|
ความมั่นคงแห่งชาติ - ปัจจัยที่มีผลกระทบกับสังคมไทยในอนาคต |
|
|
|
|
แก้ไขโดย ทอทหาร
|
|
วันจันทร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ.2549 |
ผมมีความเชื่อว่าหลาย ๆ ท่านมีความคาดหวังไว้ว่าอยากให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความเจริญ ประชาชนมีความสุขกันถ้วนหน้าทั้งร่างกายและจิตใจ ผมได้มีโอกาสนั่งอ่านงานวิจัยของ เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ในเอกสารชุดโครงการวิถีการเรียนรู้ของคนไทย ลำดับที่ 2 ของ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ ในหัวข้อเรื่อง ภาพอนาคตและคุณลักษณะของคนไทยที่พึงประสงค์ (เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์, ภาพอนาคตและคุณลักษณะของคนไทยที่พึงประสงค์, สำนักงานเรียนรู้และมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2546) ซึ่งคิดว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจและนำมาเล่าสู่กันฟัง
การวาดภาพสังคมไทยในอนาคตนั้นเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องมีการดำเนินการ ทั้งนี้เพื่อใช้เป็นแนวทางหรือกรอบแนวคิดในการที่จะกำหนดทิศทางของประเทศไทยที่จะเดินไปข้างหน้า โดยการที่จะวาดภาพอนาคตได้นั้น ผู้ที่ทำการวาดภาพดังกล่าวได้จะต้องทราบถึงปัจจัยที่ใช้กำหนดสภาพสังคมไทย โดย เกรียงศักดิ์ ฯ (เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ, ocit, หน้าที่ 6 – 22) ได้แบ่งปัจจัยที่ใช้กำหนดภาพอนาคตของสังคมไทย ออกเป็น ปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายใน
โดยปัจจัยภายนอกส่วนใหญ่แล้วจะเกิดมาจากนวัตกรรมที่ก่อให้เกิดกระแสโลกาภิวัฒน์ (Globalization) ที่เชื่อมโลกทั้งโลกเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการค้า การเงิน การลงทุน การเมือง สังคม และวัฒนธรรม และยังรวมถึง การเชื่อมโยงทางความรู้ แนวคิด ค่านิยม และพฤติกรรม ผ่านการถ่ายโอนข้อมูลด้วยระบบสารสนเทศและการสื่อสารมวลชน ดังรายละเอียดต่อไปนี้
* ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีขั้นสูง: การเกิดขึ้นของนวัตกรรมใหม่ ๆ นั้นก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมด้านต่าง ๆ เป็นอย่างมาก เช่น การบินขึ้นสู่อากาศของมนุษย์เป็นครั้งแรก ในศตวรรษที่ 20 นอกจากนี้ในศตวรรษเดียวกันมนุษย์ยังสามารถบินขึ้นสู่อวกาศและได้ไปสัมผัสดวงจันทร์ ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ทำให้มนุษยชาติได้ก้าวผ่านขีดจำกัดและจินตนาการหลาย ๆ อย่าง เช่น เทคโนโลยีด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีการสื่อสารและโทรคมนาคม เทคโนโลยีด้านการแพทย์ เทคโนโลยีด้านวัสดุศาสตร์ และเทคโนโลยีชีวภาพ ทำให้วิถีการดำเนินชีวิตในสังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วมาก
* การแพร่กระจายและการเข้าถึงข้อมูล ข่าว และสารสนเทศ: เมื่อเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากนวัตกรรมต่าง ๆ ได้พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ผลที่ตามมาคือความสามารถของระบบการสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่ได้ถูกพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ทำให้การสื่อสารในรูปแบบต่างเป็นไปอย่างง่าย สะดวก รวดเร็ว มีคุณภาพ มีค่าใช้จ่ายที่ถูกลง ข้อมูลข่าวสาร และสารสนเทศ ถูกส่งผ่านกระจ่ายไปยังผู้รับสารได้อย่างทั่วถึงและตลอดเวลา ทำให้มนุษย์มีการตัดสินใจที่ดีขึ้น ความสำเร็จและอำนาจของบุคคลจะอยู่ที่ความสามารถในการเข้าถึงการบริหารจัดการ และประยุกต์ใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่มีอยู่ปริมาณมากเหล่านี้ได้ ทั้งนี้เพราะ สารสนเทศมีผลกระทบและมีอิทธิพลต่อสภาพสังคมไทยในอนาคต
* การแข่งขันที่รุนแรง: ความก้าวหน้าของเครือข่ายสารสนเทศที่ ทำให้ปัจเจกบุคคลสามารถเข้าถึง ข้อมูล ข่าวสาร และสารสนเทศ จากมุมต่าง ๆ ของโลกได้มากขึ้น สะดวกขึ้น รวดเร็วขึ้น และ เท่าเทียมกัน ทำให้เกิดการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นเพราะกำแพงกีดกันต่าง ๆ ได้มลายหายไป เพราะแต่ละส่วน แต่ละฝ่าย แต่ละบริษัท หรือแม้กระทั่งประเทศ ต่างต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด ชิงความได้เปรียบท่ามกลางโอกาสที่เท่าเทียมกันของทุก ๆ ฝ่าย ทำให้เกิดการแข่งขันในระดับที่รุนแรงที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต
* การเพิ่มบทบาทและความสำคัญของความรู้ในสังคม: นวัตกรรมของเทคโนโลยีสารสนเทศได้เปิดโลกการเรียนรู้ออกไปอย่างไร้ขีดจำกัด รวมถึงการสร้างกระบวนการเรียนรู้ในรูปแบบใหม่ของมนุษยชาติ โดยความรู้จะกลายเป็นสิ่งที่มีค่า (สินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้) ทุกคนสามารถเข้าถึงความรู้ได้โดยหลากหลาย ทำให้หน่วยงานต่าง ๆ นำความรู้มาใช้ในการสร้างความได้เปรียบและแข่งขันกัน หน่วยงานใด สังคมใด หรือ ประเทศใดที่ไม่มีความรู้ที่เพียงพอ จะทำให้เป็นฝ่ายที่เสียเปรียบไม่ว่าจะเป็นสังคมระดับไหนก็ตาม ซึ่งประเทศไทยก็ไม่ต่างกับประเทศอื่นที่ต้องให้ความสำคัญกับความรู้เพื่อรองรับกับผลกระทบที่จะตามมา
* การเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย: การดำรงตนอย่างโดดเดี่ยวไม่ว่าจะเป็น ระดับบุคคล องค์กร หน่วยงาน หรือประเทศ เป็นเรื่องที่กระทำได้ยากในสภาวะแวดล้อมปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคโลกาภิวัฒน์นี้ เพราะการแข่งขันที่รุนแรง การอยู่รอดและเพิ่มความแข็งแกร่งของตนเองจะต้องอาศัยการเชื่อมโยงถึงกันเป็นเครือข่าย โดยจะสะท้อนออกมาในรูปของเครือข่าย ทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง การศึกษา เทคโนโลยี และ วัฒนธรรม เป็นต้น ซึ่งการรวมกันเหล่านี้จะมีจุดหมายที่ชัดเจนคือเสริมสร้างความแข็งแกร่งระหว่างสมาชิกในเครือข่าย เพื่อประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ การแบ่งปันและจัดสรรทรัพยากรร่วม และเพื่อการสร้างอำนาจการต่อรองแก่กลุ่มตนเอง
* การขยายตัวของกระแสประชาธิปไตย: กระแสของประชาธิปไตยได้ขยายตัวมากขึ้นในแต่ละชุมชนของสังคมโลกนั้นมาจากปัจจัยหลักสามประการ คือ (1) การล่มสลายของลัทธิคอมมิวนิสต์ในช่วงศตวรรษที่ 20 ทำให้ยังไม่มีทางเลือกอื่นใดในการจัดการปกครองสังคมนอกจากลัทธิประชาธิปไตย (2) การเรียกร้องและกดดันของประเทศมหาอำนาจที่ใช้บทบาทของรูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตย ผลักดันรูปแบบของการค้าเพื่อเอื้อประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้กับประเทศตน หรือกลุ่มประเทศของตน และบีบบังคับให้ประเทศเล็ก ๆ ต้องปฏิบัติตาม และ (3) การเรียกร้องประชาธิปไตยจากประชาชนภายในประเทศที่มีการศึกษาสูงขึ้น และความเจริญทางเทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อสาร ที่ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้สะดวกและง่ายขึ้น รวมถึงสื่อสารแลกเปลี่ยนความคิดเห็นโดยไม่มีกำแพงขวางกั้น โดยกระแสประชาธิปไตยที่ขยายตัวมากขึ้นจะกระตุ้นให้ประชาชนในแต่ละสังคมมีความต้องการที่จะมีส่วนร่วมทางการเมืองในสัดส่วนที่มากขึ้นตามไปด้วย
* การแพร่กระจายของวัฒนธรรมต่าง ๆ ในโลก: กระแสโลกาภิวัฒน์ได้ส่งผลกระทบให้เกิดสภาพที่ไร้พรมแดนขึ้นในโลกใบนี้ ด้วยความเจริญทางเทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อสารดังกล่าวทำให้เกิดการแพร่กระจายของวัฒนธรรมของแต่ละสังคมไปยังที่ต่าง ๆ โดยที่สังคมแต่ละสังคมยากที่จะสกัดกั้นหรือหลีกหนีจากผลกระทบของการแพร่กระจายทางวัฒนธรรมได้ ซึ่งประเทศไทยก็ไม่ต่างจากประเทศอื่นทีได้รับผลกระทบจากการไหลบ่าของวัฒนธรรมที่ส่วนใหญ่แล้วเป็นวัฒนธรรมตะวันตก อีกทั้งสังคมไทยเป็นสังคมที่เปิดกว้างทำให้เกิดการซึมซับได้อย่างรวดเร็ว ทำให้วัฒนธรรมบางอย่างของไทยได้หายไป แต่อย่างไรก็ตามการอนุรักษ์นิยมอย่างสุดโต่งอาจะนำมาซึ่งความขัดแย้งในสังคม
* กระแสการตื่นตัวในเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม: ความเจริญของมนุษยชาติที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วได้ส่งผลให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลืองและสัดส่วนการชดเชยจากธรรมชาตินั้นมีสัดส่วนที่ไม่สมดุลกัน ดังตัวอย่างเช่น การเกิดมลพิษทางอากาศ ทางเสียง และ ทางน้ำ ทำให้หลายภาคส่วนในสังคมเริ่มหันมาให้ความสนใจกับการรักษาสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ธรรมชาติ นอกจากนี้ประเด็นปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมได้ถูกนำมาเป็นประเด็นสำคัญในการกำหนดเงื่อนไขทางเศรษฐกิจและธุรกิจการค้า และยังรวมไปถึงประเด็นทางการเมืองที่ประเทศไทยต้องเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
* การแสวงหาการเติมเต็มในจิตใจ: เนื่องจากสภาพการแข่งขั้นที่รุนแรงในด้านต่าง ๆ ตั้งแต่ระดับบุคคล สังคม ไปถึงประเทศชาติ ทำให้ความตึงเครียดส่วนบุคคลและระหว่างบุคคลมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้เมื่อผสมผสานกับความเป็นสังคมเมืองในปัจจุบัน ที่มีปัญหาสิ่งแวดล้อม อาชญากรรม ยาเสพติด สุขภาพจิต คุณภาพชีวิต และความโดดเดี่ยวที่เกิดขึ้นในสังคมเมือง ซึ่งความกดดันเหล่านี้ได้ส่งผลให้ผู้คนหันมาสนใจเรื่องการแสวงหาความเติมเต็มในจิตใจและจิตวิญญาณมากยิ่งขึ้น ไม่เพียงแต่ปัจจัยภายนอกเท่านั้นที่ส่งผลกระทบต่ออนาคตของประเทศไทย ปัจจัยภายในก็ยังส่งผลกระทบกับอนาคตของประเทศไทยอีกด้วย โดยปัจจัยภายในที่ส่งผลกระทบมีดังต่อไปนี้
* รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540: การประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 ได้มีผลต่อการกำหนดอนาคตของสังคมไทย ดังเช่น อำนาจในการตรวจสอบ อาทิ ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง และองค์กรกลางอิสระต่าง ๆ รวมไปถึงสื่อมวลชนที่มีสิทธิในการนำเสนอข่าวสารที่ถือว่าเป็นบทบาทที่ช่วยสังคมในการสอดส่องดูแลและตรวจสอบ ซึ่งทำให้สถาบันการเมืองต่าง ๆ ต้องมีความระมัดระวังที่จะกระทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง นอกจากนี้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังเป็นตัวเร่งให้เกิดการปฏิรูปที่สำคัญในหลาย ๆ ด้าน เช่น การตื่นตัวของการมีส่วนร่วมของประชาคมในการพัฒนาประเทศ ทั้งในเรื่องการพัฒนาท้องถิ่นและกระจายอำนาจ การดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การเคารพสิทธิ ภูมิปัญญา วัฒนธรรมท้องถิ่นตลอดจนตระหนักถึงสิทธิของ เด็ก สตรี คนพิการ และ ผู้สูงอายุ อีกทั้งยังให้ความสำคัญต่อการเสริมสร้าง ธรรมรัฐ หรือ การบริหารจัดการที่ดี (Good Governance) ที่เน้นในเรื่องของความโปร่งใสสามารถตรวจสอบได้
* วิกฤตคุณธรรมจริยธรรม: สภาพสังคมในปัจจุบันความเสื่อมถอยทางด้านคุณธรรมจริยธรรมในสังคมไทยได้เข้าสู่ภาวะวิกฤต ดังสะท้อนได้จาก ปัญหาความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นสังคม ปัญหาการขาดความซื่อสัตย์สุจริตและคุณธรรมจริยธรรม ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่น ปัญหาความเกียจคร้าน อยากรวยทางลัด ปัญหาขาดการประมาณตน ขาดความยัยั้งชั่งใจ ความฟุ้งเฟ้อฉาบฉวยในสังคม เป็นต้น ซึ่งปัญหาด้านคุณธรรมจริยธรรมนี้จะส่งผลโดยตรงต่อการพัฒนาคน และสังคมไทยในอนาคต
* การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรของประเทศไทยในอนาคต: จากการวางแผนเรื่องประชากรของประเทศทำให้การวางแผนครอบครัวประสบความสำเร็จมาโดยตลอดทำให้สัดส่วนของประชากรวัยเด็กลดลง วัยแรงงานเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ประชากรสูงอายุมีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อีกทั้งความเจริญก้าวหน้าทางด้านวิทยาการแพทย์ที่ส่งผลให้อายุขัยของคนไทยโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้รัฐต้องออกนโยบายประชากรในอนาคตที่เหมาะสม เพื่อเน้นในเรื่องของการพัฒนาคุณภาพชีวิต การกระจายตัว และการย้ายถิ่นฐาน รวมถึงการสร้างโครงข่ายนิรภัยทางสังคม (Social Safety Nets) ที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลและดูแลประชากรส่วนใหญ่ให้ได้รับการพัฒนาที่เท่าเทียมกัน
* การปฏิรูปการศึกษา: พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 เป็นกฎหมายหลักด้านการศึกษาฉบับแรกของประเทศไทยที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางในการแสดงความคิดเห็นและให้ข้อมูล เพื่อกำหนดเนื้อหาสาระต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาของประเทศ ที่ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงการศึกษาของชาติเป็นอย่างมาก และถ้าสามารถกระทำได้ตามบทบัญญัติต่าง ๆ ที่กล่าวไว้ใน พรบ.การศึกษา ฯ แล้ว ย่อมที่จะส่งผลให้ระดับการศึกษาโดยเฉลี่ยของคนไทยเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาประเทศในอนาคต
* การปฏิรูปสุขภาพ: จากการที่กระทรวงสาธารณะสุขได้กำหนดเป้าหมายในเรื่อง “สุขภาพดีถ้วนหน้าของประชาชนในปี พ.ศ.2545-2549” เพื่อเชื่อมโยงการพัฒนาสาธารณะสุขกับระบบเศรษฐกิจ ที่มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพของคนด้านการอนามัย สามารถดูแลสุขภาพตนเองและครอบครัว เพื่อให้มีพลานามัยที่แข็งแรงสมบูรณ์ โดยการตื่นตัวในเรื่องสุขอนามัยนี้จะส่งผลกระทบต่อสังคมโดยรวม ไม่ว่าจะเป็นกระบวนทัศน์ วิธีการดำเนินชีวิต และปัจจัยต่าง ๆ ในการดำรงชีพ
จากที่กล่าวมาในข้างต้น จะเห็นได้ว่าปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกต่างมีผลกระทบต่อความเป็นไปของประเทศไทยในปัจจุบันและต่อไปในอนาคต สังคมไทยจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับผู้ที่จะกำหนดนโยบายให้มีความสอดคล้องกับภาพที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพราะถ้าเราสามารถทราบได้ว่าอะไรคือปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อภาพสังคมไทยในอนาคตแล้ว เราย่อมสามารถที่จะกำหนดแนวทาง ยุทธศาสตร์ และนโยบาย ให้มีความใกล้เคียงกับสิ่งที่เป็นไปได้ไม่ใช่กำหนดแนวทางเรื่อยเปื่อยล่องลอย และในปัจจุบันนี้ถ้านักการเมืองทั้งหลายไม่หันหน้าเข้าหากัน นึกถึงประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์ส่วนรวมแล้ว เราคงไม่สามารถที่จะเดินไปไหนได้ไกล ท้ายที่สุดนี้ขอน้อมนำแนวพระราชดำรัส ในการเสด็จออกมหาสมาคม ในงานพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม วันศุกร์ที่ 9 มิ.ย.49 เป็นแนวทาง ที่ว่า ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของทุกคนทุกฝ่ายนี้ ทำให้ข้าพเจ้าเห็นแล้วมีกำลังใจมากขึ้น นึกถึงคุณธรรมซึ่งเป็นที่ตั้งของความรักความสามัคคี ที่ทำให้คนไทยเราสามารถร่วมมือร่วมใจกันรักษาและพัฒนาชาติบ้านเมือง ให้เจริญรุ่งเรืองสืบต่อกันมาได้ตลอดรอดฝั่ง ประการแรก คือการที่ทุกคนคิด พูด ทำ ด้วยความเมตตามุ่งดีมุ่งเจริญต่อกัน ประการที่สอง คือการที่แต่ละคนต่างช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ประสานงาน ประสานประโยชน์กัน ให้งานที่ทำสำเร็จผล ทั้งแก่ตน แก่ผู้อื่น และแก่ประเทศชาติ ประการที่สาม คือการที่ทุกคนประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในความสุจริต ในกฎกติกาและในระเบียบแบบแผนโดยเท่าเทียมเสมอกัน ประการที่สี่ คือกการที่ต่างคนต่างพยายามทำความคิดความเห็นของตนให้ถูกต้องเที่ยงตรง และมั่นคงอยู่ในเหตุในผล หากความคิดจิตใจและการประพฤติปฏิบัติที่ลงรอยเดียวกันในทางที่ดีที่เจริญนี้ ยังมีพร้อมมูลอยู่ในกายในใจของคนไทย ก็มั่นใจได้ว่าประเทศชาติไทยจะดำรงมั่นคงอยู่ตลอดไปได้ จึงขอให้ท่านทั้งหลายในมหาสมาคมนี้ ทั้งประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า ได้รักษาจิตใจและคุณธรรมนี้ไว้ให้เหนียวแน่น และถ่ายทอดความคิดจิตใจนี้กันต่อไปอย่าให้ขาดสาย เพื่อให้ประเทศชาติของเราดำรงยืนยงอยู่ด้วยความร่มเย็นเป็นสุข ทั้งในปัจจุบันและในภายภาคหน้า |
|
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( วันจันทร์ที่ 03 กันยายน พ.ศ.2550 )
|