|
สงครามอสมมาตร - การดำเนินยุทธศาสตร์แบบไม่สมมาตร หนทางเพื่อความอยู่รอด |
|
|
|
|
แก้ไขโดย ทอทหาร
|
|
วันศุกร์ที่ 07 ตุลาคม พ.ศ.2548 |
วารสาร Military Review (วารสารของ รร.ทบ.สหรัฐ ฯ) ในเดือน กรกฏาคม - สิงหาคม 2543 ได้กล่าวถึงเรื่อง ยุทธศาสตร์แบบไม่สมมาตร (Asymmetry Strategy) หลายบทความเลยทีเดียว ยุทธศาสตร์แบบไม่สมมาตรนี้ความจริงแล้วเป็นที่เรียกได้ว่า เป็นเหล้าเก่าในขวดใหม่เพราะว่าเป็นเรื่องที่มีการใช้กันมานานแต่ไม่ได้มีการกล่าวถึงอย่างเป็นกิจจะลักษณะ เพิ่งจะมีการใช้ คำว่า "ความไม่สมมาตร (Asymmetry)" ครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ.2538 ใน Joint Publication 1(JP1), Joint Warfare of the Armed Forces of the United States
ถึงแม้จะกล่าวถึงความไม่สมมาตร ใน JP1 แต่ไม่ได้กล่าวถึงรายละเอียด หรือหลักการอะไรมากมาย เพิ่งจะมากล่าวถึงเมื่อปี พ.ศ.2544 นี้เอง แนวคิดของยุทธศาสตร์แบบไม่สมมาตรได้ถูกตีพิมพ์บทความเรื่อง Asymmetry and U.S. Military Strategy: Definition, Background, and Strategic Concepts โดย Dr. Steven Metz และ Dr. Douglas V. Johnson II เมื่อมกราคม 2544 ที่ผ่านมา ใน Strategic Studies Institute (SSI) Publication ในหมวด Functional Studies--Strategic Theory and Practice ผู้เขียนทั้ง 2 ท่านเป็นผู้ที่คร่ำหวอดในวงการยุทธศาสตร์ ของสหรัฐ ฯมานาน นอกจากนี้ Dr. Steven Metz ยังได้นำ ส่วนหนึ่งของแนวคิด ยุทธศาสตร์แบบไม่สมมาตร มาตีพิมพ์ ใน วารสาร Military Review ในเดือน กรกฏาคม - สิงหาคม 2543 อีกด้วย
คำว่ายุทธศาสตร์แบบไม่สมาตร นี้ Dr. Steven Metz และ Dr. Douglas V. Johnson II ได้ให้คำจำกัดความในบทความของเขาว่า "In the realm of military affairs and national security, asymmetry is acting, organizing, and thinking differently than opponents in order to maximize one’s own advantages, exploit an opponent’s weaknesses, attain the initiative, or gain greater freedom of action. It can be political-strategic, military-strategic, operational, or a combination of these. It can entail different methods, technologies, values, organizations, time perspectives, or some combination of these. It can be short-term or long-term. It can be deliberate or by default. It can be discrete or pursued in conjunction with symmetric approaches. It can have both psychological and physical dimensions."
ถ้าจะกล่าวเป็นภาษาไทยอย่างสั้น ๆ และได้ใจความคือ "การปฏิบัติการ การจัดการ หรือแนวความคิดใด ๆ ก็ตาม ที่แตกต่างจากฝ่ายตรงข้าม หรือข้าศึก โดยแสวงประโยชน์จากจุดอ่อนของฝ่ายตรงข้าม เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์กับฝ่ายเรา และให้ฝ่ายเราเป็นฝ่ายดำรงความริเริ่ม และ มีเสรีในการปฏิบัติ” ยุทธศาสตร์แบบไม่สมมาตรนั้น สามารถนำไปใช้ได้กับยุทธศาสตร์ทุกประเภท เช่น ยุทธศาสตร์การเมือง ยุทธศาสตร์ทหาร ยุทธการ ฯลฯ
เรื่องยุทธศาสตร์แบบไม่สมมาตร ความจริงแล้วไม่ใช่อะไรที่แปลกใหม่เลย ดังเมื่อเรามองย้อนกับไปในสมัย เจงกิสข่าน ที่ใช้ความคล่องตัว และความรวดเร็วในการเคลื่อนที่ของหน่วยทหารม้าหนัก และ หน่วยทหารม้าเบา พร้อมยุทโธปกรณ์อย่างดีเข้าทำลายข้าศึก หรือ ในสงครามอ่าว ฯ ทั้งสองครั้ง ที่กองทัพสหรัฐ ฯใช้ความเหนือกว่าทางเทคโนโลยีประกอบกับ การใช้การโจมตีทางอากาศที่แม่นยำ ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ก่อนจะใช้กำลังทางบกเข้ากดดัน ให้อิรักถอนกำลังจากคูเวต ในสงครามอ่าวครั้งแรก หรือ การใช้กำลังบุกอิรักในปฏิบัติการ Iraqi Freedom ครั้งล่าสุด
การดำเนินการยุทธศาสตร์แบบไม่สมมาตร มีหลายหลายรูปแบบ หลายระดับ และ หลายวิธีการ สำหรับตัวอย่างที่จะทำให้เห็นภาพของการดำเนินยุทธศาสตร์แบบไม่สมมาตรนั้นจะมีการประยุกต์ใช้ในทางยุทธวิธี อย่างในกรณีที่ฝ่ายข้าศึกมีขีดความสามารถเหนือกว่าในการเคลื่อนที่ (คล่องตัว) ฝ่ายเราเลือกพื้นที่ตั้งรับในพื้นที่สิ่งปลูกสร้าง (อาคาร) ก็จะสามารถลดขีดความสามารถในการเคลื่อนที่ของฝ่ายข้าศึกได้ การประยุกต์ใช้ในทางยุทธศาสตร์ เช่น ฝ่ายเรามีกำลังทางเรือสู้ฝ่ายข้าศึกไม่ได้ ฝ่ายเราได้สร้างกองเรือดำน้ำขึ้นเพื่อชดเชยความไม่สมดุลย์ของกองกำลังทางเรือที่เรามีต่อข้าศึก แนวทางนี้กองทัพเรือเยอรมันเองก็ใช้ เพื่อชดเชยความเสียเปรียบที่มีต่อกองทัพเรืออังกฤษ ในอดีตที่ผ่านมา หรือ ถ้าฝ่ายเรามีกำลัง ยุทโธปกรณ์ การส่งกำลัง และ การจัดหน่วยสู้ฝ่ายข้าศึกไม่ได้ การรบตามแบบ เราจะเสียเปรียบต่อฝ่ายข้าศึก ฝ่ายเราจึงใช้สงครามกองโจร เพื่อริดรอนขีดความสามารถของกำลังรบตามแบบฝ่ายตรงข้าม การดำเนินยุทธศาสตร์แบบไม่สมมาตร นอกจากจะเป็นแนวความคิดที่ทำให้ฝ่ายที่ด้อยกว่า ไม่ว่าจะเป็นด้านใด สามารถที่จะผลิกผันจากผู้ที่เสียเปรียบไปเป็นผู้ที่ได้เปรียบ แล้ว ยังสามารถนำไปใช้กับฝ่ายที่ได้เปรียบเพื่อให้ได้เปรียบมากยิ่งขึ้น เช่น การใช้ สงครามสารสนเทศ (Information Warfare) ประกอบกับ กองทัพที่ทันสมัยของ สหรัฐ ฯ สร้างความได้เปรียบต่อกองกำลังของอิรัก จนฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถที่จะต่อกรใด ๆ ได้เลย ทำให้การบุกเข้ายึดกรุงแบกแดดยุติอย่างรวดเร็ว แต่อย่างไรก็ตาม ความได้เปรียบของสหรัฐ ฯ นั้นเป็นความได้เปรียบในระยะสั้น เพราะว่าสถานการณ์ต่อมา สหรัฐ ฯ เองก็กลับมาต้องเจอกับการดำเนินยุทธศาสตร์แบบไม่สมมาตรเอง เมื่อต้องเจอกับการก่อความไม่สงบและการก่อการร้าย ซึ่งส่งผลให้สหรัฐ ฯ สูญเสียกำลังพลไปมากว่าตอนบุกเข้าสู่กรุงแบกแดดใน ปฎิบัติการ Iraqi Freedom เสียอีก
ในปัจจุบันเอง กองทัพสหรัฐ ฯได้ให้ความสำคัญในเรื่องของ แนวยุทธศาสตร์เป็นอย่างมาก ทั้งในเชิงบวก และ เชิงลบ ในเชิงบวกเป็นความพยายามที่จะกำหนดยุทธศาสตร์ด้วยวิธีการใด ๆ ก็ตามเพื่อให้ได้เปรียบต่อฝ่ายตรงข้ามมากที่สุด เช่น แนวความคิด ในเรื่องของระบบป้องกันภัยขีปนาวุธแห่งชาติ (National Missile Defense: NMD) ที่จะทำให้ สหรัฐ ฯมีความได้เปรียบเหนือ ประเทศอื่น ๆ ที่มี หัวรบนิวเคลีย์ หรือ การพยายามที่จะผลักดันแนวความคิดในเรื่องของ แนวความคิดในการเปิดสงครามหลักสองด้าน (Two Major Theater of War) เช่น ในกรณีที่ต้องเปิดแนวรบกับ อิรัก แล้ว กองทัพสหรัฐ ฯ ยังมีกำลังพล และยุทโธปกรณ์ พอที่จะเปิดแนวรบกับเกาหลีเหนือ เป็นต้น เรื่องเหล่านี้ จะถือว่าเป็น การดำเนินยุทธศาสตร์เชิงบวก ต่อฝ่ายสหรัฐ ฯ ส่วนแนวความคิดในเรื่องของยุทธศาตร์แบบไม่สมมาตรเชิงลบ จะเป็นในเรื่องของ การดำเนินการใด ๆ ก็ตามจากประเทศที่เป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐ ฯ ด้วยการหาช่องว่างหรือ จุดอ่อนของ สหรัฐ ฯ แล้วเข้าทำการโจมตี จุดอ่อนนั้น เช่น สหรัฐ ฯให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพยสินของประชาชน ของตนเป็นอย่างมาก ประเทศที่เป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐ ฯ จะใช้ การก่อการร้าย เช่นลอบวางระเบิด หรือ เหตุการตึกเวิลด์เทรดในวันที่ 11 ก.ย. 2544 เพื่อทำลายขวัญและกำลังใจของคนในชาติสหรัฐ ฯ สิ่งเหล่านี้สหรัฐ ฯพยายามที่จะอุดช่องว่างของตนให้มีช่องว่างน้อยที่สุด นี่คือแนวความคิดในเรื่องของการดำเนินยุทธศาสตร์เชิงลบของสหรัฐ ฯ
จากที่ได้กล่าวมาจะเห็นได้ว่า บนความจริงแล้วประเทศที่มหาอำนาจอย่าง สหรัฐ ฯ พยายามทุกวิถีทางที่จะมุ่งไปสู่ความเป็นมหาอำนาจชาติเดียวในโลก ซึ่งการที่จะฝ่าฟันไปให้ถึงดวงดาวดังกล่าว สหรัฐ ฯ ต้องดำเนินยุทธศาสตร์แบบไม่สมมาตร ทั้งในเชิงบวก และเชิงลบ และ สหรัฐ ฯเองต้องเผชิญกับ การดำเนินยุทธศาสตร์ แบบไม่สมมาตรจากประเทศที่เป็นภัยคุกคาม ไม่ว่าจะเป็นประเทศที่เป็นคู่แข่งทางยุทธศาตร์ อย่าง จีน หรือ ประเทศในตะวันออกกลางที่มีความเกลียดชังสหรัฐ ฯ หรือ กลุ่มก่อการร้าย ซึ่งการดำเนินยุทธศาสตร์ในลักษณะ นี้เป็นแนวความคิดที่จะสามารถต่อกรประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐ ฯได้ เมื่อหันกลับมามองบ้านเรา ซึ่งเราเองก็ไม่ต่างกันที่เผชิญกับยุทธศาสตร์แบบไม่สมมาตร เช่น การจัดซื้อจรวดต่อสู้อากาศยานระดับต่ำ HN-5 จำนวนมากของกองกำลังว้าแดงเพื่อ ชดเชยความไม่สมดุลย์ในเรื่องความเหนือกว่า และการครองเหนือกว่าทางอากาศของกองกำลังทางอากาศไทย การใช้สงครามสารสนเทศของพม่าที่เผยแพร่ข่าวสารที่เป็นเท็จ ออกไปสู่สายตาชาวโลก การสนับสนุนกลุ่มว้าแดงเพื่อเป็นฐานผลิตในเรื่องของยาบ้า และยาเสพติด เพื่อทำลาย พลังอำนาจของชาติทางด้านสังคมจิตวิทยา ความพยายามที่จะจัดหาเรือดำน้ำเข้าประจำการในกองทัพเรือของมาเลเซีย เพื่อชดเชยที่กองทัพเรือไทยมี กองเรือฟรีเกตที่ทันสมัย และ เรือบรรทุกอากาศยานขึ้นลงทางดิ่ง การสนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดนเพื่อ ริดรอนพลังอำนาจของชาติในด้านสังคมจิตวิทยา สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ถือเป็นภัยคุกคามที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ ซึ่งความชัดเจนในทศวรรษนี้อาจจะยังไม่เด่นชัด แต่ คิดว่าหลังจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้แล้ว คิดว่าคงทวีความร้อนแรงยิ่งขึ้น
นอกจากการเผชิญกับภัยคุกคามแบบไม่สมมาตรจาก สภาวะแวดล้อมต่าง ๆ แล้ว เราเองยังสามารถที่จะดำเนินยุทธศาสตร์แบบไม่สมมาตรได้เช่นเดียวกัน เช่น การก้าวขึ้นมามีบทบาทของจีน ในฐานะผู้ที่เป็นคู่แข่งทางยุทธศาสตร์ กับสหรัฐ ฯ ย่อมสงผลกระทบต่อประเทศไทย ในหลาย ๆ ด้าน เช่น ทางด้านเศรษฐกิจ เพราะเราอาจจะโดนแย่งส่วนแบ่งของการส่งออก เราสามารถใช้ยุทธศาสตร์แบบไม่สมมาตร เพื่อรักษาส่วนแบ่งของตลาดตรงนั้นไว้ได้ด้วยการวิธีทางการฑูต การเคลื่อนไหวกับบทบาทในเวทีโลก เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองในเรื่องต่างเหล่านี้ถือเป็นการดำเนินยุทธศาสตร์แบบไม่สมมาตรทั้งสิ้น ประเทศไทยมีปัญหาต่างที่จะต้องได้รับการแก้ไข การวางแผนระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว อยู่มากมาย วันนี้บ้านเราถึงเวลาที่จะต้องหันหน้าเข้ากันทุกอาชีพ ทุกหมู่เหล่า รวมกันคิด รวมกันสร้างสรรค์ ร่วมกันแก้ปัญหาต่าง ไม่ใช่ต่างคนต่างเก่ง หันมาร่วมกันตั้งใจต่อสู้ ตั้งใจทำงานกันเพื่อประเทศชาติ กันดีกว่านะครับ...... |
|
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( วันเสาร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ.2552 )
|