การกล่าวถึงสงครามในสภาวะปัจจุบัน อาจจะดูเป็นเรื่องที่ล้าสมัยหรือดูคร่ำครึเป็นไดโนเสาร์เต่าล้านปีในสายตาของหลาย ๆ คนในปัจจุบัน ทั้งนี้เพราะกระแสของโลกาภิวัฒน์ ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อการดำเนินการในทุก ๆ สิ่ง อยู่ตลอดเวลา อย่างไรก็ดีการที่เรามีความเชื่อว่าสงครามขนาดใหญ่คงจะไม่เกิดในระยะเวลาอันใกล้นี้ เป็นแนวความคิดที่เสี่ยงเกินไปและประมาทต่อสภาวะที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เพราะถ้ามองไปที่ความร้อนแรงของภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลกและมองย้อนกลับไปยังประวัติศาสตร์อารยะธรรมของมนุษยชาติแล้ว เราจะพบว่าสงครามไม่เคยห่างหายไปจากวิวัฒนาการของมนุษยชาติ เพียงแต่รูปแบบของการดำเนินสงครามเท่านั้นที่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพทางสังคม
นอกจากนี้สงครามสมัยใหม่ยังมีการแบ่งออกเป็นยุค ๆ ดังเช่นบทความของ พ.อ. วิลเลี่ยม เอส. ลินด์ (Col. William S. Lind) และคณะ ในบทความชื่อ “The Changing Face of War: Into the Fouth Generation” ที่ตีพิมพ์ในวารสารนาวิกโยธินสหรัฐ ฯ (Marine Corps Gazette) ฉบับประจำเดือน ตุลาคม พ.ศ. 2532 (ค.ศ.1989) หน้า 22 – 26 ได้กล่าวถึงสงครามสมัยใหม่ใน 4 ยุค โดยใช้ปัจจัยในการพิจารณาแบ่งแยกยุคที่เหมือนกัน 4 ประการคือ (1) ภารกิจและคำสั่ง (2) ระดับของการรวมศูนย์ ในการส่งกำลัง (3) ระดับของการดำเนินกลยุทธ์ และ (4) เป้าหมายในการทำลายข้าศึก สำหรับสงครามทั้ง 4 ยุคได้แก่
- สงครามยุคที่ 1: เป็นยุคที่ใช้ปืนไฟหรือปืนคาบศิลาหรือปืนที่ลำกล้องไม่มีเกลียว โดยใช้ยุทธวิธีที่เป็นแถวเป็นแนว อย่างเช่นในสงครามกลางเมืองสหรัฐ ฯ การดำเนินสงครามในยุคนี้ให้มีประสิทธิภาพ จะต้องอาศัยอำนาจการยิงที่สูงสุด โดยกำลังพลจะต้องผ่านการฝึกที่หนักเพื่อที่จะส่งผลให้มีหน่วยในการรบมีอัตราการยิงที่สูง การรบที่เป็นแถวเป็นแนวนี้จะมีพลังขับเคลื่อนคือ วัฒนธรรมและเทคโนโลยี ส่วนยุทธศิลป์ หรือศิลปะในการนำทัพของผู้ที่เป็นแม่ทัพนั้นจะเน้นที่ สัญชาติญาณของตัวแม่ทัพนายกองเอง เช่น สัญชาติญาณในการนำทัพของพระเจ้านโปเลียน ที่ใช้เวลาและพื้นที่ในการสร้างสนามรบที่ก่อให้เกิดผลแตกหัก สงครามในยุคนี้จะใช้แนวความคิดเป็นพลังขับเคลื่อน และการสร้างความได้เปรียบในสงครามคือ กำลังพลจำนวนมาก (massed manpower)
- สงครามยุคที่ 2: การดำเนินสงครามในยุคนี้เริ่มเกิดขึ้น เมื่อมีการสร้างปืนที่มีเกลียวลำกล้อง บรรจุกระสุนทางท้ายลำกล้อง มีการใช้ลวดหนามในการสร้างเครื่องกีดขวาง มีการใช้ปืนกล และอาวุธเล็งจำลอง อย่างเช่น ปืนใหญ่ เครื่องยิงลูกระเบิด ฯลฯ ส่วนยุทธวิธีในการรบจะใช้การยิงประกอบการเคลื่อนที่ การตั้งรับนั้นฝ่ายตั้งรับจะให้ความสำคัญกับป้องกันการเจาะจากฝ่ายรุกทั้งกำลังขนาดใหญ่ที่บุกเข้ามาตรงหน้า (ในการรบด้วยวิธีรุกของสงครามทางบกจะเรียกว่า การเข้าตีตรงหน้า) ส่วนการรุกนั้นจะใช้การกระจายกำลังเป็นหน่วยขนาดเล็กจากเส้นหลักการรุก (แนวทางการเคลื่อนที่หลักในการรุกเข้าหาข้าศึก) เคลื่อนเข้าหาข้าศึก การดำเนินสงครามในยุคนี้จะให้ความสำคัญในอาวุธยิงเล็งจำลองมากกว่าสงครามในยุคแรก โดยการใช้อาวุธเล็งจำลองทำการยิงอย่างหนาแน่นนั้นจะได้อิทธิพลมาจากพระเจ้านโปเลียน ฯ ที่ใช้ “ปืนใหญ่ยิงทำลาย แล้วใช้ทหารราบเข้ายึดครอง” สงครามในยุคนี้ จะใช้อำนาจการยิงเป็นกลุ่มก้อนแทนการใช้กำลังทหารเป็นกลุ่มก้อนแบบสงครามในยุคแรก ซึ่งทางกองทัพสหรัฐ ฯ เองได้ใช้แนวความคิดนี้เป็นหลักพื้นฐานในการกำหนดหลักนิยมจนกระทั่ง ทศวรรษที่ 9 ของคริสต์ศตวรรษที่ 20 (1980s) ส่วนกองทัพไทยของเรายังคงใช้แนวความคิดของสงครามในยุคที่เป็นแนวทางในการฝึกกำลังรบตามแบบอยู่ (รบตามแบบ หมายถึง การรบตามแบบมาตรฐานที่นำกำลัง เข้าทำการรุก รับ หรือ ร่นถอย) สงครามยุคนี้จะอาศัยเทคโนโลยีเป็นพลังขับเคลื่อน และเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินสงคราม เช่น การสร้างปืนใหญ่หนัก หรือ การสร้างเครื่องบินทิ้งระเบิด ส่วนยุทธศิลป์ที่ใช้นั้นจะเป็นลักษณะของการประกันความสำเร็จจากบนลงล่าง โดยใช้การเคลื่อนย้ายกำลังเข้าทำการโอบล้อมข้าศึกในสนามรบ มีกระบวนการตัดสินใจที่มีความสอดคล้องระหว่างเวลาและสถานที่โดยอาศัยโทรเลขและรถไฟ ซึ่งมีการใช้ครั้งแรกโดย เฮลมุท วอน มอลเค (Helmuth von Moltke 1848-1916) ผู้บัญชาการกองทัพเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่นำแผนชลิฟเฟน (Schlieffen Plan) มาดัดแปลง สงครามในยุคที่ 2 นี้การสร้างความได้เปรียบในสงครามคืออำนาจการยิง (firepower)
- สงครามยุคที่ 3: เป็นการดำเนินสงครามที่เกิดขึ้นจากการเพิ่มขีดความสามารถของอำนาจการยิง (firepower) ในสนามรบประกอบกับการดำเนินกลยุทธ์ (maneuver) ซึ่งเป็นยุทธวิธีที่ไม่เป็นเส้นตรงที่ (nonlinear tactics)ใช้กำลังทหารกระจายเป็นหน่วยขนาดเล็กทำการแทรกซึม (infiltration) เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะโดยตรงกับข้าศึก แล้วเข้าทำลายบริเวณจุดอ่อนของข้าศึกในทางลึก ไม่ใช้การเข้าทำลายล้าง (attrition) ซึ่งเป็นยุทธวิธีแบบเส้นตรง (linear tactics) ที่ค้นหาข้าศึกแล้วทำลายแบบสงครามในสองยุคแรก ตัวอย่างของสงครามยุคนี้ได้แก่ ยุทธการสายฟ้าแลบ (blitzkrieg) ของเยอรมันที่ใช้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 สำหรับยุทธศิลป์ของสงครามในยุคนี้ จะเป็นการผสมผสาน กันระหว่าง การประสานสอดคล้องระหว่างเวลา สถานที่ และรวมถึงความพยายามที่จะทำให้กำลังทหารข้าศึกเลิกล้มความพยายามที่จะเอาชนะในการรบ กระบวนการตัดสินใจในสงครามยุคนี้จะใช้ วงรอบอู๊ดดา (Observation-Orientation-Decision-Action Loop: OODA Loop) ของ น.อ. จอห์น บอยด์ (Col. John Boyd) นายทหารอากาศนอกราชการ สงครามในยุคที่ 3 นี้จะใช้แนวความคิดเป็นพลังขับเคลื่อน และการสร้างความได้เปรียบในสงครามคือการดำเนินกลยุทธ์ (maneuver)
- สงครามยุคที่ 4: เป็นสงครามที่ไม่มีกรอบที่ชัดเจนในทุก ๆ ด้าน สงครามในยุคนี้ไม่ใช่แต่มีเพียงทหารเท่านั้นที่มีบทบาทหลัก แต่พลเรือนกลับเข้ามามีบทบาทที่ทัดเทียมเท่ากันกับทหาร หรือในบางครั้งมีบทบาทมากกว่าทหารเสียอีก การเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ก้าวมาสู่สงครามในยุคที่ 4 นั้นได้แก่ ปัจจัย 2 ปัจจัยหลักคือ แนวความคิด เช่น การโจมตีที่ประชาชน วัฒนธรรม และปัจจัยอื่น ๆ ของข้าศึกมากกที่กำลังทหาร และเทคโนโลยีเพื่อสร้างความได้เปรียบในด้านต่าง ๆ เช่น เทคโนโลยีสารสนเทศ โดยที่ปัจจัยทั้ง 2 นี้เกิดขึ้นจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ทำให้แนวความคิดในลักษณะเก่าคือ รัฐ-ชาติ (state-nation) ถูกปรับเปลี่ยนมาเป็นประชาสังคม (civil society) ที่เน้นไปยังกลุ่มต่าง ๆ ในสังคมที่มีพลังอำนาจในการต่อรองอำนาจการบริหารของรัฐ ฯ แนวความคิดนี้ก่อให้เกิดรูปแบบของการดำเนินสงครามอื่น ๆ ตามมาเช่น แนวความคิดในการดำเนินยุทธศาสตร์แบบไม่สมมาตร (Asymmetric Strategy) หรือ การก่อการร้าน/การก่อความไม่สงบ (terrorism/insurgency) การสงครามในยุคนี้จะมองไปที่ การดำเนินสงครามที่มีมากกว่าสงครามตามแบบเพียงอย่างเดียว (conventional warfare) หรือที่เรียกว่า สงครามไม่ตามแบบ (unconventional warfare) อย่างเช่น สงครามจิตวิทยา การก่อการร้าย การก่อความไม่สงบ การปฏิบัติการอื่นนอกเหนือสงคราม เป็นต้น การดำเนินสงครามในยุคนี้ ในยุคต้น ๆ จะมี ทั้ง ที อี ลอว์เลนซ์ (T. E. Lawrence) หรือที่รู้จักกันในนาม ลอว์เลนซ์แห่งอาระเบีย(Lawrence of Arabia) เหมาเจอตุง (Mao Zedong) และ โว เหวียน เกี๊ยบ (Vo Nguyen Giap) ในยุคที่ 4 นี้จะใช้แนวความคิดเป็นพลังขับเคลื่อน และการสร้างความได้เปรียบในสงครามคือความไม่สมมาตร (asymmetric) โดยอาศัยรากฐานมาจาก การก่อความไม่สงบ (insurgency)
ปัจจุบันนักการทหารหลายคนมีความเชื่อว่าโลกกำลังเผชิญกับสงครามในยุคที่ 4 คือการเผชิญกับ การดำเนินการต่าง ๆ ข้ามชาติ (transnational) เช่น อาชญากรรม การก่อการร้าย การค้ามนุษย์ (ปัจจัยในเรื่องของความมั่นคงมนุษย์) ฯลฯ อย่างไรก็ตาม นักการทหารบางคนยังไม่เห็นด้วยกับแนวความคิดในการแบ่งสงครามออกเป็น 4 ยุค เช่น ในบทความที่ชื่อ “The Problem with Fourth-Generation War” ของ แอนตูนิโอ เจ. เอ็กชีฟวาเรีย II (Antulio J. Echevarria II) ซึ่งบทความนี้ท่านสามารถค้นหาได้จากอินเตอร์เน็ตครับ
ถึงแม้จะมีแนวความคิดที่ขัดแย้งและไม่เห็นด้วยทั้งหมดแต่ เราคงต้องยอมรับกันว่า การก่อการร้ายสากล/การก่อความไม่สงบ เป็นภัยคุกคามที่ทุกหลายประเทศในโลกกำลังเผชิญ การมองสงครามไม่ว่าจะเป็นมุมด้านไหนก็ตามแต่ความเป็นจริงที่ปรากฏคือ สงครามไม่เคยห่างหายไปจากอารยะธรรมของมนุษย์ หรือ ความศิวิไลซ์ เรา ๆ ท่าน ๆ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นทหารนั้นคงต้องมีส่วนร่วมในการสันติภาพให้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นท่านใดที่เชื่อว่าสงครามคงไม่มีอีก ผมอยากจะบอกต่อท้ายว่า สงครามในแบบเดิมที่มีการทำลายอย่างสงครามโลกนั้นคงยากที่จะเกิด แต่ก็ไม่ได้หมายว่าจะไม่มีสงครามเพียงแต่รูปแบบของสงครามนั้นเปลี่ยนไป ยังไงก็อย่าเน้นการบริโภคนิยมกันมาเกินไปนะครับ การน้อมนำแนวพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระเข้าอยู่หัว ฯ ในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน คงจะช่วยให้โลกเรามีความสงบสุข เพราะผมคิดว่าเรา ๆ ท่าน ๆ คงทราบกันดีว่า เมื่อเราหมดลมเราไม่สามารถนำอะไรติดตัวเราไปได้ เราคงต้องทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลัก ซึ่ก็ขึ้นอยู่กับเราว่าเราจะทิ้งอะไรไว้ ทิ้งไว้แล้วคนสรรเสริญ หรือคนด่า เรา ๆ ท่าน ๆ คงต้องเลือกกันเองนะครับ …………….