Tortaharn.net

Saturday, 20 December 2014

รายการ
หน้าแรก
ความฝันอันสูงสุด
วัตถุประสงค์
บทความ
ประวัติศาสตร์ทหาร
หนังสือ
รู้จักทอทหาร
Facebook (Tortaharn)
Facebook (Dr.Teeranan)
ทอทหาร Twitter
ติดต่อทอทหาร
เชื่อมโยง
ค้นหา
สมุดเยี่ยม
เพื่อนบ้านน่าสนใจ
Guru-ICT.com
ทหารดอทเน็ต
ตท.26/จปร.37
ประชาสรรค์
อานันท์
เวบมาสเตอร์
แก้ไขระบบ
บุคคลออนไลน์
ขณะนี้มี 28 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
เข้าสู่ระบบ
ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้ลงทะเบียน? ลงทะเบียนใหม่
ปฏิทิน
« กุมภาพันธ์ 2012 »
อา. จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส.
   1234
567891011
12131415161718
19202122232425
26272829     
เวลาปัจจุบัน
สถิติ
จำนวนสมาชิก : 24195
จำนวนข่าวสาร : 210
เว็บลิงค์: 21
ผู้เยี่ยมชม: 10124336
Syndicate
ความมั่นคงศึกษา – ปัญหาสถานการณ์ระเบิดกับการรักษาผลประโยชน์ของชาติใคร PDF พิมพ์ ส่งเมล
แก้ไขโดย ทอทหาร   
วันอังคารที่ 13 มีนาคม พ.ศ.2555

< Download ฉบับ PDF >
 

กล่าวนำ
           จากสถานการณ์ระเบิดที่เกินในกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 14 ก.พ.55 ได้เกิดเหตุระเบิดขึ้น 3 ครั้ง ใน 3 จุด บริเวณ ซ.สุขุมวิท 71 ระหว่าง ซ.ปรีดี พนมยงค์ 31-42 ใกล้กับโรงเรียนเกษมพิทยาทำให้มีผู้บาดเจ็บ 4-5 ราย หนึ่งในนั้นคือผู้ก่อเหตุที่ชื่อ นายซาเย็บ โมราบิ (Mr.Saerb Morabi) มีสัญชาติอิหร่าน บาดเจ็บสาหัส ขาขาดทั้ง 2 ข้าง ต่อมาได้มีการตรวจพบระเบิดแสวงเครื่องน้ำหนักประมาณ 2 ปอนด์ ที่บ้านพักใน ซอย ปรีดี พนมยงค์ 31 และต่อมาได้จับกุม นายคาซาอี โมฮัมเหม็ด ได้ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และยังมี นายมาซุด เซดฮาฮัท ซาเดช ที่ถูกจับกุมตัวได้ที่มาเลเซีย รวมถึง นางสาวโรฮานี ไลลา ที่เดินทางกลับไปยังประเทศอิหร่านแล้ว โดยทั้ง 4 รายได้ถูกออกหมายจับ ภายหลังจากเกิดเหตุ

           จากสถานการณ์ระเบิดที่เกิดขึ้นสิ่งที่ปรากฏขึ้นมาบทพื้นที่ข่าวนั้นจะเริ่มจากตัวแสดงที่เป็นรัฐ (State Actors) คือ อิหร่าน สหรัฐอเมริกา และ อิสราเอล นอกจากนี้ยังมีตัวแสดงที่เป็นองค์ที่ไม่ใช่รัฐ (Non-state Actors) ค่อยๆ ปรากฏตามพื้นที่ข่าวคือ ฮิซบุลเลาะห์ (Hezbollah) มอสสาด (Mossad) หน่วยสืบราชการลับของอิสราเอล ลัทธิไซออนนิสต์ (Zionism) และขบวนการประชาชนมุญาฮิดีนอิหร่าน (The People's Mujahedin of Iran - MKO) หรือ กลุ่มมูญาฮีดีนคัลก์ (Mojahedin-e-Khalq Organization)

           การที่มีตัวแสดงที่หลากหลายนี้เอง ทำให้สะท้อนถึงความสลับซับซ้อนที่เชื่อมโยงกับเหตุการณ์ต่างๆ หลายเหตุการณ์ การพิจารณาสถานการณ์ระเบิดที่เกิดขึ้นจึงเป็นเรื่องยากที่จะสรุปและมองเหตุการณ์นี้ว่าเป็นอาชญากรรมแต่เพียงสาเหตุเดียว หากแต่เรื่องนี้เป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับ ความมั่นคงโดยตรง ซึ่งเมื่อเกี่ยวกับความมั่นคงแล้ว เราคงจะปฏิเสธไม่ได้ว่า เรื่องนี้จะต้องเกี่ยวพันกับผลประโยชฺน์ของชาติ ซึ่งจะได้กล่าวถึงในหัวข้อต่อๆ ไป

ความเป็นไปได้ของการปฏิบัติการลับในประเทศไทย
           การปฏิบัติการในครั้งนั้นมีภาพของการเชื่อมโยงกับการปฏิบัติการก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุในประเทศไทย 3 ครั้ง หากพิจาณาจากยุทธวิธีที่ใช้ โดย ทั้ง 3 ครั้ง นั้นได้แก่ ครั้งแรก เป็นเหตุการณ์ระเบิดสังหารนักวิทยาศาสตร์ชาวอิหร่าน เมื่อวันที่ 11 ม.ค.55 ที่ผ่านมา ครั้งที่สอง เป็นเหตุการณ์ ระเบิดที่จอร์เจีย รัสเซีย และ ครั้งที่สามที่ เดลลี อินเดีย โดยทั้ง 2 เหตุการณ์ เกิดเมื่อ 13 ก.พ.55 ก่อนที่จะเกิดเหตุในประเทศไทยที่ ซ.สุขุมวิท 71 เมื่อ 14 ก.พ.55

           สำหรับสถานการณ์ระเบิดที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เมื่อวันที่ 14 ก.พ.55 ที่ผ่านมานั้น ในขั้นต้นข้อมูลต่างๆ ได้มีทิศทางมุ่งไปสู่ การเตรียมการลอบสังหารบุคคลสำคัญ แต่ภายหลังจากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้มีการพบเบาะแสหลายประการเพิ่มเติม เช่น การใช้ สติ๊กเกอร์ คำว่า SEJEAL ติดเป็นสัญญาลักษณ์นำทาง บริเวณเส้นทางที่เชื่อว่าบุคคลสำคัญของอิสราเอลเดินทางเข้ามาในประเทศไทยจะใช้สัญจร โดยผลจากการค้นพบสติ๊กเกอร์ SEJEAL นั้นได้เกิดคำถามตามมาว่าจะเป็นได้หรือที่อิหร่านจะมีการใช้สติ๊กเกอร์ฯ ดังกล่าวเป็นสัญญาลักษณ์ ทำให้หลายฝ่ายพุ่งเป้าไปที่การจัดฉาก (setup) ของฝ่ายสหรัฐฯ และอิสราเอล ดังนั้นหากนำประเด็นต่างๆ มาประมวลเข้าด้วยกันแล้วจะพบว่า เหตุการณ์ที่เกิดระเบิดพลาดในวันที่ 14 ก.พ.55 นั้นมีความเป็นไปได้ของการปฏิบัติการลับ (Covert Operations) 2 แนวทาง ดังแสดงในภาพที่ 1 ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
 

 

ภาพที่ 1 ความเป็นไปได้ของการปฏิบัติการลับในประเทศไทยกรณีสถานการณ์ระเบิดในวันที่ 14 ก.พ.55

           1) ความเป็นไปได้ 1 - เป็นการปฏิบัติการลวง : สำหรับความเป็นไปได้นี้จะมีสาเหตุมาจาก ความพยายามที่จะสร้างเงื่อนไข เพื่อที่จะนำไปสู่การยุติโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ซึ่งถือได้ว่าเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อประเทศอิสราเอล สำหรับความเป็นไปได้นี้ จะมีตัวแสดงที่สำคัญคือ ฝ่ายสหรัฐฯ และอิสราเอล ที่ใช้การปฏิบัติการลับ ด้วยวิธการลวง (Deception) เพื่อที่จะใช้เป็นเงื่อนไขในการใช้กำลังทางทหารเข้าปฏิบัติการต่ออิหร่าน ในอนาคต สำหรับความเป็นไปได้นี้ นั้นอิหร่านจะเป็นผู้ที่ถูกกล่าวหา

           2) ความเป็นไปได้ 2 – เป็นการลอบสังหารบุคคลสำคัญ : ส่วนความเป็นไปได้นี้จะมีสาเหตุมาจากความต้องการในการแก้แค้นของอิหร่าน ที่มีต่ออิสราเอล เนื่องจากความขัดแย้งที่มีมาตั้งแต่อดีต และเชื่อมโยงกับ การลอบสังหารนักวิทยาศาสตร์เคมีทางด้านนิวเคลียร์ ที่ถูกฆ่าตายจำนวน 4 คนภายในระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา เพราะการเสียชีวิตของนักวิทยาศาสตร์ฯ ย่อมสงผลต่อโครงการพัฒนานิวเคลียร์ที่อิหร่านกำลังเริ่มรุดหน้าไปอย่างมาก สำหรับแนวทางนั้น ตัวแสดงที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์จะแบ่งออกเป็นสองฝ่าย คือฝ่าย อิหร่าน ที่ใช้การปฏิบัติการลับ ทำการลอบสังหารบุคคลสำคัญโดยใช้ระเบิด ส่วนตัวแสดงฝ่ายสหรัฐฯ กับ อิสราเอล นั้นเป็นผู้ถูกกระทำ

           จากความเป็นไปได้ทั้ง 2 ทางที่กล่าวมาในข้างต้นนั้น ถือว่าเป็นเคราะห์ร้าย หรือ ความโชคไม่ดีของประเทศไทย ที่ถูกเลือกเป็นพื้นที่ปฏิบัติการของทั้งสองฝ่าย ซึ่งไม่ว่าสาเหตุที่แท้จริงจะเป็นความเป็นไปได้ทางไหนก็ตาม ประเทศไทยได้ถูกเลือกเป็นพื้นที่ปฏิบัติการและเหตุการณ์ในครั้งนี้ได้ส่งผลกระทบในเชิงลบต่อประเทศไทยอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นทั้งความเชื่อมั่นที่มีต่อประเทศไทย และยังรวมไปถึงการถูกจับตามองจากนานาประเทศในการแก้ปัญหาครั้งนี้ของไทยอีกด้วย

ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย
           จากความเป็นได้ทั้ง 2 แนวทางที่กล่าวมาในข้างต้น ไม่ว่าจะเป็นความเป็นไปได้ไหนก็ตามแต่สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสียหายนั้นย่อมตกอยู่กับ ตัวแสดงต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง นั้นคือ คู่ปรปักษ์ สหรัฐฯ อิสราเอล และ อิหร่าน และยังรวมไปถึงประเทศไทยในฐานะที่ถูกเลือกเป็นพื้นที่ปฏิบัติการ สำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นสามารถ แสดงได้ในภาพที่ 2 ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี
 

 

ภาพที่ 2 ผลกระทบจากเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 ก.พ.55 ที่ผ่านมา

           1) เหตุการณ์ในครั้งนี้ได้เพิ่มระดับของความขัดแย้งระหว่าง สหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ทำให้เกิดสภาวะไม่มีเสถียรภาพในภูมิภาคตะวันออกกลางและดินแดนปาเลสไตน์ อีกทั้งยังอาจส่งผลให้เกิดความผันผวนในเรื่องของราคาน้ำมัน ซึ่งประเทศไทยก็จะได้รับผลกระทบด้วย

           2) อิหร่านกลายเป็นประเทศที่ถูกมองว่าจะเป็นประเทศที่ชอบใช้ความรุนแรง และเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นกับนานาประเทศ และรวมถึงการส่งผลให้ประเทศมหาอำนาจบางประเทศกำหนดมาตรการกดดันและกีดกันต่างๆ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลกในที่สุด

           3) ทั้งสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านได้ใช้ประเทศไทยเป็นพื้นที่เล่นสงครามข่าวสาร ทำให้เกิดผลกระทบต่อประเทศไทยในสายตาต่างชาติ รวมทั้งขาดความเชื่อมั่น ส่งผลให้การท่องเที่ยวชะงักงัน

           4) การเกิดเหตุครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ที่มีมายาวนานหลายร้อยปีระหว่างไทยกับอิหร่าน ทำให้เกิดความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน รวมถึงอาจจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในเรื่องความเสี่ยงของการก่อการร้ายในประเทศในระยะยาว

           5) ประเทศไทยนั้นได้รับผลกระทบคือ นานาชาติอาจเกิดความคลางแคลงใจ ไม่มั่นใจต่อสถานการณ์การก่อการร้ายในบ้านเรา ความเชื่อมั่นต่างๆ ลดลง และเพิ่มระดับการจับตามองจากหลายประเทศ

           6) สหรัฐฯ และอิสราเอล อาจจะมีความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจประเทศไทย และอาจจะมองว่าประเทศไทยเป็นบ้านของผู้ก่อการร้าย ประเทศไทยให้ที่พักพิงต่อขบวนการต่างๆ ที่เป็นศัตรูกับ สหรัฐฯ และอิสราเอล

           7) สหรัฐฯ นั้นถูกมองจากหลายชาติว่าเป็นประเทศที่เลือกรักษาผลประโยชน์ของชาติตนโดยไม่คำนึงว่าจะต้องเข้าไปแทรกแซงกิจการภายในประเทศของประเทศใด ซึ่งสหรัฐฯ พร้อมที่จะกระทำการดังกล่าวหากมองว่าการกระทำนั้นเป็นการรักษาผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ทำให้เพิ่มความเกลียดชักกับกลุ่มประเทศในตะวันออกกลาง

           8) อิสราเอลเป็นประเทศที่นิยมใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา และพร้อมที่จะกระทำการใดๆ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติตน ซึ่งการกระทำเหล่านี้ได้เพิ่มความตึงเครียดให้กับพื้นที่ตะวันออกกลางและดินแดนปาเลสไตน์ และการปฏิบัติการในครั้งนี้ได้ขยายตัวออกมานอกภูมิภาคดังกล่าว

การแสดงท่าทีของประเทศไทย
           ถึงแม้เหตุการณ์ระเบิดในวันที่ 14 ก.พ.55 ได้ผ่านไปแล้ว แต่สิ่งสำคัญที่ไม่ควรละเลยเพิกเฉย ไม่สนใจ หรือลืมไปจากสังคมไทย แต่สังคมไทยควรที่จะเรียนรู้จากเหตุการณ์ดังกล่าว แล้วนำมาพิจารณาปรับปรุงแก้ไข การแสดงท่าทีของประเทศไทยที่ผ่านมานั้นสามารถกล่าวได้โดยรวมดังนี้


ภาพที่ 3 ลักษณะการดำเนินนโยบายต่อสถานการณ์ระเบิด

           ภายหลังจากเหตุการณ์ระเบิดเกิดขึ้นในวันที่ 14 ก.พ.55 จะพบว่าการแสดงท่าทีของหน่วยงานความมั่นคง ส่วนใหญ่จะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือปฏิเสธว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่การก่อการร้าย แต่มีความเป็นไปได้ว่าเป็นการประสงค์ร้ายต่อบุคคลสำคัญที่คาดว่าจะเดินทางเข้ามายังประเทศไทย อย่างไรก็ตามประเทศไทยกลับกลายเป็นพื้นที่สงครามข่าวสารระหว่าง สหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน นานกว่า 2 สัปดาห์ ทำให้ประเทศกลายเป็นประเทศที่ถูกจับตามองจากทั้งโลก ในฐานนะเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงต่อเหตุการณ์ก่อการร้าย ถ้าจะเปรียบเทียบแล้วจะเป็นลักษณะที่ 1 ในภาพที่ 3


ในขณะที่ อินเดีย และ รัสเซีย ซึ่งเป็นประเทศที่ปฏิบัติการสำเร็จ (ประเทศไทยปฏิบัติการไม่สำเร็จ) กลับกลายเป็นข่าวแค่ 2 ถึง 3 วัน จากนั้นข่าวสารเรื่องระเบิดได้หายไปจากพื้นที่ข่าวของประเทศทั้ง 2 ซึ่งถือว่าเป็นการแสดงท่าทีที่ดี และสามารถบริหารจัดการข่าวสารในภาวะวิกฤติได้เป็นอย่างดี

           ขณะเดียวกันประเทศไทยนั้นได้มีการนำเสนอข่าวทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ และ สื่อที่ทำหน้าที่ เรื่องเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า บางครั้งการดำเนินการต่างโดยใช้วุฒิภาวท้องถิ่นหรือภายในประเทศ กลับส่งผลกระทบใหญ่ในต่างประเทศ แต่ก็นับว่ายังเป็นความโชคดีของประเทศไทยที่ทุกวันนี้ข่าวสารเรื่องนี้ได้หายไปจากพื้นที่ข่าว ถ้าจะเปรียบเทียบแล้ว เราจะอยู่ในลักษณะที่ 2 ในภาพที่ 3

           จากสถานการณ์และการดำเนินการ รวมถึงการแสดงท่าทีของประเทศไทยที่ผ่านมานั้น อาจจะกล่าวได้ว่า เราเข้าไปเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่าง สหรัฐฯ อิสราเอล และ อิหร่าน มากเกินไป ซึ่งหากเรายังคงเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องเรื่อยๆ ประเทศไทยจะอยู่ในลักษณะที่ 3 ในภาพที่ 3 คือเลวร้ายที่สุดที่เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งอย่างเต็มตัว

           อย่างไรก็ตามถึงแม้การดำเนินนโยบายที่ดีที่สุดของเรา คือ ประเทศไทยลอยตัวเหนือความขัดแย้งระหว่าง สหรัฐฯ อิสราเอล และ อิหร่าน ทั้งมวล ตามลักษณะที่ 4 ในภาพที่ 3 แต่ในความเป็นจริง ประเทศไทยไม่สามารถกระทำได้ ทั้งนี้เพราะประเทศไทยเป็นประเทศเล็กๆ บนโลก เราไม่ได้มีกำลังอำนาจของชาติมากพอที่จะเลือกทำอะไร หรือเลือกที่จะไม่ทำอะไรก็ได ประเทศไทยยังคงต้องรักษาสมดุลให้เกิดขึ้นในการแสดงท่าทีต่างๆ ในเวทีโลก เราอย่าคิดว่าการกระทำสิ่งใดก็ตามเป็นการเรื่องภายในประเทศ แต่เราต้องตระหนักว่าเรื่องเล็กๆ ในประเทศนั้นอาจจะส่งผลกระทบใหญ่โตในระดับโลกได้ เพราะฉะนั้น ผู้ที่ส่วนเกี่ยวข้องต่างๆ ควรจะให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงบริบทในประเทศเข้ากับบริบทและสถานการณ์ของโลก เราถึงจะสามารถอยู่รอดได้ภายใต้ภาวะที่มีความสลับซ้อนและพึ่งพาซึ่งกันและกัน

ข้อเสนอแนะ
           สถานการณ์ระเบิดเมื่อวันที่ 14 ก.พ.55 ที่ผ่านมานั้นถึงจะไม่ได้เป็นสถานการณ์การก่อการร้ายหรือสถานการณ์วิกฤติของชาติ แต่สามารถกล่าวได้ว่าเป็นการเผชิญสถานการณ์ที่เกือบจะเป็นสถานการณ์วิกฤติ วันนี้แม้สถานการณ์จะผ่านไปแล้ว แต่ก็ไม่มีหลักประกันใดๆ ว่าจะสถานการณ์ในลักษณะนี้หรือเลวร้ายกว่านี้จะไม่เกิดขึ้นอีกในประเทศไทย เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการเผชิญสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นอีกในอนาคต ประเทศไทยสมควรดำเนินการต่อไปนี้

           1) ดำเนินนโยบายการต่างประเทศอย่างสมดุล : การดำเนินนโยบายการต่างประเทศของไทยนั้น ควรดำเนินอย่างสมดุล ไม่เลือกข้าง ประเทศไทยควรเป็นมิตร และมีความสัมพันธ์อันดีกับทุกประเทศ มาตรการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ (Confidence Building Measures : CBM) ควรถูกหยิบยกมาใช้กับประเทศที่เรามีส่วนได้ส่วนเสียในผลประโยชน์ของชาติ เพื่อเป็นหลักประกันในการเกิดเสถียรภาพและสันติภาพในอนาคต การดำเนินนโยบายการต่างประเทศและการแสดงท่าทีต่างๆ อย่างเป็นทางการ ล้วนแต่มีความสำคัญ และจะช่วยให้ประเทศไทยรอดพ้นจากการเป็นเป้าหมายของการก่อการร้ายและการก่อการในลักษณะอื่นๆ ที่มีความรุนแรงใกล้เคียง ได้อย่างถาวร

           2) เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง : ถึงแม้สถานการณ์ดังกล่าวจะคลีคลายลง แต่สิ่งที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งเลยสำหรับหน่วยงานความมั่นคง และหน่วยที่เกี่ยวข้อง ของไทยคือ การติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาใช้เป็นฐานข่าวของสถานการณ์ต่างๆ รวมถึงยังช่วยในการวิเคราะห์สถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตอีกด้วย
 

           3) มีการวิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้นและถอดเป็นบทเรียน : สิ่งหนึ่งที่สังคมไทยขาดคือ ความพยายามเรียนรู้จากอดีตที่ผ่านมา รูปแบบการของการก่อการที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตมักจะมีความสัมพันธ์กับอดีตที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นการวิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้นและบันทึกไว้เป็นรายงานหรือตำรา ย่อมเป็นประโยชน์ก่อให้เกิดการเรียนรู้ มีประโยชน์ต่อผู้ปฏิบัติงานและผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในอนาคต อีกทั้งยังช่วยให้ผู้ที่ปฏิบัติและผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย สามารถเผชิญวิกฤติที่จะเกิดในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

           4) มีศูนย์ข้อมูลข่าวสารในภาวะวิกฤติที่มีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรม : สิ่งที่ต้องยอมรับในสังคมไทยว่า ประเทศไทยไม่สามารถจัดการต่อข้อมูลข่าวสารในภาวะวิกฤติ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราจะพบว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของรัฐยังขาดกลไกในการเข้าเผชิญกับข้อมูลข่าวสารปริมาณมากๆ ที่เกิดขึ้นในภาวะวิกฤติ ศูนย์ข้อมูลข่าวสารในภาวะวิกฤติที่มีประสิทธิภาพ จะช่วยให้หน่วยงานด้านความมั่นคงและผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียต่างๆ มีทิศทางและมีความชัดเจน เมื่อต้องเข้าเผชิญกับสถานการณ์วิกฤตของชาติ

           5) ให้ความรู้กับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง : เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต้องได้รับการถ่ายทอดความรู้ที่มีลักษณะเป็นสหวิทยาการ (Multidisciplinary) เพื่อให้มีความสามารถในการวาดภาพองค์รวม (Holistic) ของสถานการณ์ และยังสามารถวิเคราะห์คาดการณ์แนวโน้มที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ทำให้การเข้าเผชิญกับสถานการณ์วิกฤตของชาตินั้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น

           6) ให้ความรู้กับประชาชน : ประชาชนที่อยู่ร่วมกันในสังคมไทยปัจจุบัน ล้วนแต่ต้องเจอสถานการณ์ที่มีความสลับซับซ้อนมากขึ้นกว่าสมัยก่อนๆ อย่างเช่น การเข้าใจในสถานการณ์โลก ภูมิภาค และภายในประเทศ ไปพร้อมๆ กันจะช่วยให้สังคมไทยมีความตื่นรู้ มีความเท่าทันกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น สามารถสนับสนุนและมีส่วนร่วมกับภาครัฐ เอกชน และภาคส่วนอื่นๆ ในการเผชิญภาวะวิกฤติร่วมกัน

บทสรุป
           สถานการณ์ระเบิดเมื่อ 14 ก.พ.55 ที่ผ่านมาเป็นสถานการณ์ที่มีความสลับซับซ้อนมีความเชื่อมโยงว่าเป็นเรื่องของความมั่นคงโดยตรง นอกจากนี้ยังเชื่อมโยงกับตัวแสดงต่างๆ ทั้งที่เป็นรัฐ และ ไม่ใช่รัฐ ทำให้ความเป็นไปได้ของการปฏิบัติการลับที่เกิดขึ้นในประเทศไทยนั้น มีความเป็นไปได้ทั้งการลวง และการลอบสังหารบุคคลสำคัญ และ เมื่อสถานการณ์ดังกล่าวเป็นเรื่องของความมั่นคง เราปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นเรื่องที่มีความเกี่ยวพันกับผลประโยชน์ของชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

           ดังนั้นการบริหารจัดการสถานการณ์ฯ ในด้านต่างๆ จึงจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเหมาะสมรัดกุม และที่สำคัญนโยบายด้านการต่างประเทศจะต้องดำเนินไปอย่างสมดุล สามารถสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจให้กับประเทศต่างๆ ได้ ซึ่งจะนำไปสู่ความเชื่อมั่นในเรื่องของความปลอดภัย ไม่มีสถานภาพที่เสี่ยงภัยจากการเป็นเป้าหมายของก่อการร้ายในสายตาชาวโลก

           อย่างไรก็ตามการดำเนินการต่างๆ ในส่วนของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องและสื่อในบ้านเราต้องพิจารณาให้รอบคอบ อย่าให้วุฒิภาวะในระดับท้องถิ่นหรือการตัดสินใจจากมุมมองภายในประเทศ มาส่งผลกระทบด้านลบกับประเทศไทยในสายตาชาวโลก สิ่งสำคัญที่เราต้องพึงระลึกไว้เสมอว่า “เรามีหน้าที่รักษาผลประโยชน์ของชาติเรา ไม่ใช่รักษาผลประโยชน์ของชาติตะวันตก และไม่ใช่รักษาผลประโยชน์ของชาติตะวันออกกลาง” เพราะเมื่อไรที่เราลืม เราเลือกที่จะรักษาผลประโยชน์ของชาติอื่นมากกว่าชาติเรา เมื่อนั้นเราก็จะกลายเป็นเป้าหมายของการก่อการร้ายเสียเอง …….เอวังครับ

< ก่อนหน้า   ถัดไป >
| Tortaharn.net | Powered by Mambopixel.com |