความมั่นคงโดยตรง
ซึ่งเมื่อเกี่ยวกับความมั่นคงแล้ว เราคงจะปฏิเสธไม่ได้ว่า
เรื่องนี้จะต้องเกี่ยวพันกับผลประโยชฺน์ของชาติ ซึ่งจะได้กล่าวถึงในหัวข้อต่อๆ ไป
ความเป็นไปได้ของการปฏิบัติการลับในประเทศไทย
การปฏิบัติการในครั้งนั้นมีภาพของการเชื่อมโยงกับการปฏิบัติการก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุในประเทศไทย
3 ครั้ง หากพิจาณาจากยุทธวิธีที่ใช้ โดย ทั้ง 3 ครั้ง นั้นได้แก่ ครั้งแรก
เป็นเหตุการณ์ระเบิดสังหารนักวิทยาศาสตร์ชาวอิหร่าน เมื่อวันที่ 11 ม.ค.55
ที่ผ่านมา ครั้งที่สอง เป็นเหตุการณ์ ระเบิดที่จอร์เจีย รัสเซีย และ ครั้งที่สามที่
เดลลี อินเดีย โดยทั้ง 2 เหตุการณ์ เกิดเมื่อ 13 ก.พ.55
ก่อนที่จะเกิดเหตุในประเทศไทยที่ ซ.สุขุมวิท 71 เมื่อ 14 ก.พ.55
สำหรับสถานการณ์ระเบิดที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เมื่อวันที่ 14 ก.พ.55 ที่ผ่านมานั้น
ในขั้นต้นข้อมูลต่างๆ ได้มีทิศทางมุ่งไปสู่ การเตรียมการลอบสังหารบุคคลสำคัญ
แต่ภายหลังจากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้มีการพบเบาะแสหลายประการเพิ่มเติม
เช่น การใช้ สติ๊กเกอร์ คำว่า SEJEAL ติดเป็นสัญญาลักษณ์นำทาง
บริเวณเส้นทางที่เชื่อว่าบุคคลสำคัญของอิสราเอลเดินทางเข้ามาในประเทศไทยจะใช้สัญจร
โดยผลจากการค้นพบสติ๊กเกอร์ SEJEAL
นั้นได้เกิดคำถามตามมาว่าจะเป็นได้หรือที่อิหร่านจะมีการใช้สติ๊กเกอร์ฯ
ดังกล่าวเป็นสัญญาลักษณ์ ทำให้หลายฝ่ายพุ่งเป้าไปที่การจัดฉาก (setup)
ของฝ่ายสหรัฐฯ และอิสราเอล ดังนั้นหากนำประเด็นต่างๆ
มาประมวลเข้าด้วยกันแล้วจะพบว่า เหตุการณ์ที่เกิดระเบิดพลาดในวันที่ 14 ก.พ.55
นั้นมีความเป็นไปได้ของการปฏิบัติการลับ (Covert Operations) 2 แนวทาง
ดังแสดงในภาพที่ 1 ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

ภาพที่ 1
ความเป็นไปได้ของการปฏิบัติการลับในประเทศไทยกรณีสถานการณ์ระเบิดในวันที่ 14 ก.พ.55
1) ความเป็นไปได้ 1 - เป็นการปฏิบัติการลวง :
สำหรับความเป็นไปได้นี้จะมีสาเหตุมาจาก ความพยายามที่จะสร้างเงื่อนไข
เพื่อที่จะนำไปสู่การยุติโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน
ซึ่งถือได้ว่าเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อประเทศอิสราเอล สำหรับความเป็นไปได้นี้
จะมีตัวแสดงที่สำคัญคือ ฝ่ายสหรัฐฯ และอิสราเอล ที่ใช้การปฏิบัติการลับ
ด้วยวิธการลวง (Deception)
เพื่อที่จะใช้เป็นเงื่อนไขในการใช้กำลังทางทหารเข้าปฏิบัติการต่ออิหร่าน ในอนาคต
สำหรับความเป็นไปได้นี้ นั้นอิหร่านจะเป็นผู้ที่ถูกกล่าวหา
2) ความเป็นไปได้
2 เป็นการลอบสังหารบุคคลสำคัญ :
ส่วนความเป็นไปได้นี้จะมีสาเหตุมาจากความต้องการในการแก้แค้นของอิหร่าน
ที่มีต่ออิสราเอล เนื่องจากความขัดแย้งที่มีมาตั้งแต่อดีต และเชื่อมโยงกับ
การลอบสังหารนักวิทยาศาสตร์เคมีทางด้านนิวเคลียร์ ที่ถูกฆ่าตายจำนวน 4
คนภายในระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา เพราะการเสียชีวิตของนักวิทยาศาสตร์ฯ
ย่อมสงผลต่อโครงการพัฒนานิวเคลียร์ที่อิหร่านกำลังเริ่มรุดหน้าไปอย่างมาก
สำหรับแนวทางนั้น ตัวแสดงที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์จะแบ่งออกเป็นสองฝ่าย คือฝ่าย
อิหร่าน ที่ใช้การปฏิบัติการลับ ทำการลอบสังหารบุคคลสำคัญโดยใช้ระเบิด
ส่วนตัวแสดงฝ่ายสหรัฐฯ กับ อิสราเอล นั้นเป็นผู้ถูกกระทำ
จากความเป็นไปได้ทั้ง 2 ทางที่กล่าวมาในข้างต้นนั้น ถือว่าเป็นเคราะห์ร้าย หรือ
ความโชคไม่ดีของประเทศไทย ที่ถูกเลือกเป็นพื้นที่ปฏิบัติการของทั้งสองฝ่าย
ซึ่งไม่ว่าสาเหตุที่แท้จริงจะเป็นความเป็นไปได้ทางไหนก็ตาม
ประเทศไทยได้ถูกเลือกเป็นพื้นที่ปฏิบัติการและเหตุการณ์ในครั้งนี้ได้ส่งผลกระทบในเชิงลบต่อประเทศไทยอย่างมาก
ไม่ว่าจะเป็นทั้งความเชื่อมั่นที่มีต่อประเทศไทย
และยังรวมไปถึงการถูกจับตามองจากนานาประเทศในการแก้ปัญหาครั้งนี้ของไทยอีกด้วย
ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย
จากความเป็นได้ทั้ง
2 แนวทางที่กล่าวมาในข้างต้น
ไม่ว่าจะเป็นความเป็นไปได้ไหนก็ตามแต่สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสียหายนั้นย่อมตกอยู่กับ
ตัวแสดงต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง นั้นคือ คู่ปรปักษ์ สหรัฐฯ อิสราเอล และ อิหร่าน
และยังรวมไปถึงประเทศไทยในฐานะที่ถูกเลือกเป็นพื้นที่ปฏิบัติการ
สำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นสามารถ แสดงได้ในภาพที่ 2
ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี

ภาพที่ 2 ผลกระทบจากเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14
ก.พ.55 ที่ผ่านมา
1) เหตุการณ์ในครั้งนี้ได้เพิ่มระดับของความขัดแย้งระหว่าง สหรัฐฯ อิสราเอล
และอิหร่าน ทำให้เกิดสภาวะไม่มีเสถียรภาพในภูมิภาคตะวันออกกลางและดินแดนปาเลสไตน์
อีกทั้งยังอาจส่งผลให้เกิดความผันผวนในเรื่องของราคาน้ำมัน
ซึ่งประเทศไทยก็จะได้รับผลกระทบด้วย
2) อิหร่านกลายเป็นประเทศที่ถูกมองว่าจะเป็นประเทศที่ชอบใช้ความรุนแรง
และเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นกับนานาประเทศ
และรวมถึงการส่งผลให้ประเทศมหาอำนาจบางประเทศกำหนดมาตรการกดดันและกีดกันต่างๆ
ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลกในที่สุด
3) ทั้งสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านได้ใช้ประเทศไทยเป็นพื้นที่เล่นสงครามข่าวสาร
ทำให้เกิดผลกระทบต่อประเทศไทยในสายตาต่างชาติ รวมทั้งขาดความเชื่อมั่น
ส่งผลให้การท่องเที่ยวชะงักงัน
4)
การเกิดเหตุครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ที่มีมายาวนานหลายร้อยปีระหว่างไทยกับอิหร่าน
ทำให้เกิดความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน
รวมถึงอาจจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในเรื่องความเสี่ยงของการก่อการร้ายในประเทศในระยะยาว
5) ประเทศไทยนั้นได้รับผลกระทบคือ นานาชาติอาจเกิดความคลางแคลงใจ
ไม่มั่นใจต่อสถานการณ์การก่อการร้ายในบ้านเรา ความเชื่อมั่นต่างๆ ลดลง
และเพิ่มระดับการจับตามองจากหลายประเทศ
6) สหรัฐฯ และอิสราเอล อาจจะมีความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจประเทศไทย
และอาจจะมองว่าประเทศไทยเป็นบ้านของผู้ก่อการร้าย
ประเทศไทยให้ที่พักพิงต่อขบวนการต่างๆ ที่เป็นศัตรูกับ สหรัฐฯ และอิสราเอล
7) สหรัฐฯ
นั้นถูกมองจากหลายชาติว่าเป็นประเทศที่เลือกรักษาผลประโยชน์ของชาติตนโดยไม่คำนึงว่าจะต้องเข้าไปแทรกแซงกิจการภายในประเทศของประเทศใด
ซึ่งสหรัฐฯ
พร้อมที่จะกระทำการดังกล่าวหากมองว่าการกระทำนั้นเป็นการรักษาผลประโยชน์ของสหรัฐฯ
ทำให้เพิ่มความเกลียดชักกับกลุ่มประเทศในตะวันออกกลาง
8) อิสราเอลเป็นประเทศที่นิยมใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา และพร้อมที่จะกระทำการใดๆ
เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติตน
ซึ่งการกระทำเหล่านี้ได้เพิ่มความตึงเครียดให้กับพื้นที่ตะวันออกกลางและดินแดนปาเลสไตน์
และการปฏิบัติการในครั้งนี้ได้ขยายตัวออกมานอกภูมิภาคดังกล่าว
การแสดงท่าทีของประเทศไทย
ถึงแม้เหตุการณ์ระเบิดในวันที่ 14 ก.พ.55 ได้ผ่านไปแล้ว
แต่สิ่งสำคัญที่ไม่ควรละเลยเพิกเฉย ไม่สนใจ หรือลืมไปจากสังคมไทย
แต่สังคมไทยควรที่จะเรียนรู้จากเหตุการณ์ดังกล่าว แล้วนำมาพิจารณาปรับปรุงแก้ไข
การแสดงท่าทีของประเทศไทยที่ผ่านมานั้นสามารถกล่าวได้โดยรวมดังนี้

ภาพที่ 3 ลักษณะการดำเนินนโยบายต่อสถานการณ์ระเบิด
ภายหลังจากเหตุการณ์ระเบิดเกิดขึ้นในวันที่ 14 ก.พ.55
จะพบว่าการแสดงท่าทีของหน่วยงานความมั่นคง ส่วนใหญ่จะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
คือปฏิเสธว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่การก่อการร้าย
แต่มีความเป็นไปได้ว่าเป็นการประสงค์ร้ายต่อบุคคลสำคัญที่คาดว่าจะเดินทางเข้ามายังประเทศไทย
อย่างไรก็ตามประเทศไทยกลับกลายเป็นพื้นที่สงครามข่าวสารระหว่าง สหรัฐฯ อิสราเอล
และอิหร่าน นานกว่า 2 สัปดาห์ ทำให้ประเทศกลายเป็นประเทศที่ถูกจับตามองจากทั้งโลก
ในฐานนะเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงต่อเหตุการณ์ก่อการร้าย
ถ้าจะเปรียบเทียบแล้วจะเป็นลักษณะที่ 1 ในภาพที่ 3
ในขณะที่ อินเดีย และ รัสเซีย ซึ่งเป็นประเทศที่ปฏิบัติการสำเร็จ (ประเทศไทยปฏิบัติการไม่สำเร็จ)
กลับกลายเป็นข่าวแค่ 2 ถึง 3 วัน
จากนั้นข่าวสารเรื่องระเบิดได้หายไปจากพื้นที่ข่าวของประเทศทั้ง 2
ซึ่งถือว่าเป็นการแสดงท่าทีที่ดี
และสามารถบริหารจัดการข่าวสารในภาวะวิกฤติได้เป็นอย่างดี
ขณะเดียวกันประเทศไทยนั้นได้มีการนำเสนอข่าวทุกวัน
ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ และ สื่อที่ทำหน้าที่
เรื่องเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า
บางครั้งการดำเนินการต่างโดยใช้วุฒิภาวท้องถิ่นหรือภายในประเทศ
กลับส่งผลกระทบใหญ่ในต่างประเทศ
แต่ก็นับว่ายังเป็นความโชคดีของประเทศไทยที่ทุกวันนี้ข่าวสารเรื่องนี้ได้หายไปจากพื้นที่ข่าว
ถ้าจะเปรียบเทียบแล้ว เราจะอยู่ในลักษณะที่ 2 ในภาพที่ 3
จากสถานการณ์และการดำเนินการ รวมถึงการแสดงท่าทีของประเทศไทยที่ผ่านมานั้น
อาจจะกล่าวได้ว่า เราเข้าไปเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่าง สหรัฐฯ
อิสราเอล และ อิหร่าน มากเกินไป ซึ่งหากเรายังคงเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องเรื่อยๆ
ประเทศไทยจะอยู่ในลักษณะที่ 3 ในภาพที่ 3
คือเลวร้ายที่สุดที่เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งอย่างเต็มตัว
อย่างไรก็ตามถึงแม้การดำเนินนโยบายที่ดีที่สุดของเรา คือ
ประเทศไทยลอยตัวเหนือความขัดแย้งระหว่าง สหรัฐฯ อิสราเอล และ อิหร่าน ทั้งมวล
ตามลักษณะที่ 4 ในภาพที่ 3 แต่ในความเป็นจริง ประเทศไทยไม่สามารถกระทำได้
ทั้งนี้เพราะประเทศไทยเป็นประเทศเล็กๆ บนโลก
เราไม่ได้มีกำลังอำนาจของชาติมากพอที่จะเลือกทำอะไร หรือเลือกที่จะไม่ทำอะไรก็ได
ประเทศไทยยังคงต้องรักษาสมดุลให้เกิดขึ้นในการแสดงท่าทีต่างๆ ในเวทีโลก
เราอย่าคิดว่าการกระทำสิ่งใดก็ตามเป็นการเรื่องภายในประเทศ
แต่เราต้องตระหนักว่าเรื่องเล็กๆ ในประเทศนั้นอาจจะส่งผลกระทบใหญ่โตในระดับโลกได้
เพราะฉะนั้น ผู้ที่ส่วนเกี่ยวข้องต่างๆ
ควรจะให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงบริบทในประเทศเข้ากับบริบทและสถานการณ์ของโลก
เราถึงจะสามารถอยู่รอดได้ภายใต้ภาวะที่มีความสลับซ้อนและพึ่งพาซึ่งกันและกัน
ข้อเสนอแนะ
สถานการณ์ระเบิดเมื่อวันที่ 14 ก.พ.55
ที่ผ่านมานั้นถึงจะไม่ได้เป็นสถานการณ์การก่อการร้ายหรือสถานการณ์วิกฤติของชาติ
แต่สามารถกล่าวได้ว่าเป็นการเผชิญสถานการณ์ที่เกือบจะเป็นสถานการณ์วิกฤติ
วันนี้แม้สถานการณ์จะผ่านไปแล้ว แต่ก็ไม่มีหลักประกันใดๆ
ว่าจะสถานการณ์ในลักษณะนี้หรือเลวร้ายกว่านี้จะไม่เกิดขึ้นอีกในประเทศไทย
เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการเผชิญสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นอีกในอนาคต
ประเทศไทยสมควรดำเนินการต่อไปนี้
1)
ดำเนินนโยบายการต่างประเทศอย่างสมดุล : การดำเนินนโยบายการต่างประเทศของไทยนั้น
ควรดำเนินอย่างสมดุล ไม่เลือกข้าง ประเทศไทยควรเป็นมิตร
และมีความสัมพันธ์อันดีกับทุกประเทศ มาตรการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ (Confidence
Building Measures : CBM)
ควรถูกหยิบยกมาใช้กับประเทศที่เรามีส่วนได้ส่วนเสียในผลประโยชน์ของชาติ
เพื่อเป็นหลักประกันในการเกิดเสถียรภาพและสันติภาพในอนาคต
การดำเนินนโยบายการต่างประเทศและการแสดงท่าทีต่างๆ อย่างเป็นทางการ
ล้วนแต่มีความสำคัญ
และจะช่วยให้ประเทศไทยรอดพ้นจากการเป็นเป้าหมายของการก่อการร้ายและการก่อการในลักษณะอื่นๆ
ที่มีความรุนแรงใกล้เคียง ได้อย่างถาวร
2) เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง :
ถึงแม้สถานการณ์ดังกล่าวจะคลีคลายลง
แต่สิ่งที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งเลยสำหรับหน่วยงานความมั่นคง และหน่วยที่เกี่ยวข้อง
ของไทยคือ การติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง
เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาใช้เป็นฐานข่าวของสถานการณ์ต่างๆ
รวมถึงยังช่วยในการวิเคราะห์สถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตอีกด้วย
3) มีการวิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้นและถอดเป็นบทเรียน :
สิ่งหนึ่งที่สังคมไทยขาดคือ ความพยายามเรียนรู้จากอดีตที่ผ่านมา
รูปแบบการของการก่อการที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตมักจะมีความสัมพันธ์กับอดีตที่ผ่านมา
เพราะฉะนั้นการวิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้นและบันทึกไว้เป็นรายงานหรือตำรา
ย่อมเป็นประโยชน์ก่อให้เกิดการเรียนรู้
มีประโยชน์ต่อผู้ปฏิบัติงานและผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในอนาคต
อีกทั้งยังช่วยให้ผู้ที่ปฏิบัติและผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย
สามารถเผชิญวิกฤติที่จะเกิดในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4) มีศูนย์ข้อมูลข่าวสารในภาวะวิกฤติที่มีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรม :
สิ่งที่ต้องยอมรับในสังคมไทยว่า
ประเทศไทยไม่สามารถจัดการต่อข้อมูลข่าวสารในภาวะวิกฤติ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เราจะพบว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของรัฐยังขาดกลไกในการเข้าเผชิญกับข้อมูลข่าวสารปริมาณมากๆ
ที่เกิดขึ้นในภาวะวิกฤติ ศูนย์ข้อมูลข่าวสารในภาวะวิกฤติที่มีประสิทธิภาพ
จะช่วยให้หน่วยงานด้านความมั่นคงและผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียต่างๆ
มีทิศทางและมีความชัดเจน เมื่อต้องเข้าเผชิญกับสถานการณ์วิกฤตของชาติ
5) ให้ความรู้กับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง :
เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต้องได้รับการถ่ายทอดความรู้ที่มีลักษณะเป็นสหวิทยาการ
(Multidisciplinary) เพื่อให้มีความสามารถในการวาดภาพองค์รวม (Holistic)
ของสถานการณ์ และยังสามารถวิเคราะห์คาดการณ์แนวโน้มที่คาดว่าจะเกิดขึ้น
ทำให้การเข้าเผชิญกับสถานการณ์วิกฤตของชาตินั้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น
6) ให้ความรู้กับประชาชน : ประชาชนที่อยู่ร่วมกันในสังคมไทยปัจจุบัน
ล้วนแต่ต้องเจอสถานการณ์ที่มีความสลับซับซ้อนมากขึ้นกว่าสมัยก่อนๆ อย่างเช่น
การเข้าใจในสถานการณ์โลก ภูมิภาค และภายในประเทศ ไปพร้อมๆ
กันจะช่วยให้สังคมไทยมีความตื่นรู้ มีความเท่าทันกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
สามารถสนับสนุนและมีส่วนร่วมกับภาครัฐ เอกชน และภาคส่วนอื่นๆ
ในการเผชิญภาวะวิกฤติร่วมกัน
บทสรุป
สถานการณ์ระเบิดเมื่อ 14 ก.พ.55
ที่ผ่านมาเป็นสถานการณ์ที่มีความสลับซับซ้อนมีความเชื่อมโยงว่าเป็นเรื่องของความมั่นคงโดยตรง
นอกจากนี้ยังเชื่อมโยงกับตัวแสดงต่างๆ ทั้งที่เป็นรัฐ และ ไม่ใช่รัฐ
ทำให้ความเป็นไปได้ของการปฏิบัติการลับที่เกิดขึ้นในประเทศไทยนั้น
มีความเป็นไปได้ทั้งการลวง และการลอบสังหารบุคคลสำคัญ และ
เมื่อสถานการณ์ดังกล่าวเป็นเรื่องของความมั่นคง
เราปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นเรื่องที่มีความเกี่ยวพันกับผลประโยชน์ของชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ดังนั้นการบริหารจัดการสถานการณ์ฯ ในด้านต่างๆ
จึงจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเหมาะสมรัดกุม
และที่สำคัญนโยบายด้านการต่างประเทศจะต้องดำเนินไปอย่างสมดุล
สามารถสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจให้กับประเทศต่างๆ ได้
ซึ่งจะนำไปสู่ความเชื่อมั่นในเรื่องของความปลอดภัย
ไม่มีสถานภาพที่เสี่ยงภัยจากการเป็นเป้าหมายของก่อการร้ายในสายตาชาวโลก
อย่างไรก็ตามการดำเนินการต่างๆ
ในส่วนของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องและสื่อในบ้านเราต้องพิจารณาให้รอบคอบ
อย่าให้วุฒิภาวะในระดับท้องถิ่นหรือการตัดสินใจจากมุมมองภายในประเทศ
มาส่งผลกระทบด้านลบกับประเทศไทยในสายตาชาวโลก
สิ่งสำคัญที่เราต้องพึงระลึกไว้เสมอว่า เรามีหน้าที่รักษาผลประโยชน์ของชาติเรา
ไม่ใช่รักษาผลประโยชน์ของชาติตะวันตก และไม่ใช่รักษาผลประโยชน์ของชาติตะวันออกกลาง
เพราะเมื่อไรที่เราลืม เราเลือกที่จะรักษาผลประโยชน์ของชาติอื่นมากกว่าชาติเรา
เมื่อนั้นเราก็จะกลายเป็นเป้าหมายของการก่อการร้ายเสียเอง
.เอวังครับ
|